เมื่อวันเสาร์ไป รพ.มหาราช เพื่อรับพี่สาวกลับบ้าน จากการผ่าตัด นิ่วในถุงน้ำดี หมวยน้อยไจ่ไจ๋งอแงอยากกินขนมจึงพาไปซื้อที่เซเว่น รพ.มหาราช นม.  เดินไปมาไปจ๊ะเอ๋กับหนังสือเล่มหนึ่ง "เส้นผมบังความสุข" ของพระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล  ก็เกิดความสนในสะดุดตั้งแต่ชื่อหนังสือ  ก็เลยควักตังค์ในกระเป๋าซื้อมาอ่าน

        อ่านไปมา เออ! เกิดมาเป็นคนไม่ทุกข์ก็สุขสลับกันไปอยู่ที่กระบวนการคิดต่างหาก เหตุการณ์ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตนั้น ถ้าเรามองอย่าง Positive  ก็สุข  ถ้ามองอย่าง Negative ก็ทุกข์  

    พระอาจารย์ท่านเขียนไว้ว่า " ความสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกายและใจ ให้ดำรงอยู่ได้ด้วยดี อย่างน้อยก็ขอให้มีปกติสุข คือไม่มีโรคภัยหรือทุกขเวทนาบีบคั้น"

    พอมาถึงตรงนี้ ชลัญธร เริ่มพิจารณาตัวเองซะแล้ว  ชลัญธรเป็นพาร์กินสัน มีโรคภัยหรือทุกขเวทนาบีบคั้น แต่ก็ยังมีความสุข  แสดงว่า ชลัญ ผิดปกติสุข  อ้าวไปกันใหญ่

   อ่านต่อ "ความสุขของคนส่วนใหญ่ อยู่ที่การได้ตอบสนองกิเกส 3 ตัวคือ

    ตัณหา  คือความอยากได้อยากมี

    มานะ คือ ความถือตัวตนและอยากใหญ่

    ทิฐิ  คือ ความยึดมั่น ในความคิดของตัวกููว่า ถูก  ดี  ประเสริฐ 

    ถ้ากิเลส ทั้ง 3 ตัวไม่ถูกการตอบสนอง ก็ทำให้เกิดทุกข์

    อ๋อ!......เข้าใจล่ะ  เพราะกิเลส 3 ตัวนี่ชลัญน้อยก็ เลย  สุขได้ทั้งที่ มีโรคภัยเบียนเบียน

    ตัณหา  ชลัญมีน้อย ไม่ถึงกับอยากได้อยากมี เพราะรู้สึกว่าชีวิตตัวเอง  มาถึง goal ที่ตั้งไว้  อาจจะมากกว่า goal  ด้วยซ้ำ  เช่น  ความร่ำรวย ไม่อยากเพราะทุกวันนี้ มีเงินพอใช้จ่าย  มีบ้านอยู่ ที่อาชีพ  มีที่ทำกิน  ไม่มีหน้สิิิน  ตำแหน่งก็มีพอที่จะอยู่ในสังคม  เรียนโท เอก คงไม่จำเป็น  จบมาพาร์กินสันอย่างชลัญธร  คงใช้ประโยชน์ได้น้อย  อยากมีความรู้ ก็อ่านในอินเตอร์เนต ตอนนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่า  ดร.บางคนอีก ( หลงตัวเอง ว่าไปนั่น)ที่ว่าเก่งกว่านี่ไม่ใช่วิชาการ  ดร.บางคนวิชาการเก่ง  แต่การดำรงชีวิตไม่เก่ง แต่ชลัญวิชาการเด่นในส่วนที่ชลัญทำงานดำรงชีวิตเป็นมีความเป็นอยู่ที่พอเหมาะตามอัตภาพที่อยู่  เป็นต้น  

    มานะ คือ ความถือตัวตนอยากใหญ่  ทุกวันนี้ชลัญไม่ถือ  ไม่อยากใหญ่  โอ๊ยหนักตาย  นน.ร่วม 70 ถือไว้คงหนักแย่  ใหญ่กว่านี้คงไม่ไหวมั๊ง  น่าจะใหญ่พอแล้วแหล่ะ  อ๊ะ.... นอกเรื่องให้ตัวเองมีความสุข  คือชลัญจะมานะในสิ่งที่ทำให้ชลัญมีความสุข เช่นการได้  ใช้ความเจ็บป่วยของตนเอง บำบัดคนที่ เจ็บป่วยอยู่  หรือพยายามหาทางช่วย คนที่ยังทุกข์  เช่นเรื่องแผลกดทับนี่ชลัญ ลุยเต็มร้อย  ทั้งที่ หน้าที่ๆ ทำไม่เกี่ยวข้องกับแผลกดทับสักนิด  แต่เห็นแล้วอดไม่ได้ว่าต้องทำ

    ทิฐิ  นั้นชลัญ จะน้อย  เพราะจะให้เกียรติในคนอื่น ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งกว่าใคร หรือดี ประเสริฐกว่าใคร  อย่างน้อยๆ  ชลัญก็แย่กว่าใครหลายคน คือ เป็นพาร์กินสัน ทั้งที่คนอื่นไม่เป็น  แล้วทุกข์กันทำไม  ?

       ทั้งหมดทั้งมวลนี้  ไม่ใช่ชลัญไม่มีความทุกข์เลย  แต่ ความทุกข์ของชลัญ มันเป็นเพียงความทุกข์ กาย หากเรากำหนดรู้ ได้ว่าทุกข์เรานั้นเกิดจากอะไร เราก็จะไม่เกิดทุกข์ใจ แต่หากเรา มีทั้งทุกข์กายด้วยโรคประจำตัว  แต่ต้องมาทุกข์ใจเพราะห่วง โน่น  นี่  นั่น  รับรองต่อให้รวยเป็นมหาเศรษฐี ก็ไม่สุข  มีตำแหน่งใหญ่โต  สามารถสั่งคนได้แทบทุกคนรับรองไม่สุข  แท้   เพราะความสุขมันไม่ได้เข้าไปยู่ในกระบวนการคิดแต่แรก 

     ถ้าความสุขกับความทุกข์ยังแยกกันอยู่  ตัวใครตัวมัน  เวลานึกถึงสุข  เจ้าความสุขถึงจะวิ่งออกมาเด่น  แต่เพียงชั่วครู่  พอมีเหตูการณ์มากระทบ  เจ้าความสุขกลับหายไปเร็วจังเลย  ทุกข์เข้ามาแทน  กว่าจะไล่มันหนีได้  ก็อาการสาหัส เพราะทุกข์

     แต่เมื่อไร สุขกับทุกข์ ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน  เราก็จะยังสุขตลอดแม้มีทุกข์ เพราะแยกกันไม่ออก  มันอยู่ด้วยกันได้อย่างพอดี พอเหมาะ  แล้วเราจะรู้ว่า  ความสุขนั้นหาไม่ยากเลย  เพราะมันอยู่ ในทุกๆที่  เพียงแต่มองให้เห็น คิดให้เป็น  แล้วเราก็จะสุข แบบปกติสุขได้  แม้อยู่ในภาวะไม่ปกติ

ชลัญธร  ตรียมณีรัตน์  

                    

 กระบวนการคิด เป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างสุข หรือทุกข์  อย่าพยายามคิดแบบแยกส่วน  พยายามคิด ให้ผสมผสานจะเกิดความพอดีในการอยู่อย่างสุข ที่ไม่มากเกินจนเมื่อเกิดทุกข์ แล้ว ต้องคร่ำครวญ หรือทุกข์ที่ไม่ทรมานเกิน จนมองไม่เห็นความสุขเลย