ออกจากบ้านก็ค่อนข้างสายๆ แล้ว เราขับรถกระบะวีโก้สี่ประตูกันไป ระหว่างทางเราก็เมามันกับการพูดคุยกับลูกๆซึ่งเขาพึ่งกลับจากการเรียนที่จังหวัดนครสวรรค์ เรื่องราวที่คุยก็หนีไม่พ้อ เรื่องของอนาคต เรื่องของอาชีพที่จะได้ทำกันในอนาคต ถ้าทำอาชีพนี้แล้วดีอย่างไร ทำไมจึงต้องสนใจ เราได้อะไร และการเตรียมเนื้อเตรียมตัวนั้นยากเย็นหรือไม่อย่างไรเมื่อเทียบกับอาชีพที่สอง อาชีพที่สาม เมื่อหันไปมองทางปรากฏว่าเราผ่านแยกอำเภอวังทองไปแล้วครับ

ช่วงนี้เราจะต้องขับขึ้นเขาลงเขา แถมด้วยอากาศก็ชุ่มฉ่ำมากๆ ขับไปมีเม็ดฝนละอองฝนมาให้เราได้ขยับที่ปัดน้ำฝนได้ทำงานอยู่เนือง ๆ สองข้างทางซึ่งเป็นภูเขาก็ถูกขุด ถูกปรับ เป็นพื้นที่ต่างระดับและมีป้ายระวังอันตราย

ตลอดรายทางเราจะเห็นเครื่องจักรทำงานตลอดเส้นทางเลย.. เราขับไปยิ่งใกล้เขาค้อฝนก็ยิ่งตกหนัก เครื่องจักรก็ทำงานตักดินกันอย่างขมักเขม่นนะ ตักหินใส่รถสิบล้อเพื่อขนย้ายหิน ดิน ไปสร้างทาง ทำให้ระเกะระกะไปหมด ทางสัญจรก็เป็นเลนส์เดียวฝากหนึ่งรถวิ่งไป อีกฝากหนึ่งเป็นรถที่สวนมา ถนนที่เปียกและมีดินแดงเลอะ ก็ทำให้การสัญจรไปมานั้นอันตรายมากๆ จนผมหมดอารมณ์จะไปเที่ยวเลย

แต่เราก็ไปนะเพราะคุณปอยเขาตั้งใจ เมื่อไปถึงเขาค้อฝนก็ตกต้อนรับเราอย่างไม่ลืมหูลืมตาเลย เราก็แวะไปทาวข้าวกลางวันกันและก็ถือโอกาสรอให้ฝนหยุดตก ที่นี่ฝนหยุดแป๊ปนึง ก็ปรอยมาอีก เมื่อเราทานข้าวอิ่มและสอบถามเส้นทางจากคนท้องถิ่นเรียบร้อย เราก็เดินทางกันต่อครับ เราวิ่งจากสี่แยกเขาค้อไม่นานก็เลี้ยวแยกซ้ายมือเพื่อขึ้นไปวัดผาซ่อนแก้ว เส้นทางนี้คับแคบแบบว่ารถสวนกันได้แบบรถกระบะสองคันสวนกันเท่านั้น และทางก็สูงค่อนข้างชัน วิ่งไปเราจะเห็นสองข้างทางนั้นมีหมอกเต็มเลย และช่องเขาที่ลึกสวยงามและหวาดเสียวนะ ก็แน่ล่ะครับ เราวิ่งอยู่บนยอดเขานั่นเองครับ จากนั้นไม่นาน ก็มาถึงวัดผ่าซ่อนแก้วจนได้ แปลกใจนิดหน่อยนะครับ ผมนึกว่าจะมีแต่ครอบครัวเรานะครับ ท่ามกลางฝนตกตลอดเวลาแบบนี้ แต่ไม่ใช่เลยมีคนขึ้นมาเที่ยวกันเยอะเหมือนกันครับ วันนี้พวกเราเที่ยวกันแบบกางร่มตลอดเลย บรรยากาศก็สวยงามตามสไตล์ภูเขาสูง เราเห็นพระองค์ใหญ่กำลังก่อสร้าง หลายสิ่งหลายอย่างใหญ่โต สวยงามแปลกตานะครับ การประดับของที่นี่ส่วนใหญ่ใช้อัญมณี ลูกปัด สายสร้อย เบญจรงค์ หินอ่อน ฯลฯ น่าสนใจทีเดียวครับ