ลักษณะของคนที่น่ารัก

ลุงเหมย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

น้อมกราบคารวะบุญบารมีของท่านกัลยาณมิตรและรัตนชนทุกท่าน...วันนี้อีตาลุงเหมยขอกราบเชิญพระรจนาธรรมคำสอนของ พระธรรมวิสุทธิกวี หรือพระอาจารย์ พิจิตร ฐิตวณฺโณ  ป.ธ. ๙ , ศน.บ M.A สำนักวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งในพระธรรมคำสอนของพระคุณเจ้าท่านได้พรรณาว่า.......คนบางคนในโลกนี้ เป็นที่เคารพรักใคร่ของคนทั้งหลาย แม้เพียงพบเห็นครั้งแรก จึงมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้มาก เพราะเขามีคุณธรรม อันเป็นลักษณะของคนที่น่ารักอยู่ในตัว แต่บางคนเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลายแม้เพื่อพบเห็นหรืรู้จักครั้งแรก จึงไม่อาจมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้ เพราะมีลักษณะนิสัยไม่ดี ขาดคุณธรรม คนประเภทนี้ก็มีอยู่มากเช่นกันในสังคม ดังนั้น ความประพฤติหรืออุปนิสัยใจคอ จึงเป็นตัวบ่งบอกถึงความเจริญก้าวหน้าและความเสื่อมของคนเรา  ตามหลักในพระพุทธศาสนานั้น...คนที่น่ารัก ซึ่งเป็นที่รักพอใจของคนทั้งหลาย เมื่อกล่าวโดยทั่วไปแล้ว มีลักษณะ ๙ ประการ คือ

๑. ไม่เป็นคนอวดดีใครก็ตาม ถ้าชอบเป็นคนอวดดี เช่นอวดรวย อวดเก่ง อวดยศศักดิ์ตำแหน่งของตน ชอบคุยอวดคนโน้น คนนี้ ถึงความดีเด่นของตนอย่างโน้นอย่างนี้ หรืออวดสมบัติของตน จนทำให้คนอื่นเบื่อฟัง และรู้สึกหมั่นไส้...คนเช่นนี้ แม้ตนเองจะมีคุณสมบัติหรือความดีเด่นจริง ก็เป็นที่ชิงชัง และเบื่อระอาของคนทั้งหลาย เพราะเขาไม่ชอบคนอวดดี ยิ่งถ้าตนไม่มีคุณสมบัติอันใดก็ยิ่งเป็นที่ชิงชังของคนทั้งหลายยิ่งขึ้น...แต่คนที่มีนิสัยน่ารักนั้น เขาจะไม่โอ้อวด แม้จะมีดีอวด แต่เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน และบางคนกำถึงกับปกปิดคุณความดีของตนเอ ถ้าใครจะทราบก็ค่อยรู้เอาเอง คนเช่นนี้ย่อมเป็นที่รักใคร่ เอ็นดู หรือเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งหลาย และย่อมมีโอกาสเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้มาก เพราะได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากบุคคลทั่วไป

๒. เป็นคนไม่พูดมากจนเขาเบื่อใครก็ตามถ้าไม่รู้จักประมาณตนในการพูด พูดพล่าม พูดไร้สาระ หรือพูดมากจนเกินไป จนคนทั้งหลายเบื่อฟัง และรู้สึกรำคาญไม่อยากฟัง อยากออกไปเสียให้ห่างเมื่อคน ๆ นั้นพูด คนเป็นเช่นนี้แม้จะมีความรู้ความสามารถดี ก็หาเป็นที่รักและเป็นที่เคารพของคนทั้งหลายไม่ ถ้ายิ่งเป็นคนต่ำต้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลายยิ่งขึ้น ฉะนั้น คนที่ฉลาดและน่ารัก จึงพูดแต่พอประมาณ ไม่พูดมากจนเขาเบื่อ แต่พูดมีสาระ น่าฟัง เช่นพูดแนะนำ หรือ พูดสร้างสรรค์ เป็นต้น ละเมื่อพูดสิ่งใดก็คิดใคร่ครวญก่อนแล้วจึงพูด คนเช่นนี้ย่อมเป็นที่รักใคร่เคารพนับถือของคนทั้งหลาย และย่อมได้รับความเอ็นดู ความเกื้อกูลจากคนทั้งไป ฉะนั้น...คนที่มีลักษณะนิสัยที่น่ารัก จึงไม่ควรพูดมากจนเขาเบื่อ แต่เป็นผู้พูดพอประมาณ

๓. เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนบางคนขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนแข็งกระด้าง ขาดสัมมาคารวะ ชอบดูดถูกดูหมิ่นคนอื่น เป็นคนไม่ก้มหัวให้แก่ใคร คนประเภทนี้หาความเจริญได้ยาก ย่อมเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลาย เหมือนต้นไม้ที่ยืนต้นตาย หรือเหมือนรวงข้าวที่ลีบ ไม่มีเมล็ด ไร้ค่า ยืนชูรวงโด่อยู่ ไม่โน้มลง แต่...คนที่น่ารักนั้น ย่อมมีความอ่อนอ้อมถ่อมตนเป็นนิสัย มีสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง เคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ ที่เจริญกว่าตน ทั้งโดยวัยวุฒิ คุณวุฒิ และชาติวุฒิ คนเช่นนี้ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้มาก สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า.....ธรรมมะ ๔ ประการ คือ มีอายุยืน ๑ มีผิวพรรณผ่องใส ๑ มีความสุขกาย สุขใจ ๑ มีกำลังกาย กำลังใจ ๑ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติกราบไหว้ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ ฉะนั้น ผู้หวังให้ผลดีทั้ง ๔ นี้เกิดขึ้นแก่ตนเองก็ต้องสร้างเหตุคือนิสัยที่น่ารัก ด้วยการเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน

๔. รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวใครก็ตาม รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวในปัญหาต่าง ๆ ในข้อตกลง หรือในการปรึกษาหารือต่าง ๆ ไม่ดึงดันเอาแต่ความเห็นหรืออำนาจตามอำเภอใจของตนฝ่ายเดียว ย่อมรู้จักปราณีปรานอมในปัญหาต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งรุนแรง ยืนยันขันแข็งในท่าที หรือจุดประสงค์ของตน ก็ผ่อนปรนลงบ้าง ไม่ยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ว่าปัญหาครอบครัว การทำงานหรือในข้อขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความสามัคคี ถนอมน้ำใจกัน และความสงบสุขในครอบครัว ในหน่วยงาน หรือในสังคม ถ้าเมื่อฝ่ายหนึ่งหย่อนยานเกินไป อันอาจจะก่อให้เกิดผลเสียหายได้ ก็มีท่าทีเข้มงวดเข้าไว้ ให้ถูกระเบียบและกฏเกณฑ์ ก็จะทำให้เกิดความพอดีขึ้น ... คนเช่นนี้ สามารถดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข ราบรื่น ไม่ค่อยมีความขัดแย้งกับใคร จึงทำให้เป็นคนมีนิสัยน่ารัก เพราะรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว

          การรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวนี้ ทำให้เกิดความพอดี ไม่เป็นเหตุให้เกิดความทะเลาะเบาะแว้งและความขัดแย้งกับใคร ๆ เพราะไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป เหมือนคนที่เล่นว่าว ...ถ้าเล่นว่าวเป็น ว่าวจะไม่ตก และกินลมได้ดี คือเมื่อลมแรงเกินไป ก็ปล่อยสายป่านให้ยาวออกไป เพราะถ้าดึงไว้สายป่านก็จะขาดทำให้ว่าวตก หรือเมื่อลมอ่อนเกินไปก็พยายามดึงสายป่านเอาไว้ ว่าวก็จะกินลมได้ดีและไม่ตก...การดำเนินชีวิตก็เหมือนกัน ถ้าจะให้ราบรื่นก็ต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ในปัญหาขัดแย้งต่าง ๆ ถ้าไม่รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวแล้ว ก็จะขัดแย้งกับผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าในปัญหาครอบครัว หรือปัญหาใด ๆ ฉะนั้น การรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวจึงเป็นลักษณะนิสัยที่น่ารักประการหนึ่ง

๕. พูดจาอ่อนหวานการพูดจาอ่อนหวาน เป็นเสน่ห์ประการหนึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่นไว้ เพราะทำให้ผู้ฟังชื่นใจ สบายใจ ทำให้เป็นกันเอง ทำให้ผูกมิตรไมตรีไว้ได้ จึงเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย ผู้ที่พูดจาไม่น่าฟัง พูดขาดสัมมาคารวะ พูดไม่รู้ที่ต่ำที่สูง หรือพูดส่อเสียด ย่อมเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลาย  การพูดจาอ่อนหวานนี้ จัดเป็นวาจาสุภาษิตประการหนึ่ง และวาจาสุภาษิตมีองค์ประกบ ๕ ประการ คือ

๑. เป็นคำจริง ๒. เป็นคำอ่อนหวาน ๓. เป็นคำมีประโยชน์     ๔. พูดถูกกาละเทศะ ๕. พูดประกอบด้วยเมตตา

         คำพูดใด แม้จะเป็นคำจริง และเป็นคำอ่อนหวาน แต่ถ้าไม่มีประโยชน์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสสอนไม่ให้พูด เพราะไม่ได้ประโยชน์ หรือ คำพูดใด แม้จะเป็นคำจริง คำอ่อนหวาน และมีประโยชน์ แต่ถ้าพูดไม่ถูกกาละเทศะ พระองค์ก็ไม่ตรัสสอนให้พูดเช่นกัน เพราะไม่เป็นวาจาสุภาษิต  แต่ถ้าคำนั้นประกอบด้วยลักษณะ ๕ ประการ คือ เป็นคำจริง เป็นคำอ่อนหวาน เป็นคำที่มีประโยชน์ พูดถูกกาละเทศะ และพูดด้วยเมตตาจิตแล้วพระองค์ก็ตรัสสอนให้พูดคำเช่นนี้ เพราะก่อให้เกิดคุณค่าให้แก่ตนเอง และผู้อื่นเป็นอันมาก ทำให้เป็นที่รักของคนทั้งหลาย และจัดเป็นมงคลแก่ชีวิต

๖. เป็นคนเสียสละ ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ใครก็ตาม ถ้ามีน้ำใจเป็นนักเสียสละ ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว รู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัวไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ย่อมเป็นที่รักและที่เคารพนับถือของคนทั้งหลายโดยทั่วไป เพราะ การให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ และผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนทั้งหลาย การเกิดเป็นคนเสียสละหรือนักเสียสละ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเสียสละเงินทอง หรือวัตถุสิ่งของเท่านั้น หากแต่หมายถึง การเสียสละกำลังกาย เสียสละกำลังปัญญา ช่วยเหลือกิจการของผู้อื่นหรือสาธารณกุศลโดยส่วนรวม หรือแม้แต่ชีวิตก็สละได้ เมื่อมาคำนึงถึงความยุติธรรมและความถูกต้อง...แต่ไม่ใช่เป็นการฆ่าตัวเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า.......นรชนพึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต  เมื่อระลึกถึงธรรม พึงสละทุกอย่าง คือทั้งทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต

              นอกจากเสียสละแล้ว คนที่น่ารักต้องไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่นด้วย คือไม่เห็นแก่ได้ หรือความสะดวกสบายส่วนตนฝ่ายเดียว ให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่คนที่มีลักษณะขี้เหนียว ไม่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ หรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เป็นคนเห็นแก่ตัว และเอารัดเอาเปรียบ ย่อมเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลาย ... ฉะนั้น การเป็นคนเสียสละ และไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น จึงเป็นลักษณะนิสัยที่น่ารักประการหนึ่ง

๗. เป็นคนกตัญญูกตเวที ใครก็ตาม ถ้าเป็นคนกตัญญูกตเวทีต่อท่านผู้มีประคุณแก่ตนมาก่อน คนนั้นจัดเป็นคนดี เป็นคนน่ารักและน่านับถือ ยกย่อง จากคนทั้งหลาย เพราะเป็นการแสดงถึงพื้นฐานจิตใจของคนดี ดังคำพระบาลีที่ว่า

                          ภูมิ เว สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา .....  ความกตัญญูกตเวที เป็นพื้นใจของคนดี

กตัญญูกตเวที แยกเป็น ๒ ศัพท์ คือ กตัญญู ศัพท์หนึ่ง และ กตเวทีศัพท์หนึ่ง  กตัญญู หมายถึง ผู้รู้อุปการคุณที่คนอื่นได้เคยทำแก่ตนมา เช่น เคยเลี้ยงดูและเคยช่วยเหลือตนมา เป็นต้น แม้ยังไม่ได้ตอบแทน แต่ถ้ารู้ถึงบุญคุณที่คนอื่นเคยกระทำแก่ตนมา ก็จัดเป็นคนกตัญญูกตเวทีแล้ว  ส่วน กตเวที นั้นหมายถึงคนที่ได้ตอบแทนอุปการคุณที่เขาได้เคยกระทำแก่ตนมาแล้ว เช่น ได้ตอบแทนอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ของตน หรือต่อคนที่เคยช่วยเหลือตน เป็นต้น คนที่รู้บุญคุณที่ผู้อื่นเคยกระทำมาแล้วแก่ตน และได้ตอบแทนเช่นนี้ จัดเป็นคนกตัญญูกตเวที ย่อมเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลายที่ได้พบเห็น และย่อมมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้มากเช่น คนที่เลี้ยงดูพ่อแม่ของตน เป็นต้น ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า.....มาตาปิตุ อุปฏฺฐานํ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ ซึ่งแปลว่า...การเลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นมงคลอย่างสูงสุด  ใครก็ตาม ถ้าได้เลี้ยงดูมารดาบิดาของคน ก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ไม่ตกอับ ถ้าจะตกอับบ้างก็ด้วยอำนาจกรรมชั่วในปางก่อนติดตามมา แต่ต้องเจริญรุ่งเรืองในที่สุด เพราะได้บุญมากอันเกิดจากการเลี้ยงดูมารดาบิดาของตน ..... ข้อนี้พิสูจน์ดูก็ได้ คือ ถ้าผู้ใดยังมีพ่อแม่ทั้ง ๒ มีชีวิตอยู่ หรือยังอยู่คนใดคนหนึ่ง โดยเรานำเสื้อผ้า อาหาร หรือเงินทองไปมอบให้แก่ท่าน หรือได้เลี้ยงดูท่านด้วยความจริงใจในอุปการคุณของท่าน ผู้นั้นจะได้ลาภ ยศ หรือ ความรุ่งเรืองในชีวิต เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางทีภายในเดือนหนึ่ง หรือ ๒ – ๓ เดือนเท่านั้น ถ้าผู้นั้นมีลูกหลาน ลุกหลานก็จะเลี้ยงเขาตอบ  ในทางตรงกันข้าม ผู้ใดเป็นคน
อกกตัญญูกตเวที ไม่รู้คุณท่านผู้มีพระคุณแก่ตน และไม่คิดตอบแทน เช่น ไม่เลี้ยงดูมารดา บิดา ของตน และซ้ำร้ายยังกลับด่าว่าทุบตีและเหยียดหยามมารดาบิดาของตน และปล่อยให้ท่านถึงความลำบาก เมื่อท่านป่วยไข้หรือเข้าสู่วัยชรา คนเช่นนี้จะไม่มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้เลย จะมีแต่ตกต่ำฝ่ายเดียวถ้าจะเจริญบ้างก็เพราะว่ายังมีอำนาจกรรมดีในปางก่อนดลบันดาลมา แต่ก็ต้องเสื่อมไปในที่สุด เพราะมีบาปมาก อันเกิดจากการประพฤติผิดต่อมารดาบิดาของตน ถ้าเขามีลูกหลาน ลูกหลานก็จะประพฤติต่อเขาเหมืนอย่างที่เขาเคยประพฤติต่อพ่อแม่ของตน ด้วยเหตุนี้ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะ ยาก ดี มี จน หรือร่ำรวย จะไม่ทอดทิ้งพ่อแม่ของตน ฉะนั้น คนแก่เฒ่าในชาติของเรา จึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากลูกหลานของตน มากกว่าคนในประเทศตะวันตก ซึ่งมักจะถูกทอดทิ้ง ความกตัญญูกตเวที จึงมีผลอย่างมากต่อครอบครัว และสังคมไทยส่วนรวม ฉะนั้น ความกตัญญูกตเวที จึงเป็นลักษณะของคนน่ารัก ทั้งยังเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อสังคมโดยส่วนรวมอีกด้วย

­๘. เป็นคนไม่มีนิสัยริษยา เสียดสีผู้อื่น ใครก็ตาม ถ้าเป็นคนมีนิสัยริษยาผู้อื่น เห็นใครเขาได้ดี ทนอยู่ไม่ได้ รู้สึกเราร้อนใจ ไม่สบายใจ ในความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าของผู้อื่น และพยามกลั่นแกล้ง กีดกัน ต่อผู้ที่ดีเหนือกว่าตน ไม่อยากให้เขาได้ดีเหนือกว่าตน เช่น เห็นเขาสบายกว่าตน เขารวยกว่าตน เขามีทรัพย์สมบัติและเกียรติยศชื่อเสียงเหนือกว่าตน หรือไม่อยากให้เขาดีเสมอตน ก็มีความเร่าร้อนใจ ที่เรียกว่า อิจฉาตาร้อน ต้องการให้ผู้นั้นเสื่อมไป หรือไม่ให้ได้รับสิ่งที่ดีนั้นเหนือตน หรือดีกว่าคนที่ตนรักใคร่นับถือ ... คนเช่นนี้ย่อมมีใจต่ำ ย่อมร้อนผ่าวเมื่อเห็นคนอื่นเขาได้ดี เป็นคนขาดมุทิตา คือการพลอยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นเขาได้ดี แท้ทื่จริงความริษยาเป็นพิษต่อจิตใจของผู้ริษยาเอง คือ ทำให้ใจเร่าร้อน ไม่สงบสุข ไม่ว่าคนที่ถูกริษยาเขาจะทุกข์หรือไม่ก็ตาม แต่คนที่ริษยาก็มีความเดือดร้อนแล้ว เพราะสร้างไฟริษยาขึ้นเผาใจตนเอง ... บางคนไม่ใช่มีนิสัยริษยาอย่างเดียว แต่ยังมีนิสัยเสียดสีผู้อื่นอีกด้วย คือกระทำหรือพูดกระทบกระแทกให้คนอื่นเขาเจ็บใจ เพราะเขาทนในความสุขความเจริญของผู้อื่นไม่ได้ คนเช่นนี้นอกจากตนเองจะเดือดร้อนแล้ว ก็ยังทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย และเป็นที่เกลียดชังของคนที่มีใจเป็นธรรมทั้งหลาย ... แต่คนใดก็ตามไม่มีนิสัยริษยาเสียดสีผู้อื่น และพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นเขาได้ดี เช่น เห็นเขาสวย เขารวย เขามียศตำแหน่ง ฐานะดี ก็แสดงความยินดีต่อผู้นั้นด้วยจริงใจ เหมือนอย่างพ่อแม่เห็นความเจริญรุ่งเรืองของลูก ก็รู้สึกปลื้มใจยินดีอย่างเหลือล้น และด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนเช่นนี้ย่อมได้รับความสุขใจ และเป็นที่รักใคร่ยกย่องของคนทั้งหลาย เพราะเป็นผู้มีใจสูง แระกอบด้วยคุณธรรม ... ฉะนั้น การเป็นคนไมมีนิสัยริษยาเสียดสีคนอื่น จึงนับว่าเป็นลักษณะของคนที่น่ารักประการหนึ่ง

๙. เป็นคนมีนิสัยสุขุม รอบคอบ ไม่ยกตนข่มท่าน ... ใครก็ตาม ไม่ว่าจะทำงาน จะลุก จะเดิน จะเจรจาปราศรัย ก็ทำด้วยความนิ่มนวล สุขุม รอบคอบ มีนิสัยเรียบร้อย สำรวม ละมุนละม่อม ไม่โฉ่งฉ่าง มีกิริยามารยาทน่าเลื่อมใส น่ารัก น่าเอ็นดู ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็น่านับถือ น่าบูชา และทำงานด้วยความเรียบร้อย ไม่ประมาท ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย ผลงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ไม่ยกตนข่มท่าน ให้เกียรติแก่คนทั้งหลาย คนเช่นนี้ย่อมเป็นที่เคารพ รักใคร่ นับถือ ยกย่อง ของคนทั่วไป ทั้งได้รับความไว้วางใจสูง ที่มีเกียรติ หรือตำแหน่งสูง เพราะมีลักษณะนิสัยเป็นที่ประทับใจของคนทั่วไป..... แต่ในทางตรงกันข้าม หากว่าผู้ใดมีนิสับขาดความสุขุมรอบคอบ ไร้มารยาท ทำงานด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้การทำงานเสียหาย และมีนิสัยกดขี่ข่มเหงผู้อื่น ยกตนและพวกพ้องขงตนว่าดีแต่ผู้เดียว แต่ข่มผู้อื่นแม้เขาจะดีก็พูดไม่ให้กำลังใจ คนเช่นนี้ไม่ค่อยมีใครอยากคบค้าสมาคม ไม่มีใครพอใจให้ทำงาน หรือทำงานด้วย .... ฉะนั้น คนดีทั้งหลาย จึงพยายามหลีกเลี่ยงนิสัยที่ตรงข้ามนี้เสีย แล้วพยายามฝึกอบรมนิสัยของตนให้สุขุมรอบคอบ ไม่ยกตนข่มท่าน เพราะย่อมเป็นไปเพื่อความน่ารัก อันมีผลสะท้อนเป็นความสุขความเจริญ ทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยส่วนรวม

      ท่านสาธุชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะเห็นได้แล้วว่า คนที่มีนิสัยน่ารักนั้น ย่อมเป็นที่รักขงคนทั้งหลาย นำความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ตนและสังคมส่วนรวมได้อย่างไร ... ส่วนคนที่มีนิสัยตรงกันข้าม ย่อมเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลาย และนำความเสื่อมเสียมาสู่ตนและโดยส่วนรวมอย่างไร ... เมื่อทราบชัดเช่นนี้ ก็พึงฝึกอบรมตนให้มีลักษณะที่น่ารัก ๙ ประการ คือไม่เป็นคนอวดดี , ไม่พูดมากจนเขาเบื่อ , เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน , รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว , พูดจาอ่อนหวาน , เป็นคนเสียสละไม่เอาเปรียบผู้อื่น , เป็นคนกตัญญูกตเวที , เป็นคนไม่ริษยาเสียดสีผู้อื่น , และเป็นคนมีนิสัยสุขุมรอบคอบ ไม่ยกตนข่มท่าน ก็จะเป็นที่รักใคร่ชอบพอของคนทั้งหลาย ซึ่งย่อมเป็นไปเพื่อความสุข ความเจริญทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยส่วนรวมอย่างแน่นอน ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ...

        ในที่สุดนี้ ขออวยพรให้ท่านสาธุชนทุกท่าน จงประสบแต่ความสุขความเจริญ เป็นที่รักใคร่เคารพ นับถือ ของคนทั้งหลาย ด้วยการสร้างลักษณะของคนที่น่ารัก ๙ ประการ ดังกล่าวมาแล้วโดยทั่วกัน เทอญ....

       อีตาลุงเหมยขอเป็นกำลังใจให้ท่านกัลยาณธรรมและรัตนมิตรของอีตาลุงเหมยจงเป็นผู้ที่น่ารักของมวลเหล่าทวยเทพทุกรูปทุกนาม ตลอดจนบุคคลที่พบเห็นทุกท่าน..เทอญ...สาธุ ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมพล บุญเหมย



ความเห็น (0)