งานค่ายสไตล์ฉัน อาสาเพื่อสังคมของ(ว่าที่)คุณหมอ

“อาชีพหมอ หรือผู้ที่ทำงานสาธารณสุขคืออาชีพที่ต้องให้บริการกับประชาชน เป็นงานที่ต้องเข้าใจมิติความเป็นมนุษย์ เข้าถึงจิตใจผู้อื่น ” คือคำพูดของน้อง แสนดี รัตนสมฤกษ์ นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่บอกช่วงหนึ่งระหว่างเล่าประสบการณ์เมื่อครั้งออกค่ายอาสาพัฒนาสร้างเสริมสุขภาวะเมื่อปี 2555 ในนามสโมสรโรตาแรคท์ มหาวิทยาลัยมหิดล กิจกรรมครั้งนั้นเธอและเพื่อนได้ลงพื้นที่บ้านป่าคานอก ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ซึ่งแน่นอนว่านอกจากประสบการณ์ใหม่นอกห้องเรียนที่เธอได้รับแล้วมิตรภาพของเพื่อน ทัศนคติของชาวบ้าน ตลอดจนวิถีชีวิตของกลุ่มชาวบ้านเผ่าปกากะญอทำให้วิธีคิดของเธอเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “มันเหมือนไปเปิดโลก ได้ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าวิถีชีวิตในเมืองจะได้ทำ ทำให้ได้มองในมิติความเป็นคนในแต่ละชุมชนมากขึ้น ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการทำงานสาธารณสุขโดยตรง”ว่าที่คุณหมอกล่าว ไม่ว่าจะมีความชอบความถนัดที่แตกต่างกันเพียงใด แต่ค่ายอาสาเปรียบเสมือน “พื้นที่”ร่วมกันของเยาวชนผู้รักงานทางสังคมเราจึงเห็นประเด็นมากมายที่ขับเคลื่อนมาจากคนเล็กๆ ทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน แรงงานการศึกษา ฯลฯ

 

ปีโป้-พงศนัน ขำตา นิสิตสัตว์แพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ออกตัวว่า ใครจะคาดคิดว่าทักษะการเป็นสัตว์แพทย์ของเขา จะช่วยให้การทำงานค่ายอาสาฯลื่นไหล การลงพื้นที่ในแถบอีสาน เช่น จ.สุรินทร์ นครราชสีมา รอบนั้นทำให้เขารู้วัฒนธรรมของคนพื้นถิ่น ชื่นชอบศิลปหัตถกรรมจำพวกจักสานพร้อมๆกับที่วิชาการเป็นสัตว์แพทย์ได้รับความนิยมจากชาวบ้านไม่น้อย “พวกผมได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความสะอาด โรคที่อาจเกิดขึ้นหรือการฉีดยาป้องกันพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงในชุมชน ชาวบ้านในที่ที่เราไปจึงชอบมากเพราะเขาเองก็ไม่มีเวลาจะพาสัตว์ไปพบแพทย์ หรือมีเวลาที่จะเอาใจใส่ด้วยทุกคนก็ต้องทำมาหากิน ความรู้ที่เรามีจุดนี้จึงช่วยให้การทำค่ายราบรื่นเป็นอย่างดี”ว่าที่คุณหมอสัตว์แพทย์เล่าถึงตัวอย่างของการถ่ายโอนความรู้ร่วมกันระหว่างเยาวชน-ชาวบ้าน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายจากที่เคยให้ทุนสนับสนุนออกไปทำค่ายสร้างประสบการณ์ เมื่อกิจกรรมถูกนำไปประยุกต์กับทักษะที่มีอยู่ในตัวเยาวชน รูปแบบของงานจึงเป็นไปอย่าสร้างสรรค์ หลากหลายปรารถนา

จันทรุพันธุ์ นักวิชาการด้านสังคมวิทยา และหัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มองว่า สิ่งสำคัญของกิจกรรมคือการนำพาให้เยาวชนเหล่านั้นใช้กิจกรรมที่ทำเป็นเครื่องมือเรียนรู้พัฒนาสุขภาวะกับตนเองและชุมชนเกิดกระบวนการทำงานร่วมกันในลักษณะร่วมกันลงมือปฏิบัติจริง ชวนกันไปทำ ไม่ใช่แค่การพร่ำสอนให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว
กล้าจะทบทวนตนเองและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นบุคคลที่มีคุณค่ามากขึ้นงานที่ทำยังต้องมีกระบวนการทำให้ผู้ร่วมสนใจมิติทางสังคมวัฒนธรรมสังคมจนเกิดจิตสำนึกต่อสาธารณะการปลุกกระตุ้นให้เยาวชนไม่เมินเฉยต่อปัญหาความเดือดร้อนของผู้อื่นมีความสนใจในความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมอุทิศตนให้สังคมในรูปแบบที่ตัวเองถนัดและมีความรู้เป็นทุนเดิมดั่งเยาวชน(ว่าที่)คุณหมอเหล่านี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กระจายสุข



ความเห็น (0)