Hyperspetral Remote Sensing เป็นรูปแบบของการสำรวจข้อมูลจากระยะไกลโดยใช้เครื่องกวาดภาพช่วงคลื่นละเอียดสูง (hyperspectral sensor หรือ imaging spectrometer) โดยเครื่องจะแบ่งการตรวจวัดออกเป็นช่วงคลื่นหรือแบนด์เล็กๆ จำนวนมากในช่วงคลื่น visible ถึง infrared ซึ่งจะตรวจวัดพร้อมๆ กัน โดยจำนวนแบนด์ที่พบจะอยู่ตั้งแต่ระดับประมาณ 100-200 แบนด์ขึ้นไป เช่น เครื่อง AVIRIS ติดตั้งบนเครื่องบินสำรวจขององค์การนาซา มีทั้งหมด 224 แบนด์ ตรวจวัดในช่วงคลื่น 0.40-2.45 ไมโครเมตร
Hyperspetral Remote Sensing เป็นรูปแบบของการสำรวจข้อมูลจากระยะไกลโดยใช้เครื่องกวาดภาพช่วงคลื่นละเอียดสูง (hyperspectral sensor หรือ imaging spectrometer) โดยเครื่องจะแบ่งการตรวจวัดออกเป็นช่วงคลื่นหรือแบนด์เล็กๆ จำนวนมากในช่วงคลื่น visible ถึง infrared ซึ่งจะตรวจวัดพร้อมๆ กัน โดยจำนวนแบนด์ที่พบจะอยู่ตั้งแต่ระดับประมาณ 100-200 แบนด์ขึ้นไป เช่น เครื่อง AVIRIS ติดตั้งบนเครื่องบินสำรวจขององค์การนาซา มีทั้งหมด 224 แบนด์ ตรวจวัดในช่วงคลื่น 0.40-2.45 ไมโครเมตร เป็นต้น
ความแตกต่างระหว่าง multispectral กับ hyperspectral ที่เห็นได้อย่างเด่นชัด ได้แก่ การตรวจวัดแบบ multispectral โดยส่วนใหญ่จะทำการตรวจวัดในช่วงคลื่น visible ถึง middle infrared ในช่วงความยาวคลื่นกว้าง (70-400 nm) จำนวน 5-10 แบนด์ และมีเพียงไม่กี่ระบบที่สามารถตรวจวัดได้ถึงช่วง thermal infrared แต่การตรวจวัดระบบนี้จะให้ความละเอียดเชิงพื้นที่สูงกว่า ทำให้โดยส่วนใหญ่การสำรวจระยะไกลแบบ multispectral จะใช้ในการศึกษาพืชพรรณ หินและดิน น้ำ เมือง พื้นที่เกษตรกรรม และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ส่วนการตรวจวัดแบบ hyperspectral จะมีลักษณะเด่นที่ต่างออกไปคือจะแบ่งช่วงคลื่นออกเป็นช่วงแคบๆ (5-10 nm) ในช่วงคลื่น visible, near infrared, middle infrared และ thermal infrared ทำให้มีจำนวนแบนด์มากดังที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น ซึ่งจะมีประโยชน์คือทำให้การสำรวจช่วงคลื่นมีลักษณะต่อเนื่อง อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการสำรวจในย่านคลื่นที่สูงขึ้น หรือการสำรวจที่ต้องใช้การจำแนกในช่วงคลื่นที่ละเอียด เช่น การศึกษาอุณหภูมิพื้นผิว หรือ การศึกษาชนิดและลักษณะแร่ ข้อมูล hyperspectral โดยทั่วไปจะแสดงการจัดเก็บในรูปแบบของ data cube ซึ่งเป็นข้อมูล 3 มิติแบบลูกบาศก์ (data cube) โดยที่ในแนวระนาบแกน X-Y จะแสดงข้อมูลภาพ (spatial information) ส่วนแกน Z จะแสดงข้อมูลเชิงคลื่น (spectral information )
การใช้ประโยชน์อย่างง่ายที่สุดของภาพ hyperspectral คือการนำคุณสมบัติการสะท้อนแสงของวัตถุ (spectral reflectance) มา plot เป็นโค้งหรือ profile curve แล้วเปรียบเทียบค่าสะท้อนแสงวัตถุมาตรฐาน ซึ่งมีหลายสถาบันอาทิ เช่น Aster spectral library หรือ USGS spectral library ได้จัดทำขึ้น ถ้ารูปโค้งไหนคล้ายกับรูปโค้งมาตรฐาน ให้ตีความได้ว่าวัตถุนั้นเป็นวัตถุตามที่รูปโค้งมาตรฐานบอก