วันอาทิตย์ ที่ 12 สิงหาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะ
ก่อนที่จะเอ่ยเล่าทบทวนเรื่องราววันที่ 12 กว่าจะได้เขียนก็ วันที่ 13 แล้ว แม้ข้างในจะรู้สึกผิด แต่พอยอมรับความเศร้าหมองภายในก็ดับเจ้าค่ะ เริ่มยอมรับกับตนเองมากขึ้น ณ วันนั้นมีอะไรเกิดขึ้นและได้เรียนรู้อะไรกับตนเองบ้าง ด้วยเมื่อคืนตั้งใจปฏิบัติบูชาตั้งแต่พาแม่เข้าวัด ซึ่งแม่ก็ตั้งใจภาวนาเช่นกัน ลุกไปทำวัตรเช้าร่วมประมาณตีสี่ เจตนาร่วมเรียนรู้และภาวนา ทำวัตรเสร็จแม่อยากทำกับข้าว พอเข้าครัวเช้านี้คนเยอะของเยอะวางไม่ค่อยเรียบร้อยนักแม่ตัดสินใจร่วมจัดผลไม้ หนูเดินไปเอาไก่ย่างมาอุ่น พิจารณาต้มข้าวให้แม่แม้จะยืนยันว่า “มีโจ๊คคัพที่เตรียมมาก็ตาม” พอต้มให้แม่จึงทำมากขึ้นเพื่อยกถวายพระด้วยเจ้าค่ะ กว่าจะทำเสร็จก็สาย หนูชวนแม่วางมือเพื่อมาใส่บาตร เพราะได้ยินเสียงระฆังตอนแรก เดินไปว่าจะไปใส่เลย แม่อยากจะขอเปลี่ยนชุด เราจึงเดินเข้าไปในสำนักแม่ชี เจอรถหลวงปู่กับท่านเจ้าคุณวิ่งมา พ่อน้อยเมตตาชะลอให้ได้กราบแล้วพ่อน้อยก็บอกว่า “นี่ก็ลูกสาวหลวงปู่” ใจหนูระลึกถึงความเมตตาของหลวงปู่และพ่อน้อย ระลึกถึงครั้งหนึ่งได้เคยทำให้จิตท่านเกิดอกุศลกับพระอริยะ ระลึกขอขมาท่านแล้วก็น้อมลงเจ้าค่ะครู พึงระวังกับตนเองในการทำสิ่งต่าง ๆให้มีสติรับรู้ได้ถึงความเมตตาของครูบาอาจารย์และพ่อน้อย พอถึงทางแยกเห็นรอยรถกอล์ฟที่เลี้ยวไปทางสำนักชี ใจระลึกว่า “รึหลวงปู่จะเข้ามาเมตตาครู” ซึ่งพอทราบทีหลังจาก SMS ของครูใจรู้สึกอนุโมทนาบุญด้วยมาก ๆ เลยเจ้าค่ะ
ออกมาใส่บาตรแล้วก็ออกไปรับกับข้าวมาให้ครู ไม่รู้เลยว่าตนเอง “ลืมยำ” พอครูเอ่ยก็ทราบว่า “หนูพลาด”
ใจหนูไม่ชอบพิธี รู้สึกอึดอัดที่ต้องไปร่วมอยู่ตรงนั้นเจ้าค่ะแต่ก็อดทนเอา เพื่อแม่ ท่านและน้าราญจะชอบและมีใจน้อม ณ ห้วงเวลานี้ตั้งใจปฏิบัติต่อท่านให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ ขยับหาที่นั่งไปๆมาๆกลายเป็นว่า หนูได้มานั่งรับข้าวต่อจากแม่ชี ใจรู้สึกแน่นและอึดอัด พิจารณาแบบมีเสียงว่า “ไม่ควรมานั่ง มันทำให้เสียเวลา เราไม่ต้องมารับแบบนี้ก็ได้ กิเลสมันอยากจะเสนอหน้าแน่ๆเลย ครูก็ไม่เคยพาทำ ได้แต่อดทนกับเสียงที่บีบคั้นใจตนเอง” จึงน้อมลงตั้งใจจัดกับข้าวถวายครูและแม่ แล้วแม่กุลก็มานั่งข้าง ๆจัดกับข้าวให้พ่อดม พอมีแม่กุลนั่งข้าง ๆใจที่บีบคั้นก็รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเจ้าค่ะครู กับข้าวทยอยมาส่วนหนึ่ง จึงขอโอกาสลุก แล้วก็พาแม่เข้ามาไปรับข้าวกล่องแล้วเข้ามาในกุฏิ ครูเมตตามาร่วมทานด้วย การที่หนูลืมซื้อยำ ทำให้มีเสียงกับตนเองว่า “ไอ้ติ๋วเอาอีกแล้ว” เผลอสตินิดเดียวพลาดเลย ทานเสร็จครูมอบหมายงานให้ทำ
ทำความสะอาดเตรียมพื้นที่ภาวนา แม่มาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งครูและน้องภัสร่วมแรงแข็งขันพัฒนา ในขณะที่ผู้อื่นแห่ไปทำกิจอีกแบบ แต่ในกลุ่มเล็กๆนี้ไม่มีความหวั่นไหว อ้อแต่วันนี้มีเรื่องประหลาดอยู่ดี ๆ มีคนหนึ่งเดินไปบนทางจงกรมของครูเอาไม้กวาดๆๆๆและกวาดซึ่ง ก็สะอาดอยู่แล้ว แล้วเขาก็เดินๆ เดินจงกรมบางคราก็เดินออกมาจากทางจงกลมมาคุยกับหนูและน้องภัสบ้าง ใจหนูประมวลผล
สัมผัสแรกที่เห็น ความขุ่นวูบดันขึ้นมารู้สึกว่า “ไม่สมควร เขาอาจจะติดกรรมไหม” ทำให้นึกย้อนถึงครั้งหนึ่งที่พี่เขาเข้ามาภาวนา หนูจุดเทียนภาวนาเดินจงกรมอยู่ แล้วก็ไปเข้าห้องน้ำออกมาเจอพี่เขาเดินอยู่บนทางจงกรม หนูจึงเลี่ยงไป ครั้งนี้เหมือนเจอภาพซ้ำ อาจจะเป็นความเคยชินของพี่เขาแต่หนูก็รู้สึกว่า “ไม่ควร” หนูกับน้องภัสทำหน้าเหรอหรา ตกใจ ประหนึ่งเราทั้งคู่ปรึกษาแบบแค่มองตากัน “ทำไงดี” หนูระลึกว่า “อย่างไรครูก็เมตตาเขาแน่ๆ”
นึกถึงบันทึกล่าสุดที่ครูเขียน “อย่าไปขัดขวางทางภาวนา” ซึ่งหนูก็พิจารณา ครูเดินมาหน้าตาหนูกับน้องก็ยังเหรอหราแต่ก็ทราบว่าครูได้รับทราบแล้วและครูก็เดินขึ้นกุฏิ สักพักหนูทำงานไปเรื่อย ๆ พิจารณาดูใจตนเอง ว่า ไม่ได้ขุ่นมัว สบาย ๆ เดินไปหยิบกรรไกร แล้วพี่เขาเดินมาสุดทางจงกรมแล้วหนูยิ้มให้ ท่านก็ยิ้มตอบ หนูจึงเอ่ยขอโอกาสแล้วบอกว่า
“ไม่แน่ใจว่าหนูสมควรจะบอกพี่ไหม แต่ก็ขอโอกาสบอกว่า ปกติเราไม่เดินบนทางจงกรมของท่านค่ะ”
พี่เขาทำหน้าเหรอหรา เหรอ ๆ ทางจงกรมแม่ชีนี่เหรอ หนูจึงยิ้มให้ท่าน แล้วท่านก็ลงมา
หนูสำรวจในใจ ไม่ขุ่น โล่งใจ และก็ทำความรู้สึกกับตนเอง ทำงานต่อไป สักพักน้องภัสเดินมาถามพี่ติ๋วพูดอะไรกับพี่เขา
พี่ก็สำรวจใจตนเองก่อน ตอนแรกมันขุ่นพี่เลยนิ่ง ๆ ดูใจตนเองก่อน แต่ลึกๆพี่ก็รู้สึกว่า “ไม่ควรถ้าไม่ได้รับอนุญาต”
พี่นึกถึงว่า
“ถ้าเป็นทางจงกรมหลวงปู่หล่ะ ถ้าเป็นทางจงกรมหลวงตา ทางจงกรมครูบาอารย์ ซึ่งเป็นที่ ๆที่ใช้ภาวนาข้ามภพข้ามชาติ ในฐานะลูกศิษย์เราควรทำอย่างไรปฏิบัติเช่นไร”
ซึ่งได้ข้อสรุปกับตนเองว่า
“ควรจะให้ข้อมูลเขาแล้วก็แล้วแต่เขา แต่ต้องบอกด้วยใจเย็น ๆ สบาย ๆ ไม่ขุ่นไม่เพ่งโทษ ซึ่งตะกี้ก็โอเค”
เหมือนถอดบทเรียนกับตนเองให้น้องฟัง แม่เข้าไปพักใจหนูระลึกถึงการไปเก็บดอกไม้มาร้อยเพื่อขอขมาพระอาจารย์ ใจระลึกว่าดีจังจะชวนแม่และน้องกราบขอขมาครูด้วย ในระกว่างที่ทุกคนพัก ก็ได้ออกไปเก็บดอกไม้เพื่อมาร้อย ถามว่ากายหนูล้าไหม ล้าอยู่นะคะครู แต่พอบริกรรมแล้วก็สติมาอาการล้าก็เบาลงทำสิ่งต่าง ๆได้
พอได้ดอกไม้ก็เข้ามาร่วมกันร้อยกับแม่ แม่กุล น้องภัส ตั้งใจให้ทุกท่านมีส่วนร่วมหนูเชื่อว่าครูเมตตาเช่นนี้ แม่กุลอาสามาช่วยและจะมานอนที่วัดด้วยทุกเสาร์ อาทิตย์ตลอดพรรษา แต่ยังมีข้อแม้ว่าถ้าไม่ติดขัดอะไร ซึ่งก็อนุโมทนากับความตั้งใจของท่านค่ะ การร้อยมาลัยใช้เวลานานอยู่รู้สึกกับตนเองว่า “ยังช้า ครูลงมาหลายครั้งยังไม่เสร็จ” การบริหารเวลาของหนูยังต้องปรับปรุง พอเสร็จครูให้ชวนแม่ๆและน้องไปกราบใจหนูแป้วลง เพราะมีความคาดหวังว่า “ครูจะไปด้วย” แต่ก็น้อมรับแล้วก็ไปกราบ พอได้กล่าวคำขอขมาและหมอบกราบ พระอาจารย์เอ่ยเป็นภาษาบาลีให้พร แล้วก็เอ่ยเป็นภาษาไทย ใจหนูเหมือนยกก้อนหนักๆ ออกจากอก ใจเบาหวิวอสาธุ กลับเข้าไปด้วยใจอิ่มเอม แล้วก็มีอาการปั่นป่วนขึ้นมาอีกว่า
“จะเอ่ยขอโอกาสขอขมาครูอย่างไร”
ซึ่ง พอเข้าไปเห็นรอยยิ้มครูและถามว่า “ดีไหม”
ตอบครูว่า “ดีมากเลยเจ้าค่ะ”
จึงกล้าเอ่ย ครูพากราบขอขมาแม่ก่อน
ตอนแรกครูให้พาหนูนำ แต่หนูพลาดคว้าจังหวะนั้นไม่เป็น แต่ก็เป็นโอกาสให้แม่และน้อง ได้ร่วมฟังธรรมจากครู
พอจะกราบขอขมาครู มีความรู้สึกเขินบ้างแต่ก็ตั้งใจเจ้าค่ะ เพราะรู้สึกว่าตนเองกราบขอขมาบ่อยมา แต่ก็ยังทำผิดอยู่ พอเรียบร้อยก็แยกกันไปทำข้อวัตรคือ กวาดตาด แล้วก็ไปส่งแม่กุล
พอเสร็จหนูรู้สึกล้า จึงมานั่งทานปานะ แว๊บขึ้นมายังเย็บผ้าถุงครูไม่เสร็จ จึงไปนั่งเย็บทั้งๆที่ยังไม่ได้อาบน้ำ รู้สึกไม่ใช่แต่ใจก็ไม่ปล่อย เย็บผ้าถุงครูเสร็จผ้าถุงที่ตนเองจะใส่ยังไม่ได้เย็บวิ่งฝีเข็มรอบเดียวแล้วก็รู้สึกขำกับตนเองเจ้าค่ะที่ ของครูต้องมาก่อน ของตนเองเอาไว้ทีหลัง
พอแม่น้องบิ๋มและน้องกอมาส่งครูให้พาไปกราบหลวงปู่
พอเข้าไปหลวงปู่ก็ยิ้มเบิกบาน แล้วก็ถามว่า “ไปเอามาจากไหน” จึงการบเรียนท่านว่า
“ลูกศิษย์แม่ครูเจ้าค่ะ จะขอมานอนกลับแม่ครูคืนนี้”
ท่านจึงถามว่าเป็นลูกหลานใคร ท่านรับทราบแล้วก็ออกมา
เย็น ๆ ได้โอกาสไปนวดในครูพร้อมๆกับน้อง ๆ เห็นใจตนเองที่ชื่นชมเด็ก ๆที่มีความตั้งใจ ทึ่งกับน้องบิ๋มที่ช่างสังเกตและนวดได้ดี ถามเพื่อเรียนรู้กับน้อง สิ่งที่ทั้งคู่สะท้อนออกมาคือ ใจใสใสของนักเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูต้องเพียรกับตนเองกระเทาะให้ใจใสพอที่จะน้อมรับธรรมะจากครู พออกไปทำวัตรวันนี้หนูง่วงมากล้าด้วยการได้นั่งเหมือนได้พักกับตนเอง แต่บางทีก็สับพะหงกหลับ แต่ใจก็ไม่ได้ขุ่น การสวดมนต์เสียงเพราะ แต่รู้สึกไม่ค่อยลงใจหนูเจ้าค่ะ พระท่านเทศน์สลับกับการสวด เสียงค่อนข้างก้องฟังไม่ชัด เห็นหลายคนหันหน้าเหยียดขาบ้างเพราะยาวนาน หนูจึงชวนแม่เข้าไปพักภาวนาข้างใน แล้วครูก็เมตตาให้หนูอยู่รอรับพี่อ้อ จึงมานั่งภาวนาอ่านหนังสืออยู่ข้างนอก เจอน้องคิวและน้องกิ่งวิ่งเล่นซนอยู่ จึงชวนว่า “เรามานั่งสมาธิด้วยกันไหม” ซึ่งทั้งคู่ก็ตกลง นั่งไปได้นานพอสมควรค่ะครู ก็ได้ยินเสียงจึงลืมตาขึ้นมา แล้วก็ปรึกษากันเบาๆว่า
“เป็นไงบ้างนั่งสมาธิแล้วสบายไหม”
น้องพยักหน้าจากเดิมที่วิ่งเล่นซนก็สงบลงทั้งคู่ค่ะครู จึงเล่าให้ฟังว่า “น้องบิ๋มแล้ว น้องเข้ามานอนกับแม่ครู ทั้งคู่พูดว่า “ว่าแล้ว”
คิวพูดต่ออีกว่า “ทำไมไม่โกนหัวบวชเลย ปิดเทอมนี้ก็บวชซิ”
หนูยิ้มนิ่งฟัง แล้วคิวก็พูดต่อว่า “ปิดเทอมนี้จะบวช”
แล้วกิ่งก็เสริมว่า “ถ้าบิ๋มบวชกิ่งก็บวช”
หนูจึงเอ่ยว่างั้นว่าง ๆก็มาลองนอนดูก่อนดีไหม แล้วสักพักญาติของเด็กก็มาเรียกกลับบ้านเจ้าคะ หนูน้องภัสแม่กุล ย้ายมานั่งรอพี่อ้อ อยู่ที่ศาลา 4น้องภัสแยกไปเดินภาวนาแม่กุลดูท่าทางง่วงหนูจึงอ่านหนังสือ “อินเดียจาริกด้านใน” ให้ท่านร่วมฟังไปด้วยแบบเบาๆ สักพักพี่อ้อเข้ามาจึงได้ร่วมเข้าไปในกุฏิ ครูออกมารับ แม่กุลเข้ามาด้วยซึ่งครูก็อนุโมทนาสาธุ
แต่ละคนเข้าทางภาวนา หนูแว๊บขึ้นมาว่า “ตายแล้ว ลืมกางเต้นท์ มัวแต่ทำสิ่งอื่น”
พอจะกางครูก็เมตตาบอกว่า “ติ๋วนอนกรดก่อนก็ได้ รู้สึกผิดค่ะ ที่จิตมันยังดื้อ แต่ก็ยอมรับโดยดุษสดี”
เดินจงกรมได้นิดหน่อยว่าจะเข้ากรดมาเขียนบันทึก ก็หลับไปแบบสลบไม่เป็นท่า เป็นการนอนที่ไม่ได้เตรียมการ ช่วงนี้ยังแก้ไขเรื่องนี้ไม่สำเร็จเจ้าค่ะ ศีลข้อ 4 ขาดทะลุ รักษาสัจจะเอรื่งการเขียนบันทึกไม่ได้แต่ก็พยายามแก้ไขเจ้าค่ะ