บังเอิญมาที่ search ไปเจอใน http://www.eng.ubu.ac.th/officeblog/2011/07/06/การพัฒนางานประจำสู่งาน/
บุคคลท่านหนึ่งที่เขียนถอดสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้หลังจากไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ R2R เมื่อหลายปีก่อน
เมื่อ 05-07-54 ผมไปเข้าร่วมกิจกรรม “การจัดการความรู้กับการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย R2R- Routine to Research” ที่วิทยาลัยแพทย์ มอบ. ถือเป็นหนึ่งวันที่ไม่สูญเปล่า เพราะได้รับฟังประสบการณ์ของ ดร.นิภาพร ลครวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้าน R2R เลยมีเรื่องมาเขียน ดังนี้ 1.การจุดประเด็นความคิด ว่า เดี๋ยวนี้การเรียนรู้ การสอนนักศึกษา การสอนคน เราสอนกันแบบ บอกความรู้ คือใครไปเรียนอะไรมา ก็จำมาบอกคนอื่นต่อ ใครจำจากพระอาจารย์ได้มาก ก็มาสอนได้มาก ถือว่าสอนเก่ง ลูกศิษย์ต้องเรียนจากอาจารย์ อาจารย์ (บางคน..ไม่ใช่ทุกคน)เก่งแล้ว ทำใมต้องไปเรียนรู้จากลูกศิษย์ เราไม่สอนให้คนเกิดความคิด หรือการค้นพบความรู้ด้วนตนเอง ซึ่ง จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าสอนไว้ตั้งแต่ 2500 ปี ว่า ความรู้เกิดจากการตั้งข้อสงสัย คิด ใคร่ครวญ หาคำตอบ การค้นพบคำตอบทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งนี้เกิด เพราะสิ่งนี้ (หลัก เหตุ-ปัจจัย) ถ้าเราเข้าใจอย่างนั้นแปลว่าเราเกิดความรู้ และถ้ารู้ว่าสิ่งต่างๆมันเชื่อมโยงไปถึงกันอย่างไร อย่างนี้เรียกว่า “มีปัญญา” การมีความรู้และมีปัญญา ไม่ต้องจำ ไม่ต้องท่อง คือมันเข้าใจอยู่แล้ว ถามเมื่อไหร่ก็ตอบได้เมื่อนั้น แถมเราจะสามารถอธิบายเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายได้ แต่ถ้าไปท่องมาตอบแบบไม่เข้าใจแล้ว เวลาอธิบายให้คนอื่นฟัง อย่าหวังว่าจะง่าย แถมทำให้เข้าใจยากขึ้นไปอีก เหมือนเราเข้าใจว่า ทำไมคนต้องกินข้าว ต้องดื่มน้ำ นั่นเอง ดังนั้น การสอนคนจึงต้องสอนให้คิด ถ้าคิดได้ตามหลักเหตุผล ก็หาความรู้ได้ และการหาความรู้จะเป็นเรื่องสนุก น่าติดตาม ลองสำรวจตัวเอง ซิ ว่าเราเป็นแบบนี้ไหม ? R2R จึงเป็นการเรียนรู้จากงานประจำ ย้ำ ว่างานประจำของตัวเอง อย่าเที่ยวไปสาระแน รู้เรื่องคนอื่นเขา เหมือน ที่มีคนเคยถูกเหน็บว่า “ รู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องของตัวเอง เก่งทุกงานยกเว้นงานในหน้าที่ และอยู่ทุกที่ ยกเว้นที่ทำงานของตัวเอง” ดังนั้น คนที่ สามารถ ทำ R2R ได้ ก็คือทุกคนที่มีงานประจำ ถ้าทำตามนี้ สำรวจงานตัวเอง ว่า มีจดไหน เรื่องไหนที่มันกระตุก ต่อม “เอ๊ะ” เราบ้าง เช่น เอ๊ะ..ทำไม ส่งหนังสือไปภาคเครื่องกล มันดันไปโผล่ที่ภาคไฟฟ้า บ่อยๆ เอ๊ะ..ทำไม 3วันแล้ว เรื่องที่ปั้ม “ด่วนที่สุด ยังไปไม่ถึงปลายทางซะที เอ๊ะ..วันหนึ่งเราต้องเดินไปส่งงานตึกโน้น ตึกนี้รวมแล้วก่กิโลเมตรนะ ถ้าจะไม่ต้องเหนื่อยขนาดนั้นจะทำยังไง เอ๊ะ..ทำไม…….. ถ้าเรา เอ๊ะ..ทำไม……..ได้ เราก็ทำ R2R ได้ เชื่อว่าทุกคนย่อมอยากทำงานในหน้าที่ให้สำเร็จ มีผลงานดีขึ้น และถ้าทำได้ เราต้องรู้สึกอยู่ 2 อย่าง คือ 1) ภูมิใจ 2) ปลื้มใจ ใครไม่รู้สึก 2 อย่างนี้แปลว่าที่ทำๆมาน่ะ ทำแบบขอไปที่ ไม่ได้สนใจว่าทำไปเพื่ออะไร… (และขอแนะนำให้รีบลาออกไปโดยด่วน อยู่ไปก็เป็นตัวถ่วงความเจริญ) ต่อจาก ข้อ 1)+2) เชื่อว่า คนๆนั้น ต้องมี “เรื่องเล่าที่เราภูมิใจ”เป็นของตัวเอง แน่นอน เพราะใครๆก็อยากเล่าเรื่องความสำเร็จของตนเองให้คนอื่นฟัง ( การทำ KM ด้วยวิธีนี้ จึงได้ผลดี) กระบวนท่า R2R 1.หาปัญหา (ทุกข์:ค้นหาความทุกข์) 2.หาสาเหตุของปัญหา (สมุทัย:ค้นหาเหตุแห่งความทุกข์) 3.การแก้ปัญหามองหากระบวนการแก้ปัญหา (นิโรธ:การดับความทุกข์) 4.แนวทางดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหา คือ ลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์+เก็บข้อมูล+รายงาน+บันทึกบทเรียน(มรรค:หนทางเพื่อการดับทุกข์) 2.ทำไม สายสนับสนุนจึงไม่ต้องกังวลสำหรับ R2R แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย R2R- Routine to Research
ไม่ได้เขียนถึง R2R แล้วครับ...อ่านแล้วปลุกพลังให้กลับมาเขียน R2R...ตามที่ตั้งใจมาเขียนที่นี้ตั้งแต่แรกครับ
(ตามเจออีกหนึ่งบันทึก)...
บันทึกนี้เป็นบันทึกที่ทำให้ข้าพเจ้าได้อ่าน...โดยที่ไม่ต้องรอวันที่ตายไปแล้ว
คนเรานั้นมักเอ่ยถึงกันในยามที่เราหมดลมหายใจไปแล้ว แต่ตอนที่ยังดำรงอยู่เรานั้นต่าง "มุทิตาจิต" กันน้อยมาก ใจนั้นอาจชื่นชมแต่น้อยนักที่จะแสดงออกมาให้บุคคลนั้นรู้
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/450446