อาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวรพัฒนาแป้งทาหน้าสูตรหน้าเด้ง เผยผสมสารสกัดโปรตีนจากรังไหม ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดริ้วรอยแบบทันตาเห็น ระบุผ่านการทดสอบในอาสาสมัคร 5 สัปดาห์เรียบร้อยแล้ว ไม่พบการระคายเคือง

ผศ.ดร.เนติ วระนุช นักวิจัยจากศูนย์วิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์แป้งทาหน้าลดริ้วรอยเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ที่ผ่านการทดสอบในอาสาสมัครอายุ 30-50 ปี จำนวน 38 คนเป็นเวลา 5 สัปดาห์ และตรวจสภาพผิวด้วยเครื่องมือพบว่า ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ยืดหยุ่นดีขึ้น ขณะที่ริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลง

ทีมวิจัยได้ผสม "ซิริซิน" สารสกัดโปรตีนที่ได้จากรังไหมลงในเนื้อแป้ง โดยโปรตีนซิริซินมีคุณสมบัติหลายอย่างที่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาทิ ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนัง เพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันรังสียูวี ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศ และมีผลการทดสอบทางคลินิกด้วย

ส่วนโปรตีนซิริซินที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้มาจาก ดร.มาโนชญ์ สุธีรวัฒนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเป็นผู้คิดค้นกรรมวิธีสกัดโปรตีนซิริซิน ขณะที่บริษัท สถาบันวิจัยศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพ จำกัด (ไอดีเอชเอส) สนับสนุนการทำแป้งทาหน้าแบบอัดแข็ง ทดสอบความแข็งของเนื้อแป้งและทำเป็นตลับ

ผศ.ดร.ภิญญุภา เปลี่ยนบางช้าง นักวิจัยร่วม กล่าวว่า แป้งทาหน้าที่ใช้ทดสอบแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งผสมโปรตีนซิริซินชนิดเอ และอีกกลุ่มหนึ่งผสมโปรตีนซิริซินชนิดบี ซึ่งโปรตีนทั้งสองชนิดนี้จะแตกต่างกันด้านโครงสร้างโมเลกุลและกระบวนการผลิต จากนั้นส่งให้อาสาสมัครคนละ 2 ตลับ สำหรับทาบริเวณท้องแขนแยกข้างละตลับ โดยที่อาสาสมัครไม่ทราบว่าตลับใดผสมโปรตีนชนิดเอหรือบี

ผลทดสอบพบว่าโปรตีนซิริซินชนิดบี สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนังตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ จากการตรวจความยืดหยุ่นโดยใช้เครื่องวัดสภาพผิวหนัง และในการประเมินความปลอดภัยไม่พบสัญญาณใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการระคายเคือง

สำหรับความคืบหน้าของงานวิจัยขณะนี้ อยู่ระหว่างยื่นจดสิทธิบัตรเครื่องสำอางแป้งอัดแข็งที่มีส่วนผสมโปรตีนซิริซิน และได้รับความสนใจจากภาคเอกชนที่จะซื้อเทคโนโลยี เพื่อทำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในปริมาณมากเพื่อจำหน่าย ส่วนการวิจัยขั้นต่อไปจะใช้โปรตีนซิริซินกับเครื่องสำอางชนิดอื่น โดยเฉพาะประสิทธิภาพป้องกันแสงยูวี

ที่มา http://www.komchadluek.net/news/2005/09-23/it-18670671.html