พระธรรมคำสอนเนื่องในโอกาสถวายการบูชาแด่หลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ


หลวงพ่อกัณหาได้นำพระภิกษุสามเณร ญาติโยมมาเคารพคารวะ มาสวดพระอภิธรรม และแสดงธรรม เพื่อบูชาหลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ ซึ่งท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเปี่ยมล้นด้วยความเมตตาแก่ชาวโลก เป็นพระมหาเถระผู้ทรงคุณอันประเสริฐสมควรแก่การกราบไหว้ แก่การอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ท่านได้ลาละสังขารจากพวกเราไป เรียกว่าเราได้เสียบุคลากรที่สำคัญในทางพระศาสนา...

ท่านเป็นผู้ทรงคุณอย่างอเนกอนันต์ ท่านเป็นผู้ประเสริฐเกิดมาเพื่อกระทำแต่ความดี เป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่เสียสละ เดินตามรอยของพระพุทธเจ้าถือว่าเป็นอริยสาวกอย่างแท้จริง  อยู่ก็มีแต่ความดี เวลาจากไปก็ทำให้เราทุก ๆ คนคิดถึง เราจะกราบท่านกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนครั้งก็ไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักอิ่ม วันนี้หลวงพ่อกัณหาถึงได้นำพระเณรญาติโยมมาเคารพคารวะและบำเพ็ญคุณธรรมความดีเพื่อถวายการบูชาแด่หลวงพ่อสนองด้วยความเคารพยิ่ง


พระพุทธเจ้าท่านเป็นครูผู้สอนของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ท่านได้เมตตาบอกสอนหนทางที่ประเสริฐที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการให้กับเราทุก ๆ คนว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มีอยู่ในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า นอกเหนือไปจากนี้ไม่มี

สมณะแปลว่าความสงบ.... ความสงบที่เราทุกคนจะหาได้น่ะต้องหาจากตัวของเราเอง  ถ้าเราไปหาที่อื่นไปแก้ไขที่อื่นนั้นไม่สามารถที่จะพบกับความสงบได้ ถ้าเราวิ่งหาจากภายนอกนั้น “ยิ่งวิ่งก็ยิ่งหนี” เหมือนกับบุคคลที่วิ่งตามตระครุบเงา วัตถุข้าวของเงินทองเกียรติยศ  สิ่งเหล่านั้นน่ะไม่สามารถที่จะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของเราได้ แม้แต่ร่างกายของเรานี้ก็ไม่จีรังยั่งยืน เราเกิดมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้น่ะล้วนแต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่ดีที่สุดก็จากเราไป สิ่งที่ไม่ดีที่สุดก็จากเราไป ในอนาคตน่ะสิ่งที่ดีก็จากเราไปสิ่งที่ไม่ดีก็ต้องจากเราไป  อย่างนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านถึงพาเรากลับมาหาความสงบ

ความสุขความดับทุกข์ของคนเราทุกคนนั้นน่ะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอยู่ที่ความสงบ 

เราบริโภคอาหาร พักผ่อน หรือทำอะไรทุกอย่างนั้นจุดมุ่งหมายก็คือให้กายของเรานั้นมีความสงบ ให้ใจมีความสงบ ถ้าเรารวยเราเป็นมหาเศรษฐีถ้าใจเราไม่สงบน่ะก็ชื่อว่า  เราไม่เข้าถึงความสุขความดับทุกข์ ถึงจะร่ำจะรวยเราก็ยังตกนรกทั้งเป็นในชีวิตประจำวัน


เราทุกคนน่ะไม่ว่าจะนั่งอยู่ในที่นี้หรือว่าทำอะไรอยู่ในที่อื่นถ้าใจไม่สงบก็ถือว่าบุคคลนั้นกำลังตกนรกทั้งเป็นน่ะ คือความโลภความโกรธความหลงมันเผาเราทั้งเป็นน่ะ บางทีน่ะ  เรามีอะไรพร้อมทุกอย่างแต่จิตใจของเรามันก็ไม่สงบ จิตใจของเรามันก็ไม่อิ่มไม่พอ  สาเหตุเพราะอะไร...? สาเหตุก็เพราะว่าใจของเรานี้เค้ากำลังตกนรก กำลังถูกไฟนรกเผาน่ะ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนเข้าถึงความสุขความดับทุกข์ตั้งแต่เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ที่เรายังไม่ลาละสังขารนี้แหละ ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเหมือนกับกองเพลิงกำลังไหม้เราอยู่เผาเราอยู่

ถ้าเราคิดว่าชาติหน้ามีจริงมั๊ย...? นรกมีจริงมั๊ย...? สวรรค์มีจริงมั๊ย...? ก็ชื่อว่าเราไม่รู้จักนรกที่แท้จริง เขากำลังเผาเราอยู่เรากำลังตกนรกอยู่ เค้าเรียกว่า “นรกชิมลอง” น่ะ  เป็นนรกหลุมเล็กหลุมใหญ่ที่เค้าจัดการเราในชีวิตประจำวัน

พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาบอกเราสอนเราให้พากันมาแก้ที่จิตที่ใจ แก้ที่ความคิดความเห็น แก้ที่การกระทำน่ะ มาหยุดตัวเอง มาปรับตัวเองเข้าหาธรรมะเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นธรรมะ ทุกอย่างนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน 

เราทุก ๆ คนน่ะ มันมีความเห็นแก่ตัวมาก มีความเห็นแก่ตัวอย่างน่ารังเกียจ  “มันมีความอยาก...” อยากร่ำอยากรวย อยากเป็นมหาเศรษฐี อยากให้มีสุขภาพดี อยากให้ลูกให้หลานดีหมด ลูกน้องพ้องบริวารก็ดีหมดน่ะ ความอยากอย่างนี้แหละเค้าเรียกว่ามันเป็นอาการของเปรตในจิตใจของเรา

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไม่ให้เราอยาก ท่านให้เราเป็นคนเสียสละ ให้เราเป็นผู้ให้ทาน ให้เราเป็น “ผู้ให้...” เพราะเรานี้เห็นแก่ตัวมาก เป็นผู้เอาจากพ่อจากแม่ จากเพื่อนจากฝูง จากสังคม ถือว่าเรานี้เป็นผู้ทำอาชีพบนความทุกข์ของคนอื่นน่ะ พระพุทธเจ้าท่านถึงสอนเราให้มาเป็น “ผู้ให้...”


ให้ทุกท่านทุกคนกลับมามองตัวเองว่า “เดี๋ยวนี้เราให้อะไรใครบ้างหรือยัง...?

เราให้ความสุขความดับทุกข์แก่คุณพ่อคุณแม่แก่คนในครอบครัวแล้วหรือยัง ถ้าเราเป็นผู้เอาเหมือนแต่ก่อน ตัวเราเองก็มีทุกข์ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเราก็มีทุกข์

คนเรานี้มันไม่เสียสละเลยนะ... ที่เค้าให้เราเรียนหนังสือน่ะตั้งแต่อนุบาลจนจบ  ด๊อกเตอร์ก็เพื่อจะเป็นคนดีเป็นคนเสียสละเป็นผู้ให้ เค้าเอาเหยื่อมาล่อเราให้เราทำความดี แม้แต่พระภิกษุสามเณรเรา เค้าก็เอาเหยื่อมาให้เพื่อทำความดี ให้นักธรรมตรี โท เอก  เปรียญธรรม จนถึงด๊อกเตอร์น่ะ “ให้ทุกท่านทุกคนให้รู้ความหมายนะ ความเป็นจริงแล้ว  เค้าจะให้เราเป็นคนดีเป็นคนเสียสละ...”

ในโลกในสังคมนี้หาคนดีเพื่อทำพันธุ์หาลำบาก หาคนดีเป็นตัวอย่างหาลำบากน่ะ  เมื่อมันหาไม่ได้หาลำบากเราก็ไม่ต้องไปหาน่ะ พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาหาที่ตัวเรานี้แหละ เพราะว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ในตัวเรานี้เอง ถ้าเราคิดดี เราปรารถนาแต่สิ่งที่ดี เราพูดดี เราทำดี เรามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ตั้งมั่นในความดีน่ะ ชีวิตของเรานี้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทุก ๆ อย่างมันจะดำเนินไปในขบวนการของเค้าเอง เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนั้นก็ต้องมี

การประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรามันเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน...

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาทไม่ให้เราข้ามขั้นตอน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไปมันเป็นกรรมมันเป็นการ “บันทึกกรรม” ไปในตัวทั้งหมด คนอื่นไม่รู้แต่เราก็พอรู้บ้าง แต่ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์น่ะเราจะรู้ละเอียดมากขึ้น ถ้าจิตของเรามันส่งออกไปแต่ทางวัตถุ  จิตของเรามันหยาบมันสกปรกมันเร่าร้อนมันคิดไม่ออกคิดไม่เห็น มันเก่งอยู่ในเรื่องภายนอกเรื่องทำมาหากินน่ะ มันมันมีความชำนาญเฉพาะทาง แต่เรายังไม่เก่งในเรื่องจิตเรื่องใจ  เรื่องทำใจให้มันสงบ แรงเหวี่ยงของกิเลสแต่ละคนมันมีมาก ถ้าไม่ได้อะไรตามใจน่ะมันเครียด มันอึดอัดขัดเคือง มันจะตายเอาให้ได้ เค้าเรียกว่ากรรมเก่ามันมาแรง “มันเหวี่ยง” เหมือนกับน้ำมันไหลจากภูเขาเก้าสิบองศาน่ะ กำลังจิตกำลังใจมันไม่พอมันเอาไม่อยู่

เราทุกท่านทุกคนถึงมาตั้งมั่นในพระรัตนตรัยคือพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์ที่ท่านปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เรานี้แหละคนหนึ่งประพฤติปฏิบัติได้น่ะ 

คำว่าพระนี้ไม่ได้หมายถึงร่างกายนะ คำว่าพระนี้หมายถึงจิตใจ ถ้าใจใครสงบ ใจใครตั้งอยู่ในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เอาธรรมวินัยเป็นใหญ่ไม่ลูบคลำในศีลข้อวัตรปฏิบัติ ใจเราก็เป็นพระเพราะว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดีแล้ว

คนเราน่ะมันเห็นแก่ตัวนะ... เวลารักษาศีลมาก ๆ มันไม่อยากรักษานะ แต่เวลาเงินน่ะถ้าได้น้อยมันไม่ชอบ.! นี้แสดงว่าเราจิตใจเรามีปัญหา หัวใจเรามีปัญหา แสดงว่าเรายังมีความเห็นผิด ชื่อว่าเรายังไม่ชอบพระพุทธเจ้า ไม่ชอบพระธรรม ไม่ชอบพระอริยสงฆ์  แต่เราพากันคิดอยากจะไปพระนิพพานน่ะมันก็เป็นไปไม่ได้


“ศีลนั้นน่ะคือตัวพระพุทธเจ้า ธรรมะนั้นน่ะคือตัวพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนนั้นน่ะเราถึงได้เป็นพระอริยสงฆ์...”


ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ถ้าใครประพฤติปฏิบัติเขาผู้นั้นก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานกันหมดทุกคน ไม่มีพรหมแดน ไม่เลือกชาติศาสนา ไม่ว่าจะเป็นใครหัวใจก็เป็นพระหมด อย่างอาตมานี้หรือว่าพระสงฆ์ที่นั่งอยู่นี้หรือว่าสงฆ์ที่อยู่ที่อื่นนั้นน่ะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ายังเป็นสมมุติสงฆ์ยังไม่ใช่อริยสงฆ์นะ อริยสงฆ์นั้นคือหัวใจของทุก ๆ คนที่เอาศีลเป็นที่ตั้ง เอาธรรมะเป็นที่ตั้ง

การประพฤติการปฏิบัติธรรมน่ะ พระพุทธเจ้าท่านให้ทุกคนเน้นมาที่จิตที่ใจ  เพราะความสุขความทุกข์มันไม่ใช่เรื่องของกาย มันเป็นเรื่องของใจ ร่างกายของเรามันก็เหมือนรถยนต์คันหนึ่งนี้แหละ เราใช้งานมันมากมันก็สึกหรอมันก็ชำรุดทรุดโทรมไปในที่สุด แต่จิตใจนี้แหละที่จะดับทุกข์ ที่จะเข้าถึงความสุข ที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้

เราทุกท่านทุกคนนี้แหละที่เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐน่ะ สามารถกระทำแต่สิ่งที่ดี ๆ มนุษย์แปลว่าผู้ที่จิตใจสูง ทำแต่สิ่งที่ดี ถ้าเป็นคนน่ะทำทั้งดีทั้งชั่ว

เราทุกท่านทุกคนพระพุทธเจ้าถึงว่าต้องสมาทานเอาความดี ถ้าเราไม่สมาทานนั้นน่ะ มันไม่ได้ ขนาดสมาทานอยู่มันก็ยังจะไม่ได้ ต้องอาศัยความอดความทน ความเหน็ด  ความเหนื่อย เพราะเราจะไม่เอาความดับทุกข์ทั้งทางกาย เราจะเอาดับทุกข์ทั้งทางใจ

คนเราส่วนใหญ่น่ะมันเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ พากันดับทุกข์ทางกาย หิวก็บริโภค เหนื่อยก็พักผ่อน ตกอยู่ในอบายภูมิ ตกอยู่ในอบายนรกตลอดน่ะ มันไม่ได้พัฒนาจิต ไม่ได้พัฒนาใจ เราอยู่ในบ้านในสังคมน่ะมาวัดทุกครั้งน่ะท่านถึงให้เรามาสมาทานเอาศีลห้าศีลแปด มาบวชมาสมาทานเอาศีลสิบ ศีล ๒๒๗ สมาทานแล้วก็ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ปรับทั้งกายวาจาใจ กิริยาต่าง ๆ ปรับเข้าหาธรรมะด้วยการสมาทาน ด้วยความตั้งใจ...

ทุกท่านทุกคนกลัวความดี จะรักษาศีลไม่กี่ข้อนี้ก็กลัว หัวใจกลัวอย่างนี้เค้าเรียกว่า “หัวใจอสุรกาย”

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “คนเราน่ะถ้ามันจะตายก็ไม่เป็นไร ตายเพราะความดี  ตายเพราะเราได้สร้างบารมีเราได้เสียสละ”

เราอนุโลมตามกิเลสความอยากความต้องการนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่จบไม่สิ้น...

ทุกวันนี้น่ะนรกหลุมเล็กหลุมใหญ่มันยิ่งผุดขึ้นมาเยอะ หมายถึงพวกเราพากันบริโภควัตถุ หลงวัตถุในชีวิตประจำวัน ความเอร็ดอร่อยในการรับประทาน ความเอร็ดอร่อย  ในการฟัง ความเอร็ดอร่อยในการเที่ยว พากันลุ่มหลงอยู่ตั้งแต่อารมณ์ของสวรรค์นะ หาเงินหาสตางค์พลัดพรากจากสถานบ้านเกิดเมืองนอนหรืออยู่ในท้องถิ่นก็ดีก็เพื่อที่จะมาบริโภควัตถุ บริโภครูปเสียงกลิ่นรสน่ะ เราบริโภคอยู่อย่างนี้เราพากันหลงอยู่อย่างนี้น่ะร่างกายของเรามันจะไม่ทันกาลนะ มันจะแก่เฒ่าทำอะไรก็ไม่ได้ล่ะที่นี้ เมื่อเราแก่หน่อยก็ไปคิดว่าสุขภาพไม่ดี

ทุกคนน่ะมันก็มีภาระเยอะ ภาระเรื่องคุณพ่อคุณแม่เรื่องลูกหลานเรื่องคนงานหรือเจ้านาย แต่การประพฤติการปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมน่ะมันก็สามารถแทรกเข้าไปในการประพฤติการปฏิบัติในหน้าที่การงานได้ทั้งหมด ถ้าเรารู้เรื่อง ถ้าเราเข้าใจ ถ้าเราไปรอให้หมดธุระ ไม่มีธุระนั้นน่ะก็คื “เท่ากับเรารอให้เราหมดลมหายใจ...”

การงานทุกอย่างคือการเสียสละ คือการเจริญสติสัมปชัญญะ เราทำงานทุกวันนี้  เราไม่ได้คิดเรื่องเสียสละนะ เราทำงานเพื่อจะเอาเงินเอาสตางค์เพื่อที่จะรวย ถ้าเราคิดว่า  เพื่อเสียสละเราก็มีความสุขน่ะ การงานนั้นก็ไม่ถูกกิเลสมันเผาเป็นทุกข์ประจำวัน มันก็มีแต่ความสุข ความสุขในที่นี้หมายถึงจิตใจสงบน่ะ

ความสุขความดับทุกข์มันต้องมีกับเราตลอดเวลานะ ไม่ว่าเราจะทำงานหรือว่าไม่ได้ทำงาน


ความสุขความสงบนั้นน่ะคือ “ศีล สมาธิ ปัญญา”

คนเราน่ะอย่าไปอยากมากต้องการมาก จิตใจของเราเป็นบาป กิเลสมันเผาตัวเอง ถ้าใจของเราสงบ ใจของเราเย็นอย่างนี้แสดงถึงว่าเรามีสมาธิในชีวิตประจำวัน คนเรามันต้องมีความสุขความดับทุกข์น่ะ เค้าเรียกว่ามีปิติ มีสุข มีเอกคัตตาทุกเมื่อทุกเวลาในชีวิตประจำวัน

เราอย่าเป็นคนตื่นข่าว ยุ่งแต่กับเรื่องภายนอก เรื่องภายนอกนั้นน่ะ หูเราไม่หนวก  ตาเราไม่บอดเราก็รู้เราก็เห็น แต่เห็นแล้วก็พากันปล่อยกันวาง เราอย่าเอาเรื่องภายนอกมาวิตกวิจารณ์ จิตใจของเราจะเป็นคนพาล ยิ่งเราเป็นคนฉลาดเป็นคนเก่งน่ะมันก็แบกเอาดี  เอาชั่วของคนอื่น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเราทำอย่างนั้นไม่ถูกนะ เพราะชีวิตของเราขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โลกเค้าก็เป็นอยู่อย่างนี้เรา  เราเกิดขึ้นโลกเค้าก็เป็นอยู่อย่างนี้ เราตั้งอยู่โลกเค้าก็เป็นอยู่อย่างนี้ เราจากไปเค้าก็มีปัญหาอยู่อย่างนี้แหละ

เราถือว่าเราเกิดมาเพื่อมามีพุทโธ มีผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ผู้ไม่มีความทุกข์ด้วยประการทั้งปวง

เราเป็นคนเป็นมนุษย์มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งน่ะ เราต้องไม่มีความทุกข์ด้วยประการทั้งปวง ในตัวเราต้องมีความสุขมีความดับทุกข์ต้องมีพระนิพพาน ครอบครัวของเรา กุลบุตรลูกหลานของเราต้องมีความสุขมีความอบอุ่น เพราะเราทุก ๆ คนนี้สำคัญอยู่ที่ตัวเอง “กรรมใครใครก่อน่ะ” เราทำดีเราปฏิบัติดีชีวิตของเราก็พร้อมด้วยโภคทรัพย์ พร้อมด้วยอริยทรัพย์ ต้องเน้น มาหาตัวเอง เพราะทุกคนสำคัญอยู่ที่ใจน่ะ มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นประธาน

โลกนี้สำคัญอยู่ที่ใจสงบ... เรามีความสุขมีความสงบ เราไม่ติดความสงบ ไม่ติดสุข  ติดสบาย เราติดไม่ได้น่ะเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะจิต ถ้าติดก็หมายถึงเราหลง เรามีอวิชชา

เราฝึกไปปฏิบัติไปอินทรีย์บารมีของเราก็จะค่อย ๆ แก่กล้า เราไม่ต้องไปถามใครว่า “เราหมดกิเลสหรือยัง” ทุกท่านทุกคนก็รู้ด้วยตัวเองน่ะ การประพฤติการปฏิบัตินี้ ไม่มีใครแต่งตั้งกันได้ ทุกท่านทุกคนจะรู้ได้ด้วยตนเอง


ให้ทุกท่านทุกคนให้เข้าใจเรื่องปฏิบัติเหมือนพระพุทธเจ้าสอนนี้ เราจะได้เน้นเข้าหาชีวิตจิตใจของตัวเอง จะได้เข้าใจในเรื่องพระศาสนาที่แท้จริง จะได้ไม่พากันหลง จะได้พากันมาแก้มาปฏิบัติในปฏิปทา

ให้พากันมาเน้นเรื่องความเข้มแข็งทางจิตใจ ทุกท่านทุกคนส่วนใหญ่ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ถือว่าจิตใจยังไม่เข้มแข็งนะ “ถือว่าจิตใจยังเด็ก ๆ” จิตใจยังมีความท้อแท้  ยังมีความหวาดหวั่น ยังห่วงหาอาวรณ์อยู่ พระพุทธเจ้าท่านถึงพูดเรื่องการตัดสังโยชน์ ๓  ถึงจะเข้าถึงคุณธรรมของพระโสดาบัน สังโยชน์ ๕ เป็นคุณธรรมของพระอนาคามี  สังโยชน์ ๑๐ น่ะเป็นคุณธรรมของพระอรหันต์ “ถ้าเราไม่แข็งไม่คมจริงไม่หนักแน่นจริงน่ะ เราไม่สามารถที่จะตัดได้ละได้”

อริยมรรคมีองค์ ๘ ถึงไปเน้นมรรคสุดท้ายคือสัมมาสมาธิ... สัมมาสมาธินี้คือการอบรมบ่มอินทรีย์ มีทั้งขันติ มีทั้งความเพียร มีทั้งอดทน เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ ทิ้งทางจิตใจหมด  เน้นคุณธรรม ไม่เอาวัตถุเป็นสิ่งที่ตั้ง เรียกว่าอามิสต่าง ๆ นี้ไม่สามารถซื้อหัวใจเราได้

ต้องหนักแน่น ต้องเข้มแข็ง ต้องตัด ต้องละ ต้องทิ้ง เราจะได้เดินตามรอยของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย เพราะว่าการเวียนว่ายตายเกิดนี้ถือว่าเป็นภาระหนักเป็นภาระใหญ่ ถึงจะเอร็ดอร่อย ถึงจะสะดวกสบาย ที่มันเป็นรางวัลเพียงเล็กน้อยที่มันทำให้เราท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดนี้เราทุกคนก็มีความจำเป็นที่จะต้องตัด

ทุกท่านทุกคนล้วนได้เกิดมาคนเดียว เวลาจากโลกนี้ไปก็ไปคนเดียวน่ะ ถือโอกาส  ถือเวลาว่า “ชีวิตนี้มาสร้างความดีมาสร้างบารมีมาสร้างคุณธรรม...”


การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาสั่งสอนแก่เหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เนื่องในโอกาสที่หลวงพ่อกัณหานำพระเณรตลอดถึงพ่อค้าประชาชนมาเคารพกราบไหว้บูชาหลวงพ่อสนองในวันนี้ก็พอเห็นสมควรแก่เวลา

ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ จงอำนวยอวยพรให้ทุกท่านทุกคน ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เข้าถึงความสงบเข้าถึงความดับทุกข์ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย ณ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี

ค่ำวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 544435เขียนเมื่อ 2 สิงหาคม 2013 15:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 สิงหาคม 2013 15:46 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (2)

สาธุ สาธู สาธุ อนุโมทนาค่ะ

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี