ให้โอวาทคณะคุณครูโรงเรียนหนองกี่ จ.บุรีรัมย์


วันนี้ครูบาอาจารย์ได้พากันมาประพฤติมาปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก


ครอบครัว ๆ หนึ่งความสำคัญอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ โรงเรียนโรงหนึ่งน่ะสำคัญอยู่ที่  ครูบาอาจารย์ สำคัญอยู่ที่ ผอ.

การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องพระพุทธเจ้าท่านให้เราแก้ที่คุณพ่อคุณแม่ แก้ที่คุณครู  แก้ที่ ผอ. สำหรับเรื่องลูกเรื่องหลานเรื่องนักเรียนนักศึกษานั้นมันเป็นเรื่องปลายเหตุ  เรื่องต้นเหตุคือคุณพ่อคุณแม่และครูบาอาจารย์

ถ้าเราจะคิดไปไกลมันก็กว้างนะ พระพุทธเจ้าท่านให้เราคิดมาหาที่ตัวเรา ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนกลับมาแก้ไขที่ตัวเอง ให้คุณครูทุกท่านกลับมาแก้ไขที่ตัวเอง ให้ ผอ. ทุกท่านกลับมาแก้ไขที่ตัวเอง

เมื่อเรามาแก้ไขที่ตัวเองได้ดีน่ะ ทุกอย่างมันก็จะดีตาม ถ้าเราไปมองสิ่งภายนอกเรื่องภายนอกมันไม่จบนะ

พ่อแม่คือแบบอย่าง คุณครูคือแบบอย่าง เมื่อแบบมันดีพิมพ์มันดีกุลบุตรลูกหลานน่ะ  มันก็ออกมาดี  

พ่อแม่คือปูชนียบุคคล ครูบาอาจารย์เป็นปูชนียบุคคล โดยตำแหน่งของทุกท่าน  เป็นอย่างนี้นะ

ทุกท่านทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้มีระบบสมองสติปัญญา  เลือกกระทำได้แต่สิ่งที่ดี ๆ เรามีพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างเป็นแบบอย่าง มีในหลวง  มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแบบอย่าง

พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนน่ะตั้งคติไว้ในใจว่าเราเกิดมาเพื่อเป็นคนดีเพื่อสร้างบารมีเพื่อเสียสละ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น จะไม่ตามใจตัวเอง จะไม่ตามใจคนอื่นนะ จะทำแต่สิ่งที่ดีที่ถูกที่ต้อง จะพยายามกลับมามองตัวเองกลับมาแก้ไขตัวเอง ทั้งด้านจิตใจ ทั้งด้านการกระทำ กิริยามารยาทต่าง ๆ ถ้าตามใจตัวเองแล้ว  ตามสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วย่อมจะนำความทุกข์ความยากความลำบากให้กับตัวเอง  ให้กับครอบครัวและสังคม เปรียบเสมือนแมลงเม่ามันบินเข้ากองไฟน่ะ ถึงแม้จะยากลำบากก็จะอดจะทน จะรับผิดชอบในความดี จะมีความเพียร

เราแต่ละคนแต่ละท่านนี้น่ะมันถูกความอยากความต้องการมันกดดันจนหยุดตัวเองไม่อยู่ เบรกตัวเองไม่อยู่น่ะ ความรู้มากมายก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะใจของเราไม่สงบ

ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจไว้ให้ดี ๆ นะว่าเราทำทุกอย่างก็เพื่อใจสงบ เราจะทานอาหาร พักผ่อน ทำอะไรทุกอย่างก็เพื่อใจสงบ เมื่อใจมันสงบแล้วมันถึงดับทุกข์ได้

ส่วนใหญ่คนเราทุก ๆ คนน่ะที่มันยังไม่ตายมีลมหายใจอยู่นี้มันถูกเผาด้วยความอยาก  ยังไม่หมดลมหายใจมันก็ถูกเผาทั้งเป็น สมองของเราน่ะจะหยุดคิดซักสองสามนาทีก็ไม่ได้  เราทุก ๆ คนจำเป็นต้องฝึกทำใจให้สงบ นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง สุขอันใดก็สู้ความสงบนั้นไม่มี

ที่เราอยากมีเงินมีสตางค์ก็เพราะใจของเราไม่สงบ ที่เราอยากจะมีรถมีบ้านมีทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็เพราะใจของเราไม่สงบ เราอยากไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ก็เพราะใจของเราไม่สงบ

ทำไมใจของเราไม่สงบ...? เพราะเราวิ่งตามเงาของตัวเอง วิ่งตระครุบเงาของตัวเอง  เราไม่รู้จักว่าวิ่งตามเงาวิ่งอย่างไรมันก็ไม่ทันหรอก เราวิ่งเร็วมันก็เร็ว เราวิ่งช้ามันก็ช้า

ท่านถึงให้ทุกท่านฝึกทำใจให้สงบ หาวิธีทำใจให้สงบ มันไม่สงบอย่างนี้แหละ  พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านก็ฝึกให้เราท่องในใจว่าพุทโธ ๆ ๆ เพื่อให้ใจของเราอยู่กับพุทโธ  หรือฝึกอยู่กับลมหายใจ ลมหายใจเข้าก็รู้ลมหายใจออกก็รู้เพื่อให้ใจของเรามันสงบ วัตถุ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มันอำนวยความสะดวกสบายน่ะมันยั่วยวนกวนใจของเรา มันทำให้ใจของเราไม่สงบ

เราจำเป็นต้องฝึกใจของเรานะ ถ้าเราไม่ฝึกใจของเราให้สงบ ถึงแม้ว่าเราจะมีปริญญาหลายใบ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก มันก็ช่วยดับทุกข์ให้เราไม่ได้ เพราะใจของเรา  ไม่สงบ

คนเราทุก ๆ คนน่ะอยู่กับสงบไม่ได้ อยู่กับความสงบไม่เป็น อยู่แต่กับความวุ่นวาย  อยู่กับการกิน การพูด การเล่น การเที่ยว การโทรศัพท์ การเล่นอินเตอร์เนท เฟซบุ๊ค ไอแพด ไอโฟน

เราพากันมาอยู่วัดมาปฏิบัติธรรมนี้ พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาฝึกทำใจให้สงบ พยายามอยู่กับตัวเอง เดินก็ให้อยู่กับตัวเองเดิน นั่งก็อยู่กับตัวเองนั่ง ทำอะไรก็ให้ใจของเราอยู่กับสิ่งเหล่านั้น เราก็มีความสุขกับการอยู่กับความสงบ


เราทุกคนน่ะเป็นคนส่งใจออกไปข้างนอกหมด นี้นะ ที่นี้แหละเราจะเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ อยู่กับกายอยู่กับใจ เราจะมาอยู่กับด้วยตัวเอง เคยพูดแล้วก็ไม่พูดแล้ว เคยคิดมากก็ไม่คิดแล้ว พยายามจะจับความรู้สึกตัวเองให้มันหยุดมันอยู่ โทรศัพท์ก็หยุดไว้ก่อน ธุรกิจการงานอะไรก็หยุดไว้ก่อน ถือโอกาสถือเวลามาประพฤติปฏิบัติธรรม

คนเราแต่ละคนน่ะหัวใจมันร้อน ต่างคนก็ต่างร้อนมันเลยเผาโลก ถ้าจิตใจของเราไม่กลับมาหาความสงบ มันมีแต่จะโชติช่วงชัชวาลเผากันใหญ่เลย เผาทั้งตัวเองเผาทั้งคนอื่น

เรามาอยู่กับเนื้อกับตัวมาทบทวนชีวิตจิตใจว่าอันไหนที่เราได้ทำผิดทั้งกาย ทั้งวาจา  ทั้งจิตใจน่ะ เรามาสมาทาน มาหยุด มาละ มาเลิก

ความประเสริฐของเราทุก ๆ คนมันอยู่ที่เราไม่ทำตามใจตัวเอง ไม่ทำตามกิเลสตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านเกิดมาเป็นผู้เสียสละ เกิดมาเพื่อเป็นคนไม่เอาน่ะ มีแต่ให้ ตำแหน่งของคุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนกันเป็นตำแหน่งผู้ให้ เป็นความสุขทุกอย่างในตัวของคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ให้ ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกันเป็นตำแหน่งพิเศษที่โลกเค้ามอบให้คือปูชนียบุคคล คือตำแหน่งของผู้ให้ เราตรวจดูตัวเองน่ะว่าตัวเองอยู่ในหน้าที่การงานอยู่ในตำแหน่งแล้วหรือยัง มนุษย์เกิดมาน่ะ ต่างคนก็ต่างจะเป็นผู้เอา มันถึงทำให้ตัวเองไม่สงบ ทำให้ครอบครัวไม่สงบ ทำให้สถาบันต่าง ๆ ไม่สงบ เพราะไม่ได้เป็นผู้ให้

บางทีเราก็มีความเห็นผิดนะคิดว่าเป็นผู้ให้เราจะเป็นคนเสียเปรียบน่ะ ตำแหน่งผู้ให้  ไม่ได้เป็นผู้เสียเปรียบนะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันผ่านไปน่ะ “เมื่อเราสร้างความดี ความดีก็เจริญงอกงาม”

อย่างเรามีคุณพ่อคุณแม่ที่ประเสริฐอย่างนี้แหละ เราเป็นลูกเป็นหลานก็พลอยได้รับความประเสริฐหลาย ๆ คน ทุกอย่างมันก็จะดีหมด

เราเป็นคนฉลาดเป็นคนเก่ง เราก็พากันไปมองตั้งแต่คนอื่น มองคนนั้นดีมองคนนั้นไม่ดี คนนั้นมันช่อโกงกินมันกินบ้านกินเมือง แต่เราไม่ได้มองตนเองน่ะ เราเลยกลายเป็นคนพาล กลายเป็นคนอันธพาลไป

เรื่องภายนอกเค้าจะดีเค้าจะชั่วมันเรื่องของเค้า เค้าจะเดินขบวนก็ช่างเค้า เค้าจะทำมิดีมิร้ายก็ช่างเขา เหตุการณ์อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้นก็แล้วแต่เค้า พระพุทธเจ้าท่านให้เราแก้ที่กายวาจาใจของเรา มาปรับที่ตัวเรา

พยายามทำแต่สิ่งที่ดี ๆ คิดแต่สิ่งที่ดี ๆ พูดแต่สิ่งที่ดี ๆ ก้าวไปด้วยความดี เราจะไม่ได้หลงตัวเอง หลงสิ่งต่าง ๆ น่ะ โลกนี้มันเป็นอย่างนี้แหละ เราเกิดมามันก็เป็นอย่างนี้ เราไม่เกิดมามันเป็นอย่างนี้ มันมีทั้งคนดีคนชั่ว มีทั้งกลสงวันกลางคืน มีทั้งสุขทั้งทุกข์ ถ้าเราไปเอาแต่เรื่องที่มันเป็นโลกธรรมมาทับถมจิตใจของเรา ใจของเรามันก็ไม่สงบ

ยิ่งทุกวันนี้สื่อสารมวลชนมันรู้กันทั้งโลก ใครทำดีทำชั่วเราก็คอยเป็นคนแบกโลกน่ะถ้าเราไม่รู้จักว่าอันนี้มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของโลก มันทำให้ใจของเราไม่สงบนะ

พยายามทำใจให้สบายให้สงบ เราอย่าไปทำไม่ดีเหมือนเค้านะ เรทติ้งของเรามันก็ขึ้นเองนะ พระพุทธเจ้าท่านให้เราพยายามสมาทานความดี สมาทานไม่ไปเอาดีเอาชั่วคนอื่น ไม่ไปนินทาคนอื่น ไม่เป็นคนปากระเบิด ชอบใช้คำพูดระเบิดคนอื่น มันเดือดร้อนทั้งตัวเองมันเดือดร้อนทั้งคนอื่น ทำทุกอย่างปฏิบัติทุกอย่างต้องเป็นเครื่องบรรณาการให้เกิดความสงบเกิดความร่มเย็น เราอย่าไปคิดว่าเราทำอะไรจากใจ ใจของเรานั้นน่ะยังเป็นใจไม่มาตรฐานนะ ใจของเรายังไม่ใช่ใจของพระพุทธเจ้า ยังไม่ใช่ใจของพระอรหันต์ ถ้าใจพระพุทธเจ้าท่านก็สงบแล้วเย็นแล้ว ท่านไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม ใครเค้าจะนินทากันเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ช่างหัวมัน ใครเค้าจะด่าจะสรรเสริญก็ช่างหัวมัน พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักปล่อยรู้จักวางอย่างนี้


โครงการที่เรามานี้เป็นโครงการฝึกใจนะ เมื่อเรามีเวลามีโอกาสแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ให้เราทุก ๆ คนได้ฝึกใจ ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นเวลาที่สำคัญ

ที่วัดเรานี้เค้าไม่สูบบุหรี่กัน คนที่สูบบุหรี่ก็จะยากลำบากใจหน่อย ก็ให้ถือโอกาสนี้  ฝึกตัวเองนะ อดเอา ทนเอา ไม่ต้องสูบเน๊อะ พวกโทรศัพท์พวกอะไรก็พักไว้ก่อน ปิดไว้ก่อน  ไม่ต้องโทร ปฏิบัติเคร่ง ๆ ไว้ก่อน มันอยากจะไปเที่ยวนอกวัดก็อดเอา ไม่ต้องไป สิ่งต่าง ๆ  ล้วนแต่ใจมันไม่สงบทั้งนั้น

เราต้องฝึกใจของเราให้สงบ ใครจะสมาทานไม่พูดได้ก็ยิ่งดี ใครอยากจะเคร่งขึ้นมากไม่มองหน้าใครได้ก็ยิ่งดี ไม่ถือกันไม่ว่ากันนะ ทุกคนมาให้กำลังใจกัน เห็นเค้าไม่มองหน้าไม่พูดก็อย่าไปว่าเค้า ก็อย่าไปคิดอะไร ถ้าจะคิดก็คิดว่าเค้ากำลังปฏิบัติธรรม

โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ดีมาก เค้าเรียกว่าปฏิบัติถูกต้อง นำเอาครูบาอาจารย์ ตัวผู้ที่สำคัญมาเข้าค่ายมาปฏิบัติธรรม การบอกสอนคนอื่นมันง่ายหรอก แต่การบอกสอนตัวเองการปฏิบัติตัวเองนี้เป็นสิ่งที่ยาก

ขออนุโมทนากับครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้พากันมาประพฤติปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งความดีนะ ต้องขอมอบความดีให้กับทุก ๆ คนว่าท่านได้พากันทำถูกแล้วถูกต้องแล้ว

ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ของพระธรรม ของพระอริยสงฆ์ ขอให้ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้เข้ามาปฏิบัติธรรมนี้จงเจริญก้าวหน้า พบความสุขทั้งชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงาน เข้าถึงมรรคพระนิพพานด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยายให้แก่คณะครูโรงเรียนหนองกี่ จ.บุรีรัมย์

เช้าวันจันทร์ที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 539857เขียนเมื่อ 19 มิถุนายน 2013 18:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 มิถุนายน 2013 18:06 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี