ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน Universal Declaration of Human Rights เกิดขึ้นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง โดยการร่วมมือกันของประเทศสมาชิกสหประชาชาติเพื่อร่วมกันป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกไม่ให้เกิดขึ้นอีก ทั้งในเรื่องของการพรากชีวิตหรือการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความอดอยากของประชากร การทรมานนักโทษสงคราม และการข่มเหงบังคับใช้แรงงาน หลังจากเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมของสังคมโลกครั้งนั้น ประเทศสมาชิกสหประชาชาติก็ได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้จนได้ยกร่างและผลักดันปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้มีการสนับสนุน ยอมรับและใช้โดยทั่วกัน ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ.2491 ซึ่งประเทศไทยก็เข้าร่วมด้วย ได้มีการลงคะแนนเสียงสนับสนุนปฏิญญาฉบับนี้ โดยที่ไม่มีประเทศใดคัดค้านเลย โดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดหลักการทั่วไปและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน ไม่มีผลผูกพันในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ
ปฏิญญาสากลฯฉบับนี้นับเป็นเอกสารที่ใช้ในการวางรากฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศฉบับแรกของโลก และก็ได้กลายมาเป็นพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆมากมาย
[1] เนื้อหาโดยสรุปของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ทั้ง 30 ข้อ สรุปได้ดังนี้
ข้อ 1-3 เป็นเกณฑ์กล่าวถึงสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเบื้องต้นที่สำคัญ 3 ประการคือ สิทธิในการดำรงชีวิต (right to life) สิทธิที่จะมีเสรีภาพ (right to liberty) และสิทธิที่จะมีความมั่นคงแห่งตัวตน (right to security of person) ขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เมื่อเกิดมาพึงได้รับโดยเท่าเทียมกันและไม่มีการเลือกปฏิบัติทางเพศ เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา
ข้อ 4-12 ได้กล่าวถึงสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (civil and political rights)
ข้อ 22-27 ได้กล่าวถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (economics, social and cultural rights) ได้พึงได้รับการยอมรับ ซึ่งสิทธิทั้งสองด้านได้มีอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกำหนดรายละเอียดและการคุ้มครองไว้
ข้อ 28-30 กล่าวถึงทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อระเบียบสังคมและประชาชนระหว่างประเทศที่มีการรับรองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐาน กล่าวคือ อยู่ภายใต้กฎหมายที่รับรองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น
สำหรับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่มีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นแม่แบบนั้นได้แก่[2]
- ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 (แม่แบบ)
- กฎบัตรสหประชาชาติ ค.ศ. 1945
- อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1958
- กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966
- กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966
- อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบค.ศ. 1979
- อนุสัญญาด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989
กฎหมายความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยได้แก่
- พ.ร.บ.การปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาอาญา พ.ศ. 2527
- พ.ร.บ.กำหนดวิธีปฏิบัติแก่บุคคลอื่นซึ่งเผยแพร่ข่าวอันเป็นการทำให้เสียสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่มีสนธิสัญญาทางไมตรีกับประเทศไทยในภาวะสงคราม พ.ศ. 2488
- พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2543
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2533
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี พ.ศ. 2543
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2541
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ พ.ศ. 2543
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พ.ศ. 2543
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2527
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พ.ศ. 2522
อ้างอิง
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน http://www.mfa.go.th/humanrights/human-rights-obligation/udhr
[1] รายงานการประชุมของคณะกรรมการฉลองครบรอบ 50 ปี ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติhttp://www.moph.go.th/ops.lad.case3.html
[2] รวบรวมกฎหมายระหว่างประเทศและภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน http://www.l3nr.org/posts/465148