การพิสูจน์และพัฒนาสิทธิในสัญชาติไทยโดยคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสองแห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535 และฉบับที่ 4 พ.ศ.2551 หรือการมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553 และเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555
จากกลุ่มกรณีศึกษาที่ 7 นางสาวโม นางสาวโม และด.ญ.อะเว ไม่มีนามสกุล รวมถึงกรณีของนายนิวรา หรือโพปี่
นางสาวโม นางสาวโม และด.ญ.อะเว ไม่มีนามสกุล รวมถึงกรณีของนายนิวรา หรือโพปี่ซึ่งเป็นกรณีตัวแทนของคนที่อพยพรุ่นที่ 2 จากทั้งหมดที่ปรากฎตัวในเขตพื้นที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตากจำนวนประมาณ 892 คน[1] ที่มีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ประเด็นปัญหา ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สัญชาติไทยแก่บุตรของบุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย และอาศัยอยู่เป็นเวลานาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553[2] ไม่พบว่า มีหลักเกณฑ์ใดที่เป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการพัฒนาสิทธิอาศัยของกรณีศึกษาตัวแทนดังกล่าวได้ แต่ข้อจำกัดกลับเกิดจากทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎรที่กำหนดให้พยานบุคคลจะต้องเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือข้าราชการ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ยื่นคำร้องไม่มีสัญชาติของประเทศอื่น
[1]ข้อมูลจากอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ณ เดือนกรกฎาคม 2556 ดูเพิ่มเติม กรกนก วัฒนภูมิ, อ้างแล้ว, ดูเชิงอรรถ 23
[2]หลักเกณฑ์การให้สัญชาติไทยแก่บุตรของบุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย และอาศัยอยู่เป็นเวลานาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553
- รัฐบาลมีนโยบายให้สถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ถาวรในราชอาณาจักร
- ไม่ปรากฎหลักฐานการมีและการใช้สัญชาติอื่น
- เป็นบุคคลที่เกิดและมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรต่อเนื่อง โดยมีชื่ออยู่ในเอกสารทะเบียนราษฎรและมีเอกสารทางราชการแสดงว่าเกิดในประเทศไทย
- ได้รับการศึกษาตามหลักสูตรที่ทางราชการไทยกำหนด หรือสามารถพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจ ยกเว้นกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี
- มีความประพฤตดี ไม่เคยรับโทษคดีอาญา ยกเว้นความผิดโดยประมาท หรือลหุโทษ ทั้งนี้หากได้รับโทษในคดีอาญา ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำร้อง
- ประกอบอาชีพสุจริต ยกเว้นพระภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาอื่นๆ ซึ่งต้องปฏิบัติกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี