พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ (Puangrat Patomsirirak)
นางสาว พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ (Puangrat Patomsirirak) Cherry ปฐมสิริรักษ์

จดหมายถึงหัวหน้าบ้านพักเด็กจังหวัดสงขลา เพื่อขอให้ดำเนินการตาม กฎหมาย มาตรา ๑๙/๑ และมาตรา ๑๙/๒ พรบ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑


จดหมายถึงหัวหน้าบ้านพักเด็กจังหวัดสงขลา เพื่อขอให้ดำเนินการตาม

กฎหมาย มาตรา ๑๙/๑ และมาตรา ๑๙/๒ พรบ.การทะเบียนราษฎร               พ.ศ.๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑

 

๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

 

เรื่อง

ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรา ๑๙/๑ และ มาตรา ๑๙/๒ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ แจ้งการเกิดของเด็กชายมูฮัมหมัด นูกาซิม เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติซึ่งขาดไร้บุพการีตามกฎหมาย เพื่อรับรองสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย

 

เรียน

หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลา

 

สำเนาถึง

 

 

 

สิ่งที่ส่งมาด้วย

๑.      ประธานคณะอนุกรรมการประเมินและติดตามผลการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ภายใต้คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ

๒.      ประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดสงขลา

 

๑.      รายงานข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ข้อกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของ

น้องมูฮัมหมัด นูกาซิม เด็กชายไร้รัฐไร้สัญชาติวัย ๑๒ ปี และกำพร้าขาดไร้ซึ่งบุพการีอุปการะ

๒.      กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิสูจน์สถานการณ์เกิดและสัญชาติของ

เด็กซึ่งถูกทอดทิ้งเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ไม่ปรากฏบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้ง

พ.ศ. ๒๕๕๑

๓.      การแจ้งการเกิดกรณีเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ไม่ปรากฏบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้ง

ที่อยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์

 

๔.      ลำดับเหตุการณ์การให้ความช่วยเหลือน้องมูฮัมหมัด นูกาซิมเด็กชายวัย ๑๒ ขวบ ซึ่งประสบปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ และกำพร้าขาดไร้ซึ่งบุพการีอุปการะ

 

ด้วย โครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะและสิทธิของบุคคล[1] ภายใต้โครงการวิจัยการปรากฏตัวของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับข้อหารือจากคุณมานะ งามเนตร์ เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่เด็กชาย มูฮัมหมัด นูกาซิม วัย ๑๒ ปี ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าผู้มีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย กล่าวคือ ไม่เคยถูกบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐ และถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหาที่ตกเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายเนื่องจากเป็นคนต่างด้าวไม่มีเอกสารแสดงตน พร้อมกับกำลังจะถูกส่งออกนอกประเทศไทยในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

               แม้ว่าสามารถยุติการส่ง เด็กชายมูฮัมหมัด นูกาซิม ออกนอกประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมแก่เด็ก และข้อเท็จจริงประการต่อมาเมื่อเด็กชายมูฮัมหมัด นูกาซิม อยู่ในความดูแลของบ้านพักเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาในฐานะเด็กกำพร้าผู้จำต้องได้รับการสงเคราะห์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๖ และเด็กชายมูฮัมหมัด นูกาซิม ประสบปัญหาความไร้สถานะบุคคลในทะเบียนราษฎร หรือคนไร้รัฐ ซึ่งปัญหานี้เป็นความด้อยโอกาสอย่างที่สุดของเด็กชายมูฮัมหมัด นูกาซิม เพราะเมื่อเขาไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎร ก็ส่งผลให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์คนที่ไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล เป็นคนต่างด้าวในประเทศไทยที่ไม่มีเอกสารแสดงตน จึงเสี่ยงต่อการถูกจับกุมด้วยความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่อย่างเช่นครั้งที่ผ่านมา รวมถึงเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

               ดังนั้นเพื่อขจัดปัญหาความไร้สถานะบุคคลตามกฎหมายของเด็กชายมูฮัมหมัด นูกาซิม บ้านพักเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาในฐานะหน่วยงานรัฐซึ่งรับอุปการะเด็กที่มีปัญหาสถานะบุคคลอยู่ในขณะนี้จึงมีหน้าที่ตาม        มาตรา ๑๙/๑ และ มาตรา ๑๙/๒ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิสูจน์สถานะการเกิดและสัญชาติของเด็กซึ่งถูกทอดทิ้งเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ไม่ปรากฏบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งพ.ศ. ๒๕๕๑ ที่จะต้องดำเนินการแจ้งการเกิดของเด็กต่อ นายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่บ้านพักเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาตั้งอยู่ และหากท่านไม่ปฏิบัติตามก็จักเป็นความผิดและถูกกำหนดโทษตาม มาตรา ๔๗ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และเป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ตามประมวลกฎหมายอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนั้นการแจ้งเกิดของเด็กชายมูฮัมหมัด นูกาซิม โดยหัวหน้าบ้านพักเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อให้นายทะเบียนออกเอกสารรับรองการเกิด แต่ในกรณีที่ไม่อาจพิสูจน์สถานะการเกิดและสัญชาติได้ การยื่นขอจดทะเบียนการเกิดแก่เด็กชายมูฮัมหมัด โดยบ้านพักเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาดังกล่าว จะส่งผลให้ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย คือ นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น ต้องจัดทำทะเบียนประวัติและออกเอกสารแสดงตนให้เด็กชายมูฮัมหมัดไว้เป็นหลักฐาน ตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑

              

               ดังนั้น คณะทำงานโครงการบางกอกคลินิกฯ จึงเรียนมาเพื่อขอท่านได้โปรดดำเนินการตามตามหน้าที่ของท่าน ตามที่กฎหมายกฎหมายได้กำหนดไว้เพื่อให้เด็กชายมูฮัมหมัด นูกาซิม ได้รับการรับรองและคุ้มครองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิประการอื่นฯ และเพื่อให้ท่านมีแนวทางดำเนินการตามหน้าที่ดังกล่าว คณะทำงานโครงการบางกอกคลินิกฯ จึงได้นำส่งเอกสารแนบท้ายที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการปฎิบัติตามหน้าที่ของท่าน กล่าวคือ รายงานข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ข้อกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของ น้องมูฮัมหมัด       นูกาซิม เด็กชายไร้รัฐไร้สัญชาติวัย ๑๒ ปี และกำพร้าขาดไร้ซึ่งบุพการีอุปการะ พร้อมทั้งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิสูจน์สถานะการเกิดและสัญชาติของเด็กซึ่งถูกทอดทิ้งเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ไม่ปรากฏบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้ง พ.ศ. ๒๕๕๑ ตลอดจน ขั้นตอนดำเนินการแจ้งการเกิดกรณีเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ไม่ปรากฏบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งที่อยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์ ปรากฏตามเอกสารแนบท้ายที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ  ทั้งนี้การประสานงานติดตามความคืบหน้าทางคุณมานะ งามเนตร์ คณะอนุกรรมการประเมินและติดตามผลการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก จะเข้ามาเป็นผู้ประสานงานหลักต่อไป

               จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

 

 

   ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

 

 

   (นางสาวพวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์)

นักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิกฯ

 

 

(นางสาวศิวนุช สร้อยทอง)

นักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิกฯ

 

 

 

 



[1] ทำงานให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาสถานะและสิทธิบุคคลที่เข้ามาร้องขอคำปรึกษากฎหมาย โดยมีท่านรองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เป็นที่ปรึกษาของโครงการฯ วัตถุประสงค์ของโครงการคือ (๑) ให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะและสิทธิของบุคคลที่มีปัญหาดังกล่าวที่ร้องเข้ามาทาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการทั่วไป (๒) ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในกรณีที่เร่งด่วน หรือ กรณีที่สามารถพัฒนาเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลอย่างเป็นระบบได้ และ (๓) ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายนโยบาย หรือ ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายนโยบาย โดยใช้ข้อเท็จจริงของกรณีศึกษาเป็นพื้นฐานในการตรวจสอบความใช้ได้ของกฎหมายนโยบายรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายนโยบายด้วย และมีหลักการในการดำเนินงานของโครงการฯ จะให้เจ้าของปัญหาเป็นผู้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองภายใต้การควบคุมดูแลของคณะทำงานของโครงการฯ

หมายเลขบันทึก: 546970เขียนเมื่อ 29 สิงหาคม 2013 23:45 น. ()แก้ไขเมื่อ 29 สิงหาคม 2013 23:45 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี