จากการเรียนวิชากิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาพจิต 1
วันนั้นมีกรณีศึกษาที่ อ.ดร.ป๊อป พามาด้วย โดย อ. ให้นักศึกษาช่วยกันวิเคราะห์ว่า
บุคคลที่พามานั้นน่าจะมีภาวะทางจิตอะไร? โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ตั้งคำถามและถามกรณีศึกษา เพื่อรวบรวมข้อมูล ไปวิเคราะห์ต่อ
ซึ่ง จากการวิเคราะห์ของดิฉันเอง พบว่า
กรณีศึกษามีภาวะ
1. วิตกกังวล จากความกลัว
- ฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเรื่องที่เครียด จนไม่อยู่กับปัจจุบัน
- ไม่มีความสุขกับกิจกรรมที่กำลังทำ เพราะจะคิดถึงเรื่องต่างๆนอกเหนือจากกิจกรรมที่ทำตลอดเวลา ใจลอย
- มีสภาวะกดดันตนเอง เนื่องจากความกลัวไม่ว่าจะเรื่อง ตำแหน่งของงาน หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน
- มีบุคลิก รีบเร่ง รีบตอบ ทั้งที่ยังถามคำถามไม่จบ อาจเนื่องมาจากความกังวล
ข้อดีของกรณีศึกษาจากการสังเกตพฤติกรรม
- ยิ้มง่าย เป็นกันเอง
- จิตใจค่อนข้างอ่อนไหว
- มีความหวัง อยากจะมีความสุข ทั้งกับตนเอง ครอบครัว รวมถึงกับคนอื่นๆ ในที่ทำงาน หรือทั่วไป
- เข้าใจและยอมรับในสภาวะทางจิตของตน
- รับฟังและพร้อมจะปรับปรุงแก้ไข
- มีความพยายาม
จากนั้น อ.ดร.ป๊อป จึงเริ่มนำกรอบอ้างอิงModel of Human Occupational (MOHO) เข้ามาจับ เพื่อทำการบำบัดรักษา
ซึ่งเริ่มจาก ถามหา Volition เจตจำนง หรือความต้องการของผู้รับบริการก่อน
ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้รับบริการรายนี้ คือ อยากมีความสุขกับชีวิตปัจจุบัน กับครอบครัว คนรอบข้าง และกับงาน
จากนั้น ก็เริ่ม
กิจกรรมแรก ซึ่ง อ.ดร.ป๊อป เสนอกิจกรรมให้ผู้รับบริการเลือกอยู่3กิจกรรม และเขาได้เลือกการปั้นดินน้ำมัน และการปั้นดินน้ำมันในครั้งนี้เป็นการปั้นเพื่อฝึกให้คิดอย่างมีเหตุผล สะท้อนความสุขที่เป็นปัจจุบัน และพยายามให้สนใจอยู่กับกิจกรรมขณะปั้น
เมื่อปั้นเสร็จ จะมีการเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการแสดงความรู้สึก เป็นการให้ Feedback ต่อตนเอง ปรากฎว่าในกิจกรรมนี้ผู้รับบริการลืมปั้นตนเองในความสุขนั้น แสดงให้เห็นว่า เขาอาจจะคิดถึงเรื่องของคนอื่นมากเกินไปจนลืมคิดถึงตนเอง
กิจกรรมที่สอง เป็นการแสดงบทบาทสมมติ ซึ่ง ดิฉันเอง ได้เข้าไปมีส่วนร่วม แสดง การสนทนาทางโทรศัพท์ ที่มีความสุข ที่ยกกิจกรรมนี้ขึ้นมาเนื่องจาก ผู้รับบริการมุ่งหวังอยากรับโทรศัพท์อย่างมีความสุข จึงมีการเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการ ได้ออกแบบการสนทนาทางโทรศัพท์ที่มีความสุขในรูปแบบของตนเองนั้นเป็นอย่างไร ก่อนจะให้สถานการณ์จำลองเป็นการคุยโทรศัพท์กับหัวหน้างาน
ผลปรากฎว่า
ครั้งที่1 มีการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล รวดเร็ว รีบเร่ง
ครั้งที่2 ดีขึ้น นุ่มนวล แต่ยังมีการณ์ใช้อารมณ์อยู่ แต่มีการแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น
ครั้งที่ 3บทสนทนานุ่มนวลลงมาก นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น
โดยทุกครั้ง อ.ดร.ป๊อป จะกระตุ้นให้ผู้รับบริการ ใจเย็นลง ค่อยๆลองปรับบทสนทนาให้นิ่มนวลลง ลองพูดด้วยเหตุผลมากขึ้น
สรุป ในการสนทนาสามข้อ ที่ต้องแก้ไขคือ มีคำพูดที่ ผู้รับบริการ มักพูดกับปลายสายว่า
- พี่อย่าเครียดนะ แสดงให้เห็นว่า คนที่เครียดก็คือตัวผู้พูดเอง
- ประโยคที่ลงท้ายด้วยคำว่า ได้ไหม/เป็นไปได้ไหม เป็นการนำไปสู่การสนทนาที่ไม่จบ และการถามวนไปวนมา ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น
- ลองให้ใช้คำว่า “ขอคิดดูก่อน” เพื่อให้ตนเองได้พักเรียบเรียงความคิดก่อนที่จะตัดสินใจ หรือสนทนาต่อ นำไปสู่ทางออกของปัญหาที่ดีได้
จากนั้นให้ทำ
กิจกรรมที่สาม เป็นกิจกรรมเสริมสร้างการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ซึ่งเป็นนักศึกษาอาสาสมัครอีก2คน โดยให้ช่วยกันออกแบบกระดาษ5แผ่น ใช้กาว กรรไกร ในหัวข้อ “ทำให้กระดาษรักกัน” ผลที่ได้ออกมาเป็น “ โซ่คล้องใจ” และเปิดโอกาสให้แสดงความรู้สึกดีๆต่อกัน เป็นการจบกิจกรรม
โดยทั้งสามกิจกรรมนั้น ได้ออกแบบโดยการนำ Volition เจตจำนง ของผู้รับบริการเองมาออกแบบเป็นกิจกรรม นำไปสู้การปรับเปลี่ยน Habituation อุปนิสัยของผู้รับบริการ ส่งเสริมให้เกิดPerformance ทักษะการแสดงออก ทั้งในการทำกิจกรรมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ดี ได้ต่อไป
ในการเรียนและการพบกรณีศึกษาในครั้งนี้ทำให้ดิฉันคิดได้ว่า
……ความเครียด ความวิตกกังวล ความฟุ้งซ่าน มีอยู่ในตัวของทุกคน เมื่อเผชิญกับปัญหา และมองหาทางออกไม่เจอ ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด ก็คือการมีสติรับรู้ การทบทวนตนเอง อยู่กับปัจจุบัน ค่อยๆคิด ค่อยๆไตร่ตรอง ค่อยๆแก้ไขปัญหาทีละอย่าง ขจัดความกลัว ต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ปรับมุมมองต่อสิ่งรอบตัว หาข้อดีของสิ่งรอบตัวที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันให้พบ จากนั้น เราก็จะพบความสุขอย่างแท้จริง

ขอบคุณค่ะ (:

ขอบคุณที่แบ่งปันครับ