"สรรพสัตว์ อาศัยพื้นฐาน ๗ ฐาน ในการดำรงชีพคือ พืช หญ้า ปลา สาหร่าย แมลง แพลงก์ตอนและคริลล์"

                                                

               เนื่องจากผู้เขียนสนใจสารคดีพืชและสัตว์และอื่นๆ มานาน จนให้มองเห็นว่า ชีวิตหนึ่งคน กว่าจะผ่านการเป็นตัว เป็นตนได้ มีกระบวนการสร้างมาอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยกาลเวลาเป็นเครื่องคัดกรอง สืบทอดเจตจำนงการดำรงชีวิตจนเหมาะสม และสมดุล ทั้งนี้ก็เพราะว่า เรามีพื้นฐานของสรรพสิ่งที่เอื้ออิงต่อเรา ให้มีวิถีชีวิตอยู่ต่อไปตามเงื่อนไขของอายุไข (กระดูกและดีเอ็นเอ)

              ยิ่งกว่านั้น สารคดีต่างๆ ยังทำให้เรามองเห็นภาพกว้างๆ ของรัศมีการดำรงชีวิตที่เชื่อมโยงกันไปทั้งหมดของโลก เหตุผลคือ เราสามารถไปอยู่ในที่ต่างๆของโลกได้อย่างกลมกลืน มีเพียงวัฒนธรรม สังคม ศาสนา เท่านั้น ที่เหมือนมีกำแพงที่แตกต่างกัน ซึ่งขัดแย้งกับธรรมวิถีที่ไม่ไม่มีกำแพงการดำรงอยู่ของมนุษยชีวิต สะท้อนให้เห็นว่า โลกคือ บ้านของสิ่งมีชีวิตจริง

              ผู้เขียนมองเห็นประเด็นหนึ่งที่สรรพชีวิตดำเนินอยู่ได้ มาจากพื้นฐานของชีวิตอื่นเป็นที่อาศัย หมายความว่า ชีวิตหนึ่งชีวิต มิได้เกิดขึ้นมาลอยๆหรือไม่ได้เกิดมาอย่างเอกเทศ หากแต่อาศัยปัจจัยจากสิ่งอื่นให้ดำรงอยู่ทั้งสิ้น เหมือนที่พุทธศาสนากล่าวไว้ว่า "สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" แต่นั้นก็ลึกและยากที่พวกเราจะมองเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งได้ เนื่องจาก เราสนใจเฉพาะวิถีแคบๆของเราเองเกินไป

                ในอดีตเราพบว่า สัตว์ที่ตัวใหญ่ในทะเล (ปลาวาฬ) บนบก (ไดโนเสาร์) หรือสัตว์ตัวเล็กทั้งในน้ำและบนบก ล้วนแต่อาศัยกัน พึ่งพิงกันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กว่าสัตว์เหล่านี้อุบัติมาและยืนยงอยู่ได้ ต้องอาศัยพืชเป็นหลัก เราทราบกันทั่วไปว่า สัตว์กำเนิดมาจากบ้านทะเล เพราะในทะเลมีน้ำที่เอื้อกำเนิดชีพ ที่มีทั้งสัตว์เซลล์เดียวเรียกว่า "จุลินทรีย์" (Micro-organism) รวมทั้งสาหร่ายด้วย

                                          

                 ในขณะเดียวกัน ในน้ำยังมีสัตว์ตัวเล็กอีกจำนวนมาก เช่น แพลงก์ตอน (Plankton) คริลล์ (Krill) ที่บรรดาปลาน้อย ปลาใหญ่อาศัยเป็นอาหารให้ดำรงอยู่ได้ นอกจากนี้ ยังมีสาหร่ายและจุลินทรีย์อื่นๆ ที่เติบโตในทะเล จนวิวัฒน์ไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายสายพันธุ์ขึ้น ส่วนหนึ่งยังอยู่ในทะเลต่อไป อีกส่วนก็คลืบคลานขึ้นบก 

                  บนอาณาจักรพื้นดิน สัตว์ที่มาจากทะเลก็วิวัฒน์ตัวเองไปอีกหลายสายพันธุ์ จากสาหร่าย ก็กลายเป็นพืช เป็นหญ้า จากสัตว์ตัวเล็กก็กลายเป็นตัวใหญ่ จากตัวใหญ่ก็กลายเป็นตัวเล็ก ทั้งหมดนี้ พืชคือ กลุ่มแรกที่เป็นพื้นฐานของสรรพชีวิตดำรงอยู่ได้ เนื่องจากพืชได้ครอบครองพื้นผิวโลกได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นผู้ครองโลกก่อนสัตว์ชนิดอื่น

                  การดำรงอยู่ก่อนของพืช จึงสามารถปรับตัวเองได้มั่นคง และสามารถยืนหยัดอยู่บนโลกได้อย่างท้าทาย เนื่องจากว่า ต้องเผชิญกับสัตว์กินพืช กินเมล็ด กินดอก กินราก ฯ จำนวนมาก ทำให้พืชรู้จักการเอาตัวรอดจากสัตว์บกทั้งหมดได้ เมื่อมีพืช มีหญ้า มีต้นไม้ ก็มีสัตว์กินพืช กินหญ้าตามมา ทั้งสองจึงอาศัยกันอย่างแยกไม่ได้ และทั้งสองก็เอื้อต่อกัน รวมไปถึงแมลงด้วย

                   แมลงส่วนใหญ่เป็นสัตว์อาศัยพืชดำรงอยู่ เมื่อแมลงกินพืช พืชก็มีการป้องกันตัวเอง เช่น สร้างสารเคมีให้มีกลิ่นฉุน มียาง มีพิษ ฯ แต่พืชบางชนิดกลับสนองแมลงอย่างตั้งใจ เช่น ต้นอาคาเซีย (Acacia) ที่สร้างโพรงให้มดอาศัยได้ และมดก็คอยปกป้องศัตรูให้พืชด้วย นี่คือ วิวัฒนาการของการดำรงชีวิตของสัตว์โลก รวมทั้งเราด้วยที่อาศัยสิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องชูชีพจนกระทั่งตาย

                 ดังนั้น สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ เป็นทั้งผู้ล่าและถูกล่าในคราเดียวกัน และมีลำดับชั้นในการพึ่งพิงอาศัยกันอย่างเป็นระบบ จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "นิเวศ" (Eco-system) โดยมีองค์ประกอบสองส่วนคือ ๑) สิ่งมีชีวิตได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลาย และ ๒) สิ่งไม่มีชีวิตได้แก่ ธาตุอินทรีย์ต่างๆ และสภาพแวดล้อมดินฟ้าอากาศ เป็นต้น

                                                        

                 เมื่อรู้พื้นฐานเช่นนี้แล้ว เราในฐานะมนุษย์คงจะต้องขอบคุณสรรพชีวิต ตั้งแต่สัตว์เล็ก ไปจนถึงสัตว์ใหญ่ ที่ช่วยกันเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้โลกสมบูรณ์และสมดุลขึ้นมา เพราะทั้งสัตว์และพืช ทั้งบนบกและในน้ำ ล้วนพยุงให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ทั้งสิ้น เราจึงควรเคารพและขอบคุณจุลสัตว์และจุลพืช ที่เป็นรากฐานแห่งการกำเนิด การเจริญเติบโต และย่อยสลายเรา

                 ผู้เขียนเชื่อว่า นี่คือ มารดาแห่งการฟูมฟักให้เราดำรงอยู่บนโลกได้ยาวนาน จากทะเลมาสู่บนบก จึงต้องขอบคุณเจ้าคริลล์ที่เป็นอาหารให้สรรพสัตว์ในทะเลอยู่รอดได้ ขอบคุณมวลแพลงก์ตอน ที่เป็นอาหารให้สัตว์น้อยใหญ่เจริญเติบโต จนกลายเป็นอาหารของเรา ขอบคุณสาหร่ายที่เป็นอาหารให้กับปลาทั้งหลายด้วย ขอบคุณปลาเล็ก ปลาใหญ่ ที่เป็นอาหารเรา ให้เติบใหญ่ แข็งแรง

                  ขอบคุณแมลงทั้งโลกที่สร้างสรรค์ผลงานให้พืช ได้อวดผลิตผล ให้เราได้กินเป็นอาหาร ขอบคุณต้นหญ้า และราเห็ด ที่ช่วยรักษารากฐานให้สรรพชีวิต ดำรงอยู่ จนเติบโต และกลายเป็นอาหารให้เรา พวกเธอ เปรียบเหมือนมารดา ที่หล่อเลี้ยงให้สรรพชีวิตบนโลกนี้ อยู่อย่างยั่งยืนยง คงถาวร เพราะพวกเธอยอมสละชีวิตและกิ่งใบ ราก หัว ดอก ผล ให้เรามีชีวิตอยู่ได้ 

                                                       

                 อย่างไรก็ตาม สรรพสิ่งดังกล่าวนั้น หากจะสืบสาวลงไปอีก พวกเขาไม่ใช่ต้นกำเนิดอย่างแท้จริง ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตทั้งโลกให้ดำรงอยู่ หากแต่เป็นสิ่งไม่มีชีวิตต่างหากที่ถือว่าเป็น "ยาย" ให้ "มารดา" เหล่านั้น ได้กำเนิดขึ้นมา สิ่งนั้นคือ "โลก ที่อุดมไปด้วย ดิน น้ำ อากาศ และไฟ (รวมทั้งแสงด้วย)"

                 ทั้งสี่ฐานนี่คือ ปฐมธาตุแห่งการกำเนิดของสรรพชีวิตให้กำเนิดขึ้น จนกลายเป็นระบบที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้ จึงเปรียบเหมือนองค์สี่นี้ เป็น "มารดาแห่งมารดา" ของสรรพสิ่งนั่นเอง แล้วเราละ อาศัยโลกและสรรพสิ่งอย่างไรบ้าง แล้วสิ่งเหล่านี้ สิงร่างเรา หล่อเลี้ยงร่างกายเรา จนเติบโตมาแล้ว เราได้ศึกษาเรียนรู้และตอบแทน กตัญญูต่อสิ่งเหล่านี้แค่ไหน หรือจะแสวงหาประโยชน์ต่อไปอีกไม่หยุดยั้ง จนพวกเขาจะย่อยยับหมดแล้ว

---------------------------(๒๑/๗/๕๗)---------------------------