เมื่อวันพฤหัสได้ไปคุยกับทีมแพทย์จากรพ เลิศสิน ของกรมการแพทย์ เพราะท่าน ผอ ประวิทย์เข้มแข็งอยากให้ รพ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ผมนึกถึงบทความที่อ่านใน นสพ กรุงเทพธุรกิจเมื่อตอนต้นสัปดาห์ที่แล้วพูดถึง tacit knowledge ว่าเป็นอุปสรรคของการเรียนรู้ แล้วพาลคิดถึงประสบการณ์ตัวเองเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วตอน evidence-based medicine เกิดใหม่ๆ

ตอนนั้นไปเจอว่า หมอๆในเมืองไทย ตั้งคำถามกับผลการสังเคราะห์ความรู้ ของทาง Cohchrane ว่าเื่ชื่อถิอได้แค่ไหน แล้วยังทราบจากคุณหมอ godfrey ที่ทำงาน WHO ตอนนั้นว่าที่อังกฤษก็เจอแบบนี้เหมือนกันตอนผลงานของทาง Cochrane collaboration ออกใหม่ๆ

เพราะหมอมักจะใช้ประสบการณ์และคำสอนจากรุ่นก่อนๆมาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจทำงาน พอเจอผลการวิจัยที่ตรงข้ามกับความเคยชินก็จะตั้งข้อสงสัยไม่เชื่อไว้ก่อน

ก็คงเหมือนกับที่มีบริษัทในอเมริกาพบว่า tacit knowledge อาจจะเป็นปัญหาต่อการเรียนรู้ของใหม่

ก็เป็นการมองเรื่อง tacit knowledge จากอีกมุมหนึ่ง

แต่ผมกลับได้คำถามจากคุณหมอหลายคนที่มาประชุมว่า ความจริงแล้วการดูคนไข้น่าจะต้องใช้ผลการวิจัยโดยเฉพาะที่ผ่านการสังเคราะห์แบบ meta analysis อย่างที่ทาง Cochrane collaboration เป็นกองเชียร์สำคัญทำงานมาหลายปีแล้ว

ปัญหาก็คือถ้ารออย่างนั้น ก็อาจจะไม่มีวันได้ทำอะไร เพราะจริงๆแล้ว the best evidence is never available และที่ website ของ bmj ก็เพิ่งมี editorial ออกมาใหม่ว่าด้วยประเด็นนี้

สำหรับหมอก็อาจจะบอกว่าการ ลปรร tacit knowledge เป็นเรื่องเหลวไหลและไม่พึงกระทำ แต่ความจริงก็คือ ความรู้มีหลายแบบ สิ่งที่ ลปรร ได้เสมอคือ how to ซึ่งที่จริงในการดูแลคนไข้ไม่ได้ต้องการแต่ความรู้ที่ต้องมาจากการวิจัยอย่างจริงจังเท่านั้น

แต่ความรู้ประเภท how to ก็จำเป็น ไม่งั้นคงไม่มีใครสรุปว่าการดูแลคนไข้เป็นทั้ง ศาสตร์ และศิลป์หรอก

ถ้าจะสรุปว่าสำหรับหมอ แล้วส่วนที่เป็น ศาสตร์ก็ต้องพึ่ง explicit knowledge ที่มีคุณภาพดีผ่านการวิจัยสังเคราะห์อย่างรอบด้าน 

ส่วนที่เป็นศาสตร์ก็ต้องอาศัย tacit knolwedge ก็อาจจะไม่ผิดกติกาแต่ประการใด จริงไหมครับ