หัวใจแห่งการเรียนรู้ของผู้เป็น "ครู" ; ตี


คนสองกลุ่มฟังเรื่องเดียวกันจะตีความต่างกัน...

กลุ่มหนึ่งฟังแล้วหัวเราะเบิกบาน เพลิดเพลินในเรื่อง และมองว่านี่คือ การช่วยเหลือ... หากจัดอีกกลุ่มหนึ่งฟังแล้วตำหนิ ตีเตียน ไม่เหมาะ ไม่ควร...ทำและแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของการปฏิเสธ

นี่คือ ธรรมะอันประเสริฐที่ได้เรียนรู้ กำลังใจที่ผ่านจากการตรวจสอบ อย่างน้อยพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่ท่านได้ฟังเรื่องราวจากเราแล้ว ท่านจะหัวเราะขำ 

เรื่องก็ไม่มีอะไรมาก ก็เพียงแค่เด็กกำลังอยู่ในสถานะการบวช ไปเดินแถวเจดีย์ตอนสามทุ่ม พระท่านทำงานอยู่ที่นั่น แล้วท่านมากราบเรียนหลวงปู่ หลวงปู่ก็มาบอกพระอาจารย์ที่ดูแลพวกเราอยู่ และพระอาจารย์ท่านก็มาบอกข้าพเจ้าอีกครั้งในฐานะที่ดูแลเด็ก... 

เรื่องก็น่าจะจบ หากเด็กรู้สำนึก ...และแก้ไข แต่เปล่าเธอกลับแก้ตัว โกหกหน้าตาเฉย ว่าเธอไปเดินห้าหกโมงเย็น ข้าพเจ้าเป็นพระอรหันต์เหรอจึงรู้ว่าไปเธอไปเดินตอนไหน... จากนั้นเธอก็ไปใส่ความต่างๆ นานาว่าถูกข้าพเจ้าด่า บังคับ ข่มขู่ ไล่ออกจากกุฏิ เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อข้าพเจ้ากลับมาจากต่างจังหวัด เพียงยังไม่ได้แก้ไขอะไรเลย เพียงจะหาข้อมูล ปรากฏว่าพบพฤติกรรมก้าวร้าว หวาดระแวงว่าข้าพเจ้ามาด่า ก้าวร้าวต่อเราไม่พอ ต่อพระอาจารย์ ซึ่งครั้งหนึ่งเธอก็เคยโกหกพระท่านตอนนั้นก็จับเท็จจับจริงได้ จิตนี้ไม่ละอายเกรงกลัวต่อบาปเลย กับพระแม้เราไม่แน่ใจในภูมิจิตภูมิธรรมของท่าน แต่ที่แน่ๆ หากท่านอยู่ในวินัยท่านก็ยังเป็นพระ (หลวงปู่ชาเคยสอนเรื่องนี้) เธอก็ยังกล้าโกหก เหตุการณ์มารอบนี้รอบที่สอง ...ไม่ได้การล่ะ หากปล่อยไว้อกุศลนี้อาจพลาดสร้างเป็นรอบที่สามได้ ... สร้างอกุศลกรรมตอนที่ตนเองรักษาศีล บวชอยู่นี่มันหนัก 

แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรพ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็แนวทางมา ... แต่ปรากฏว่าดื้อด้านไม่เชื่อฟัง อ้าว...ถึงขั้นหลวงปู่แล้วยังกล้าโกหก พูดเพ้อเจ้อได้ มองไม่เห็นภัยที่เกิดขึ้นกับตนเองเลย

เมื่อเดินเข้าไปสอน กลับก้าวร้าวหนัก อุปนิสัยเด็กคนนี้ร้ายกาจ เพราะจิตใจนี้จะไม่มีหิริโอตะปะ แต่ที่ผ่านมายังทนเพราะยังไม่มีที่พึ่ง และเมื่อมีที่พึ่งอื่นที่คิดว่าจะช่วยตนเองได้ ก็เลยออกอาการ ... ไม่มีความกตัญญูรู้ขึ้นอะไรเลย ข้าพเจ้าก็เลยสงเคราะห์ไปด้วยการให้มากาบขอขมา เธอไม่มา "หากไม่มาแม่จะเข้าไปกราบเอง" พอเดินเข้าไปเห็นเราเอาจริง ก็ก้มลงข้าพเจ้าก็เลยเตะไปที่ศีรษะหนึ่งครั้งและตบที่หน้าหนึ่งครั้ง และบอกว่า "ที่ผ่านมาแกว่าร้ายแม่ ... ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เพราะฉะนั้นการที่แม่เตะและตบหน้านี่คือ การทำจริง เพื่อที่ว่าแกไปว่าร้ายแม่จะไม่เป็นบาปเป็นกรรมกับแกที่สร้างเรื่องขึ้นมา เพราะนี่คือ แม่ทำจริง"

มานึกถึงเรื่องนี้อีก...ก็นะ
วันนี้มีคนมาถามพอเล่าให้ฟัง กัลยาณมิตรท่านนี้หัวเราะด้วยจิตอันเบิกบาน ... ว่ากำลังช่วยเขาผ่อนหนักเป็นเบา ก็อย่างน้อย ไม่ทำผิดศีล เราเตะตีเขาก็ด้วยเมตตา ไม่ได้เกลียดชังหรือโมโห เพราะถ้าหากเกลียดชังหรือไม่เมตตาก็คงไม่ช่วยมานานขนาดนี้ ทั้งเอาตัวออกรับผิดแทนในทุกเรื่องเมื่อเธอไปสร้างวีรกรรมอันไม่งาม และรวมถึงเรื่องนี้ด้วย

หมายเลขบันทึก: 540320เขียนเมื่อ 23 มิถุนายน 2013 21:14 น. ()แก้ไขเมื่อ 29 ตุลาคม 2013 06:52 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี