เทคนิคการสอบสวนการขอเพิ่มชื่อหรือการขอแจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาบุคคลสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

ผู้เขียนพอมีประสบการณ์ใน "การสอบสวนทางทะเบียน" (ทะเบียนราษฎร) เพื่อขอเพิ่มชื่อหรือการขอแจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาบุคคลสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) จึงขอถ่ายทอดประสบการณ์สักเล็กน้อย

นับตั้งแต่การสอบสวนในกรณีที่ง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อนไปจนถึงที่ซับซ้อนมาก ผลการสอบสวนก็คือ ร้อยละ ๙๕ ได้รับการอนุมัติ มีการสอบสวนเพียงส่วนน้อยที่ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลประเภท "ไร้รากเหง้า" ที่บิดามารดาทิ้งร้างไปตั้งแต่เด็ก หรือไม่ปรากฎบิดามารดา หรือไม่ปรากฏญาติพี่น้องใด ๆ ที่มีสัญชาติไทยที่จะมากล่าวอ้างเป็นพยานได้


ประเด็นการสอบสวน

(๑) เข้าองค์ประกอบของผู้มีสัญชาติไทย คือ บิดา หรือมารดา หรือทั้งบิดาและมารดามีสัญชาติไทย หรือเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทย และ

(๒) มีพยานบุคคลยืนยันตัวบุคคล (มิได้มีการแอบอ้างสวมชื่อบุคคลอื่น หรือมิได้มีการแอบอ้างใช้รายการผู้อื่นที่มีสัญชาติไทย หรือ

(๓) มีพยานเอกสารยืนยันตัวบุคคล

แนวทางการสอบสวน ตามบันทึกถ้อยคำ ป.ค.๑๔

ในลักษณะตั้งคำถาม-ตอบ ไม่จำเป็นไม่ควรใช้คำถามนำ และในการสอบสวนไม่ควรให้นั่งล้อมวงซักถามกันหลายคน เพราะจะไม่ได้ความจริง และจับเท็จไม่ได้

(๑) สอบถามผู้ร้อง ไล่เรียงประวัติส่วนตัว ได้แก่ การศึกษา, บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดา หรือพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดา ว่าแต่ละคนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ใด มีสัญชาติใด ซึ่งอาจทำเป็นแผนผังเครือญาติ, สถานะครอบครัวมีสามี ภริยา บุตรหรือไม่

(๒) สอบถามถิ่นที่อยู่ในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ ว่าไปประกอบอาชีพอยู่ที่ใดมาบ้าง จนถึงปัจจุบัน (ระบุมาให้หมดตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบันไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร อย่างไร) ข้อมูลส่วนนี้จะสำคัญมาก ที่ชี้ถึงประวัติส่วนตัว ที่ยากจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเหมือนนิยาย ต้องเป็นเรื่องจริงเท่านั้น  เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ขอเพิ่มชื่อเอง  จะอ้างประวัติของคนอื่นมาไม่ได้  หากให้การเป็นเท็จ สามารถตรวจสอบได้จากพยานบุคคลแวดล้อมอื่นได้

(๓) สอบถามว่า ผู้ขอเพิ่มชื่อ(หรือผู้ร้อง) มีความประสงค์ใด (คล้าย ๆ กับคำขอท้ายฟ้อง)

(๔) สอบถามว่า ในการดำเนินการตามข้อ (๓) ผู้ร้องมีพยานหลักฐานใด (พยานบุคคล หรือพยานเอกสาร หรือพยานอื่นใด)

(๕) สอบถามประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติม ตามพฤติการณ์ หรือแล้วแต่กรณีของแต่ละบุคคลซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันไป

(๖) ขมวดท้ายว่า “ข้าฯ ขอให้ถ้อยคำด้วยความสัตย์จริง ข้าฯ ให้ถ้อยคำด้วยความสุจริตใจ มิได้มีเจตทุจริตอื่นใดแอบแฝง มิได้แอบอ้างสวมชื่อ สวมตัวบุคคลอื่นใดว่าเป็นบุคคลมีสัญชาติไทย หากข้าฯ ให้การอันเป็นเท็จ ข้าฯ ยอมรับผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาทุกประการ อ่านให้ฟังแล้ว รับว่าถูกต้อง  จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

(๗) ในกรณีของผู้เยาว์ แยกเป็น ๔ ช่วงอายุ คือ (๑) เด็กยังไม่เดียงสา ปกติมีอายุตั้งแต่ แรกเกิดถึงประมาณ ๔ ปี เด็กวัยนี้จะไร้เดียงสา สอบถามความจริงมากไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องสอบสวน (๒) เด็กอายุ ๕ – ๖ ปี เด็กวัยนี้พอรู้บ้าง พูดคุยพอรู้เรื่อง อาจสอบถามไล่เรียงตามจำเป็น แต่จะบันทึกถ้อยคำไม่ได้ เพราะเด็กยังไม่เดียงสา (ถือว่าเด็กอายุยังไม่ถึง ๗ ปี เป็นเด็กที่ยังไม่เดียงสา ยังไม่สามารถลงชื่อได้) (๓) เด็กอายุตั้งแต่ ๗ ปี – ๑๔ ปี เด็กวัยนี้จะเริ่มรู้เรื่องมากขึ้น อาจบันทึกถ้อยคำไว้ได้บางส่วน เพราะเด็กในวัยนี้ลงชื่อตัวเองได้ และอ่านหนังสือออก (๔) เด็กอายุตั้งแต่ ๑๕ ปี – ไม่เกิน ๒๐ ปีบริบูรณ์ ต้องบันทึกปากคำไว้เป็นเอกสารด้วย เพื่อประกอบสำนวนการสอบสวน สรุปว่า เด็กช่วงอายุ (๓) (๔) ต้องสอบปากคำเด็กประกอบสำนวนไว้ด้วย เพราะผู้ร้องคือ เจ้าบ้าน หรือบิดา หรือมารดาเด็ก

(๘) มีรูปถ่ายหมู่ที่มีรูปผู้ร้อง (และหรือผู้ที่ขอเพิ่มชื่อหรือผู้ที่ขอแจ้งเกิดฯ) พร้อมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดา หรือพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาให้ครบทุกคน (ที่มีชีวิตอยู่) หรือ หากจำเป็นไม่สามารถถ่ายรูปหมู่ได้ทุกคน ก็หมายเหตุไว้ เช่นอยู่ห่างไกล ไม่ทราบแหล่งที่อยู่ ตามหาตัวไม่พบ หรือเหตุอื่นใดที่ไม่สามารถมาถ่ายรูปหมู่ได้  และควรให้ผู้ปกครองท้องที่ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) ลงนามรับรองภาพถ่ายด้วย

(๙) สอบสวนพยานบุคคลอื่นที่ผู้ร้องอ้าง หากมีการอ้างพยานมากราย หรือ อ้างพยานน้อยเกินไป อยู่ที่ดุลพินิจของผู้สอบสวน และควรคัดเอาเฉพาะพยานบุคคลที่เป็นสาระสำคัญ เป็นประเด็นแห่งคดีเท่านั้น สำหรับพยานเอกสารควรมีให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้

(๑๐) กรณีสอบสวนแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงขัดแย้งกัน เช่น ผู้ร้องกล่าวอ้างถึงห้วงเวลาที่คลาดเคลื่อนกันมาก ๆ ขัดแย้งกับพยานคนอื่น ๆ ให้สอบสวนเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ข้อเท็จจริงขัดแย้งกัน เน้นเฉพาะข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเท่านั้น หากเป็นข้อเท็จจริงปลีกย่อย มิใช่สาระสำคัญ มิใช่ประเด็น

(๑๐) หากผลการสอบสวนข้อเท็จจริงสอดคล้องกัน เชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย และมิได้มีการแอบอ้างสวมชื่อ สวมตัวบุคคลอื่นใด ก็รวบรวมพยานหลักฐานเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ (นายอำเภอ) หรือผู้มีอำนาจอนุญาต (นายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นฯ) ในกรณีที่เป็นการแจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาฯ ของเด็กที่อายุไม่เกิน ๗ ปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำร้อง

(๑๑) ปัจจุบันผู้สอบสวน พึงระวังในขั้นตอนการสอบสวน ต้องอ้างอิงตามกฎหมาย ระเบียบ หนังสือสั่งการ และ ยึดถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ด้วย  ฉะนั้น ตามข้อ (๖) ถ้อยคำที่ต้องขมวดท้าย ต้องบันทึกไว้ก่อนที่เริ่มสอบถามและบันทึกถ้อยคำ

หมายเหตุ

(๑) การสอบสวนเพิ่มชื่อหรือการสอบสวนแจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาฯ เป้าหมายก็คือ “การให้ผู้มีอำนาจอนุมัติให้เพิ่มชื่อหรืออนุมัติให้แจ้งการเกิด” เทียบกับการสอบสวนของพนักงานสอบสวนตำรวจที่มีเป้าหมาย “ให้ผู้ต้องหาต้องรับโทษทางอาญา” ทำนองเดียวกัน คือ เป็นการพิสูจน์ความจริงที่คล้ายกัน โดยมีเป้าหมายแตกต่างกันนั่นเอง

(๒) "เทคนิคการสอบสวนทางทะเบียน" (ทะเบียนราษฎร) เป็นเทคนิคเฉพาะตัว ที่มีการใช้ดุลพินิจของผู้สอบสวนค่อนข้างมาก อยู่ที่ปฏิภาณไหวพริบของผู้สอบสวนเป็นสำคัญ ไม่มีตำราตายตัว เพราะการสอบสวนที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้ความจริง และจะถูกพยานบุคคลให้การเท็จ ผลสุดท้ายพยานหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ ก็มีผลว่า ผู้มีอำนาจอนุมัติ ก็จะไม่อนุมัติ  เทคนิคตามที่ผู้เขียนอ้าง ได้หล่อหลอมมาจากประสบการณ์  ไม่สงวนลิขสิทธิ์

(๓) ผู้เขียนมีรายละเอียดปลีกย่อย และข้อเท็จจริงอีกมากที่ยังนึกไม่ออก ต้องให้เจอคำถาม หรือ เจอข้อเท็จจริงเสียก่อน จึงจะอธิบาย และเล่าออกมาได้


+++++++++++++++++++++++++++++++++++

อ้างอิง

"พยานบุคคลผู้น่าเชื่อถือ" ตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทยด่วนที่สุดที่ มท ๐๓๐๙.๑/ ว ๑๕๘๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ และหนังสือของสำนักทะเบียนกลางด่วนที่สุดที่ มท ๐๓๐๙.๑/ ว ๘๔ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยมีรายละเอียดของพยานที่น่าเชื่อถือ ดังนี้

๑. ต้องเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วและต้องมีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน

๒. มีฐานะมั่นคง เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในท้องถิ่น มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งชัดเจน และรู้จักคุ้นเคยกับครอบครัวผู้ยื่นคำขอเป็นอย่างดี

๓. เป็นผู้รู้เห็นการเกิดหรือสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์เกิดของผู้ขอหนังสือรับรองการเกิด

๔. ถ้าเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการบำนาญต้องดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ ๓ หรือเทียบเท่าระดับ ๓ ขึ้นไป และกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน

ทั้ง ๔ ประการ จะเห็นว่า ใน ๓ ข้อแรกจะเป็นใครก็ได้ ตัวอย่างเช่น พระภิกษุ หรือผู้นำทางศาสนา หรือผู้นำเกษตรกร ก็น่าจะไม่ผิด หรือเป็นผู้แทนในระดับชุมชน ได้แก่ สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้แทนของสมาชิกองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายก็ได้ และถ้าเป็นข้อ ๑-๓ แล้วเพิ่มคุณสมบัติในข้อ ๔ ด้วยจะยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะมีฐานะเป็นบุคลากรของรัฐ แต่ที่สำคัญ คือ จะต้องเป็นผู้รู้เห็นการเกิด หรือสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์เกิดของผู้ขอหนังสือรับรองการเกิดได้เป็นอย่างดี มิฉะนั้น ผู้ที่เป็นพยานอาจจะได้รับโทษในกรณีแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗ ที่มีโทษถึงจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นี่คือโอกาส และความสำคัญของพยานที่นาเชื่อถือที่ทุกคนจะต้องใช้ความพยายามในการสืบค้นว่า ในขณะที่มารดาตั้งครรภ์ มีผู้รู้เห็นหรือไม่ อย่างไร ในระหว่างการคลอดยิ่งสำคัญ และถ้ามีพยานหลังคลอดก็ใช้ได้

มานะ  งามเนตร์. "เรื่องเล่าว่าด้วยหนังสือรับรองการเกิด." พยานบุคคลผู้น่าเชื่อถือ, หน้า ๑๒ - ๑๓.

http://www.stateless4child.net/Mana.pdf

หนังสือสำนักทะเบียนกลาง ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๓๐๙.๑/ว ๘๔ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการในการขอหนังสือรับรองการเกิดตามมาตรา ๒๐/๑ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑

http://www.mediafire.com/view/?y238143e1rwjxsy

หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนมาก ที่ มท ๐๓๐๙.๑/ว ๑๕๘๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เรื่อง "การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑"

http://www.dopa.go.th/dopanew/doc/moi03091587.pdf

หนังสือสำนักทะเบียนกลาง ที่ มท ๐๓๐๙.๑/ว ๕ ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ เรื่อง หนังสือรับรองการเกิดที่ออกตามมาตรา ๒๐/๑ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑

http://www.mediafire.com/view/?8h8n1o6g4lfh7e2