ขอให้ทำความเข้าใจ อย่าเสียขวัญ อย่ากังวล ทำให้ดีที่สุด ถือว่าเป็นงานบุญ เรายังมีทางรอด
ปาฐกถาในการเปิดประชุมวิชาการประจำปี 2549ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยขอนแก่นศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา16 สิงหาคม 2549โรงแรมเจริญธานี ปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น
 

          หัวข้อที่ให้มาเรื่องบริบาลที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ แม้ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญ  แต่รู้สึกว่ายิ่งพูดจะยิ่งเป็นเทศนา จึงขอปรับเรื่อง

          อยากจะท้าวความไปถึงสภาพของพวกเราที่กำลังประสบอยู่ กำลังสับสน กำลังว้าวุ่น ว่าระบบบริการทางการแพทย์ของเราเป็นของที่เราน่าจะดีใจ หรือกำลังเป็นปัญหาอย่างรุนแรง  ณ จุดนี้เป็นฝันดีหรือฝันร้ายกันแน่ หลายคนรู้สึกว่าไม่น่าจะอยู่ในอาชีพนี้ หลายคนบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่อยากจะเข้ามา

          สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาทำให้ดีคือการที่เราจะต้องเข้าใจ และดูให้ลึกซึ้ง  สภาพเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นเราจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด

 

พายุของบริการสุขภาพ  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          อยากจะเปรียบเทียบว่าเป็นพายุ ประเทศไทยมีพายุที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้พัดเข้ามาเป็นประจำ  บางส่วนเข้ามาอย่างแรงเป็นไต้ฝุ่น เกิดวาตภัย บ้านเรือนสิ่งก่อสร้างพังทลาย ผู้คนเจ็บตาย ฝนตกหนัก ดินถล่ม  นั่นเป็นด้านหนึ่งของปัญหาของพายุ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          แต่นึกดูให้ดีจะพบว่าถ้าพายุไม่เข้า ก็ไม่มีฝน  ถ้าพายุไม่รุนแรงเป็น depression มันก็นำฝนเข้ามา   ถ้าปีไหนเว้นช่วงไม่เข้าก็กลายเป็นแล้ง มีความสูญเสียทางด้านเกษตรกรรม  ของทุกอย่างมีทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และเด้านที่เป็นโทษ  ต้องพิจารณาให้ดีว่าที่เป็นประโยชน์เป็นโทษเป็นอย่างไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ถ้าเรามองดูบริการสุขภาพ มีพายุเข้ามาหลายลูก  แต่ละลูกมีทั้งความรุนแรงและประโยชน์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พายุลูกที่หนึ่งคือ สุขภาพเป็นสิทธิ อันนี้เป็นกระแสประชาธิปไตย เมื่อก่อนนี้บริการสุขภาพเป็นสิ่งที่เราหยิบยื่นให้  ขณะนี้เปลี่ยนเป็นสิทธิในการเข้าถึงบริการ การรับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพดี  สภาพที่เปลี่ยนมันหมายความว่าอย่างไร มันทำให้เกิดปัญหาอย่างไร เกิดข้อดีอย่างไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ก็ชัดว่ามีส่วนที่ดีและปัญหา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          อันที่สอง เรื่องของ ความก้าวหน้าทางวิทยาการ  วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปเป็นอันมาก ทำให้เกิดเทคโนโลยีต่างๆ ก้าวหน้าไปเร็วมากมาย  ทำประโยชน์ให้มาก เมื่อก่อนนี้เราไม่มีวิธีที่จะป้องกันรักษา เดี๋ยวนี้รักษาสิ่งที่ไม่เคยรักษาได้  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          คู่กันนั้นเทคโนโลยีเหล่านี้มีราคาแพง เมื่อก่อนไม่มีใครเชื่อว่าจะมียาเม็ดหนึ่งราคาเป็นร้อยเป็นพัน  เดี๋ยวนี้เป็นหมื่นเป็นแสน  การตรวจรักษาบางอย่าง เช่น radiosurgery สามแสน  เมื่อแพงขึ้นก็ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากตามมา  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ที่แล้วมาเราได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและความเจริญก้าวหน้า จนทำให้เศรษฐกิจอาศัยฐานความรู้เป็นหลัก  รวมทั้งสังคมด้วย เป็นสังคมความรู้บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีผู้กล่าวว่าปัจจุบันไม่ใช่สังคมความรู้อย่างเก่าแล้ว  แต่จะเป็น mode ที่สอง  ในสังคมความรู้ยุคที่สองจะมี ความรู้ที่เป็นความรู้จากประสบการณ์ ฝังลึกอยู่ในคน เป็นองค์รวม ความรู้ทั้งสองส่วนเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของเรามาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของ การเปลี่ยนบริการสุขภาพเป็นสินค้า  ข้อดีของการแข่งขันคือทำให้คุณภาพดีขึ้น  แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นโทษ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เราแข่งขันกันโดยเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ชาร์ล ดาร์วิน พบว่าสัตว์อยู่รอดได้ด้วยการปรับตัวเอง  ผู้ที่เก่งที่สุดก็จะอยู่รอด ทำให้เกิดการปรับพันธุ์ของสัตว์  ถ้าเราดูส่วนที่ใกล้ตัวเรา การเกิด superstore ทั้งหลายก็เป็นความสามารถในการแข่งขัน  แต่ทำให้โชห่วยแข่งขันไม่ได้ และอาจจะสูญพันธุ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          จากการแข่งขันก็เกิดกระบวนการโลกาภิวัตน์  บริการสุขภาพก็กลายเป็นสินค้าข้ามชาติ จะมี รพ.จากต่างประเทศมาเปิดในเมืองไทย ได้กำไร  ชนิดที่กำไรมากจะเริ่มเห็นแล้ว  บริการสุขภาพประเภทฟุ่มเฟือยทั้งหลายจะมีมากขึ้น  เช่น บริการเสริมสวย  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ระบบสื่อสารสารสนเทศก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ปัญหาของเราคือ ความสามารถ ความพร้อมและพลังใจในการเผชิญกับปัญหาเหล่านี้</p> พายุลูกที่หนึ่ง กระแสประชาธิปไตย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ลองดูกระแสประชาธิปไตย สุขภาพดีเป็นสิทธิของประชาชน  น่าจะเป็นของดี เป็นเรื่องของความเสมอภาค ภราดรภาพ (ความเป็นพี่น้องกัน)  ศักด์ศรีความเป็นมนุษย์  ทั้งหมดนี้ควรจะเกิด เป็นสิ่งที่ถูกต้อง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ถ้าดูเรื่องการเข้าถึงเป็นสิทธิ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ที่แล้วมาคนที่อยู่ในชนบทเขาซื้อยากินเอง รักษาเองกับหมอบ้าน  มีสตางค์ก็ไม่กล้ามาหาเพราะมันแพง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          แต่เมื่อกระแสสิทธิเข้ามามากขึ้น กรณีที่เราไม่สามารถป้องกันได้ก็กลายเป็นความผิดพลาด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีแม่คนหนึ่งขึ้นไปเล่าว่าเขามีลูกคนเดียว อายุ 5 ขวบ ปัญญาอ่อน แม่ดูแลลูกปัญญาอ่อนมา 5 ปี มันทุกข์มาก  เขาไปศึกษาก็บอกว่าลูกเขาปัญญาอ่อนเพราะตอนเล็กๆ ตัวเหลืองมาก ต้องทำ exchange transfusion  เขาอ่านตำราว่าเมื่อไรต้องทำ  exchange transfusion ก็รู้สึกว่าลูกไม่ควรจะปัญญาอ่อนอย่างนี้ถ้าได้รับการ exchange transfusion เร็วกว่านี้  ผู้ที่ทำให้ลูกปัญญาอ่อนน่าจะได้รับการชดใช้อย่างสาสม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          พวกเราทั้งหลายรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นได้ เรื่องทำนองนี้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เรื่องที่ว่าคนที่พลาด แล้วกลายเป็นผิด ทำให้เกิดความขัดแย้ง  ถ้าคาดว่าจะได้อย่างนี้แล้วไม่ได้ จะกลายเป็นความผิด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ถ้าความผิดพลาดเกิดจากการละเลย อย่างนี้เป็นความผิดแน่นอน ต้องชดใช้  เรื่องการที่เราทำผิด แล้วคนไข้ได้รับทุกข์  เราต้องรับผิดเป็นของธรรมดา  ผ่าตัดแล้วลืมเครื่องมือไว้ในท้อง ต้องรับผิด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          แต่ถ้าผลที่ได้ไม่เป็นไปตามคาดแล้วกลายเป็นสิทธิ เรื่องนี้จะยุ่ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          อีกส่วนหนึ่งที่เข้ามาก็คือเมื่อค่าใช้จ่ายแพงขึ้นและต้องขยายเป็นสิทธิ พร้อมกับระบบบริการนั้นก็เกิดระบบ capitation จ่ายเงินเหมาแล้วบอกว่าต้องทำให้ดี  บางแห่งอาจจะไม่รุนแรง แต่หลายจุดเป็นปัญหา เพราะเปลี่ยนความรับผิดชอบจากผู้จ่ายมาเป็นผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบ  มีสิทธิประโยชน์ค้ำอยู่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ตัวอย่าง มีทันตแพทย์อยู่ 2-3 คน ทำงานทั้งวัน ทำไม่หมด เพราะสิทธิประโยชน์ทางทันต กรรมมีเยอะ  แถมบอกว่าฟันปลอมที่เป็นพลาสติกก็ให้ด้วย ก็ไม่มีเวลาทำ  กลายเป็นว่าผู้มีเสียงดัง ผู้มีอิทธิพลก็สามารถผลักดันให้ทำได้  คนจนก็เข้าไม่ถึง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ความสัมพันธ์เดิมสะเทือน จากที่คนมาหาเราด้วยความเคารพศรัทธา กตัญญูกตเวทิตา  มาผสมกับคนไม่เพียงพอ เงินไม่เพียงพอ กลไกที่มีอยู่ก็พัฒนาไม่ทัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ทั้งหมดเป็นพายุที่เข้ามากระทบ</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          กระแสประชาธิปไตยก็นำมาสู่ความขัดแย้งในสังคม  นักวิชาชีพก็เสียขวัญ บางส่วนก็ทำ defensive medicine ปกป้องตัวเอง ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองทั้งของเราเองและคนอื่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          หน้าที่ของผู้ให้บริการก็เลยเป็นการรักษาคุณภาพ  กระบวนการคุณภาพที่เราทำอยู่เป็นเครื่องมืออันหนึ่งในการแก้ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ที่เราเห็นอยู่นี้  เราเคารพสิทธิผู้ป่วย เน้นการสื่อสาร การให้ข้อมูล การบันทึกเวชระเบียน เพราะของเหล่านั้นจะช่วยให้ปัญหาคลี่คลาย ทำให้เราได้รับการปกป้อง  ต้องเขียนเวชระเบียนพอสมควร มิฉะนั้นเราจะต้องโทษ  ถ้าทำดีแล้วไม่มีหลักฐานยืนยันก็เกิดข้อสงสัย  ที่ร้ายกว่านั้นก็คือสังคมเริ่มลดความเชื่อลง  และเดี๋ยวนี้ศาลก็เริ่มไม่เชื่อถือ พวกเราถูกสั่งให้จ่ายชดเชยร้อยล้าน จะเอาที่ไหนมาชดเชยให้เขา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เมื่อกระแสอันนี้ทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดการร้องเรียน การฟ้องร้อง จะแก้อย่างไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ต้องทำความเข้าใจ ไกล่เกลี่ย หากลไกคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ให้บริการให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย</p> 
พายุลูกที่สอง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ปัญหาสุขภาพที่เราประสบกำลังเปลี่ยน ปัญหาเดิมก็ยังมีอยู่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          โรคอุบัติซ้ำ โรคดื้อยา วัณโรคกับมาเลเรียกลับมาแล้วและดื้อยา  ไข้ทรพิษถ้ามาอีกทีจะระบาดรุนแรง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          โรคอุบัติใหม่ ดูให้ดีจะเห็นว่าเกิดจากประชากรมากขึ้น ประชากรบุกเข้าไปในป่า ไปสัมพันธ์กับสัตว์ป่ามากขึ้น ได้รับเชื่อโรคมากจากสัตว์  AIDS, HIV, Nipha virus, วัวบ้า น่ากลัวกว่าไวรัสเพราะเป็นโปรตีนซึ่งความร้อนทำลายไม่ได้  ไม่รู้จะโผล่อะไรมาอีก  ของเหล่านี้จะปรากฏ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปัญหาสุขภาพจะเปลี่ยนไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          โรคเดิม เป็นโรคโดยธรรมชาติ มะเร็ง หลอดเลือด หัวใจวาย  ตอนนี้ป้องกันได้หมดเลย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โรคหลอดเลือดหัวใจสมองมาจากกรรมพันธุ์ ถ้าดูแลให้ดีจะป้องกันได้  บริการของเราก็ต้องครอบคลุมส่วนนี้ ทำให้การขยายตัวของบริการเพิ่มขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          มีความเข้าใจใหม่เกิดขึ้น วิทยากรก้าวหน้าจนชีวิตมีความหมายต่างไป  มีการศึกษาเรื่องยีนเรื่องชีวิต ทำให้ความเข้าใจเรื่องโรคและชีวิตต่างไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เรื่องสูงอายุ เมื่อก่อนเป็นธรรมชาติ ตอนนี้เป็นกระบวนการที่เราเข้าใจมากขึ้น  แม้แต่เรื่องปัญญา (intelligence) ของเราก็เปลี่ยนไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          โรคเดิมแต่มีวิธีการรักษาใหม่  พอพูดถึงเรื่องคุณภาพจะมีความก้าวหน้าต่างๆ เกิดขึ้น  imaging technology ความสามารถในการเห็นภาพสิ่งต่างๆ ตอนนี้ CT MRI เรารู้จักกันดี PET กำลังเข้ามา navigating technology เมื่อก่อนต้องคลำ  ตอนนี้มีการนำร่องทำให้การผ่าตัดง่ายขึ้นมาก ใช้แผลเล็กๆ  ใช้ multiple modality ในการรักษา  การเปลี่ยนอวัยวะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          อันที่โผล่มาและน่าจะต้องตกใจหรือต้องระลึกเต็มที่คือ personalized medicine &  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">regenerative medicine วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความก้าวหน้ามันมีความสามารถอย่างมาก </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ถ้าเราฟังเรื่องจรวดจะรู้สึกธรรมดา  มนุษย์อยู่ในโลกนี้มาหลายหมื่นปี  แต่เพิ่งเอาชนะแรงดึงดูดของโลก  ใช้พลังอย่างมากผลักดันเอาของออกไป  เปรียบเทียบได้กับเครื่องมือทางการแพทย์ทั้งหลายทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น  สิ่งที่เดิมทำไม่ได้เลย เราทำได้มากขึ้น  ตอนแรกส่งของไปเป็นกิโล  ตอนนี้เอาจรวดสามลูกมามัดรวมกันสามารถส่งของออกไปได้มากขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          พลังการจัดการ เข้ามาร่วมกับ เทคโนโลยี ร่วมกับ พลัง ICT ทำให้เกิดพลังอย่างมาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ปัญหาอยู่ที่ว่าสิ่งที่เป็นไปได้คืออะไร</p> 
Personalized Medicine <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          Personalized Medicine พวกเราจะต้องรู้และเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ เมื่อก่อนนี้คนเป็นโรคหนึ่งเราก็รักษาตามโรคนั้น  ตอนนี้เรารู้เนื้อของคนคนนั้น แทนที่จะรักษาโรคของคนทุกคนเหมือนกัน กลายเป็นการรักษาแต่ละคน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ตัวอย่าง Genentech พบว่ามะเร็งเต้านมมี surface marker protein ถ้ามัน over express จะเป็นมะเร็ง  ถ้าพบว่า HER-2 over express ก็เป็นเหตุของมะเร็งของคนคนนั้น  เขาเอา HER-2 มาทำ monoclonal  ได้ Herceptin เป็นยารักษามะเร็ง  ทำให้มะเร็งหดหายไปจนหายได้  แต่คนที่เป็นมะเร็งเต้านม 6% เท่านั้นที่ใช้ยาตัวนี้ได้ผล  ถ้าไม่มี HER-2 receptor ก็ใช้ยานี้ไม่ได้ผล  คนที่เป็นมะเร็งเต้านมต้องตรวจหา HER-2 recpetor ถ้า positive มากก็ใช้ยาได้ผล  dose ละแปดหมื่น  ถ้าคนคนหนึ่งเป็นมะเร็งเต้านมและการทดสอบให้ผลบวก ก็น่าจะใช้ยา  ถ้าไม่มียาก็ไม่ควรจะต้องใช้ เพราะไม่มีเงินจ่ายหรืออาจจะมีโทษจากยาตัวนี้ด้วยซ้ำ  การรักษาโรคกลายเป็นการรักษาคนจำนวนหนึ่งที่มีสภาพพิเศษ เป็นเรื่องที่ปรากฏขึ้นมาและจะเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย  เราจะตรวจคนคนหนึ่งเพทื่อหาโอกาสรักษาให้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ไม่ใช่เฉพาะมะเร็ง โรค stroke หัวใจ ก็จะโผล่เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เราทิ้งเทคโนโลยีไม่ได้ เพราะมันก้าวไปอย่างรวดเร็ว  เรื่องความก้าวหน้าทางวิชาการเราจำเป็นต้องก้าวไปจึงจะถือว่ามีคุณภาพ</p>
Regenerative Medicine           Regenerative Medicine สมัยก่อนถ้ามีอวัยวะที่สูญเสียไป ก็เสียไป  ไม่มีทางทำได้  ตอนนี้เกิดอีกสภาพหนึ่งคือการที่สร้างใหม่  โดยเรารู้ว่าสามารถควบคุม stem cell ได้  มันชักจะไม่ไกลเท่าไรแล้ว  ผมยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำอย่างไร ถ้าเราบอกว่าคนที่เกิดมาเป็นคนไทยควรจะได้สิทธิในการรักษาที่มีคุณภาพ และอันนี้เป็นส่วนของคุณภาพด้วย จะทำอย่างไร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          มี human substance ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย  เป็นยาใหม่ ยาเหล่านี้ราคาแพงมาก แต่ใช้ประโยชน์ได้  อย่าง interferon  มีปัญหาเถียงกันอย่างมากว่าควรอยู่ในบัญชียาหลักหรือไม่  มีหลักฐานว่าใช้ใน CML ได้ผลมาก  ใช้ป้องกันมะเร็งตับในคนที่เป็นตับแข็ง ถ้าใช้ในไวรัสไม่คุ้มเลย เพราะต้องใช้เงิน 5 แสนถึง 1 ล้านบาท  ในที่สุดเราบอกว่าอย่าเพิ่งเอาเข้ามาเลย ไม่คุ้มที่จะใช้  นี่คือปัญหาที่เราจะบอกว่าจะใช้เทคโนโลยีแค่ไหน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เมืองไทยนำ interferon เข้ามาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว 46 ล้านบาท  ที่ร้าย บางคนเบิกได้ด้วย ตรงนี้เป็นสภาพที่ต้องทบทวนว่า คุณภาพคืออย่างไร อะไรคือคุณภาพกันแน่  ตรงนี้ทำให้เราลำบากมากขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          In vitro organ building มีการประชุมของหมอฟัน เขา culture cell เอานั่งร้าน (scaffold) ใส่เข้าไปใน cell culture ปรากฏว่าสร้างฟันขึ้นมาได้  เอาเนื้อของคนนั้นมาเพาะแล้วสร้างฟันของคนนั้นขึ้นมาได้  มีการทดลองทำใบหูที่จุฬา  สภาพของ regenerative medicine มันเปลี่ยนโฉมไปหมด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          Embryonic stem cell จะมีปัญหาเยอะ  stem cell ที่เกิดจากทารก จะเอามาใช้ประโยชน์ได้แค่ไหน  ในสหรัฐ รัฐบาลไม่ยอมให้ทำ  ในยุโรปบางประเทศ เกาหลี ญี่ปุ่น ยอมให้ทำ  วันก่อนมีคนโทรมาถามว่าเมียเขากำลังจะคลอดลูก อยากจะเอา cord blood ของเด็กที่จะคลอดใหม่อยากจะเก็บไว้เพื่อรักษาลูกถ้าเป็นโรคอะไร  ขอบฟ้าเปิดขึ้นอยากมากมาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ยกอันนี้ขึ้นมาเพื่อให้เห็นว่าเราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ถ้าคนนี้อยู่ต่างจังหวัด ในชนบทแล้วควรจะได้เปลี่ยนอวัยวะ แล้วรอดชีวิต เขาควรจะได้รับการเปลี่ยนหรือไม่  ถ้ามันยังไม่เสมอกัน คนรวยเท่านั้นที่จะได้ มันก็ไม่เสมอภาค  น่าคิดว่าอะไรที่สามารถทำได้ อะไรที่คุ้มค่า  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ทำให้ปัญหาของเราสลับซับซ้อนขึ้น</p> เทคโนโลยีสารสนเทศ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ตอนนี้ทุกหมู่บ้านมีวิทยุ โทรทัศน์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          วันก่อนมีคนไข้มาหา ญาติพามา ญาติเขาซักถามมากเพราะรู้เรื่องอย่างดี จนคิดว่าเขาเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ถามว่าคุณจบรุ่นไหน  เขาบอกว่าจบเศรษฐศาสตร์  เมื่อหมอบอกว่าญาติเขาเป็นโรคอะไร  เขาก็เปิด internet อ่านและรู้มาก อาจจะรู้มากกว่าหมอ เพราะหมอไม่ได้เปิด internet อ่านทุกวัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          วิชาการทางการแพทย์ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิที่ผูกขาดอีกต่อไป  ความรู้กลายเป็นสมบัติสาธารณะ  เป็นสิทธิของเขา เป็นความรู้ที่เขามีได้  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          สภาพนี้เปลี่ยนโฉมบริการทางการแพทย์ไปมากมาย ที่ว่าเป็นอะไรให้ไปหาหมอ ตอนนี้เขาสามารถรู้ด้วยตัวเองได้  อันนี้คือคนที่เข้าถึง  แต่คนที่เข้าไม่ถึงก็มีอีกมาก  มันกำลังจะเปลี่ยนและเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิด  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ที่ร้ายคือความรู้ที่ผิด ความรู้ที่ถูกหลอก เพราะอยากจะขายอะไรบางอย่าง  ญาติและผู้ป่วยต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง นี่เป็นหน้าที่ของเราอีกอย่างหนึ่ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีหมอมาปรึกษาว่าคนไข้ 30 บาทอยากทำ CT ต้องทำให้เขาไหม  ปัญหานี้ต้องตอบด้วยหลักการทำนองเดียวกับสถานการณ์ที่ว่า คนคนหนึ่งที่มีสิทธิบัตรทองไปขอตรวจเอกซเรย์ปอดกับหมอที่ รพ.ชุมชน โดยที่ไม่มีอาการอะไร  หมอก็ไม่แน่ใจว่าควรจะตรวจให้หรือไม่  มันควรจะต้องดูแลเรื่องการป้องกันโรค  แล้วเขาอยากจะเอกซเรย์ปอด  รพ.ก็ได้รับเงินรายหัว  ฟิล์มเอกซเรย์ก็ 50 บาทเข้าไปแล้ว  ถ้าทุกคนมาขอเอกซเรย์ มันก็เจ๊งแน่นอน  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ที่จริงมีความรู้อยู่ว่าคนปกติเอกซเรย์ปอดไม่มีความหมาย  การวินิจฉัยวัณโรคใช้วิธีอื่นดีกว่า  มะเร็งตรวจพบโดยเอกซเรย์ก็สายไปแล้ว  WHO จึงไม่แนะนำให้เอกซเรย์ปอด  ปัญหาคือหมอที่ รพ.ชุมชนคนนั้นสามารถบอกคนไข้ได้ไหม  บอกแล้วคนไข้เชื่อไหม  เขาไม่เชื่อ ก็ต้องมีกลไกในการนำความรู้ที่เชื่อถือได้ไปไหม  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          อันหนึ่งที่อาจจะต้องเกิดขึ้นคือ practice guideline แต่ practice guideline ในเมืองไทยเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้  ยังไม่มีกระบวนการประเมิน practice guideline</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          บัญชียาหลักก็เป็นเครื่องมืออีกอันหนึ่งซึ่งมีการดูหลักฐานข้อมูลว่าเป็นยาที่ดีกว่าอันอื่น  ยาหลักไม่ใช่ยาราคาถูก  ในการทำบัญชียาหลักเราเอาข้อมูลต่างๆ มาพิจารณา อันแรกสุดดูว่ามีความจำเป็นต้องใช้หรือไม่ ค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ดูว่ามีประโยชน์แค่ไหน มีโทษแค่ไหน มีข้อมูลแค่ไหน  เอาข้อมูลนั้นมาพิจารณา  ถ้ามียาหลายตัวก็เปรียบเทียบ ราคา การมียาในเมืองไทย  บัญชียาหลักที่เกิดขึ้นเป็นบัญชีที่พยายามดู  เราทุกคนควรพยายามยืนว่าบัญชียาหลักเป็นบัญชียาที่ดีที่สุด บัญชียาหลักจะรับข้อมูลมาเพิ่มเติมทุกสามเดือนและสามารถปรับแก้ได้ </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ที่เล่ามาเพราะคิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีเครื่องมือเหล่านี้ สามสิบบาทเป็นทั้งปัญหาและโอกาส เป็นบทบาทของรัฐในการลงทุน มีเรื่องเนื้อหาสาระ ความรู้ที่ใช้ได้ง่าย  องค์กรวิชาชีพมีบทบาทในการสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างเนื้อหาสาระของความรู้ที่เข้าใจได้ง่าย ขณะนี้ความรู้กระจัดกระจาย ยังไม่รู้ว่าอันไหนจะใช้ประโยชน์ได้  เรามีราชวิทยาลัย สมาคม องค์กรเหล่านั้นมีหน้าที่ทำความรู้ให้มาใช้ประโยชน์</p> ระบบคุณภาพ           การพัฒนาคุณภาพภายในของ รพ.แต่ละแห่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่จะใช้เผชิญกับสภาพปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ โดยมีน้ำใจ มีความพยายามที่จะพิจารณา และคงต้องมีการพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาระบบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          การรับรองคุณภาพกลายเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่ง มีการแข่งขันกันรับรอง รวมถึงต่างประเทศด้วย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เรื่องของการจัดการความรู้ KM OD เทคโนโลยีคุณภาพ คุณภาพกลายเป็นเทคโนโลยี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ที่มาประชุมกันส่วนหนึ่งเป็นเทคโนโลยี อีกส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์  การพัฒนาและวิจัยเรื่องคุณภาพก็ต้องเกิดขึ้น  มาถึงจุดที่ต้องเน้นเรื่องนวตกรรม การวัด การตามรอย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีคุณภาพ กฎเกณฑ์ เครื่องมือ (เช่น ยาหลัก เวชระเบียน CPG) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          และต้องมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งยังเป็นปัญหาคือกลไกการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้ง  การศึกษาฝึกอบรมที่จะช่วยป้องกันปัญหา การสร้างความเข้าใจแก่สังคมว่าอะไรเป็นสิทธิ  การไกล่เกลี่ยโดยคนกลาง  ความขัดแย้งทั้งหลายมีอยู่จำนวนมากที่เกิดจากความไม่เข้าใจ  ถ้าฝ่าย รพ.อธิบายเอง ก็ไม่เชื่อ ต้องมีคนกลาง ระบบคนกลางของเรายังไม่เกิด  การสร้างความเข้าใจกับศาล  ว่าอะไรคือสิทธิ </p> การปรับเปลี่ยนที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          มีคำคำหนึ่งที่เราใช้กันบ่อยคือความรับผิดชอบ ถ้าเรามีหน้าที่อะไรก็ทำตามนั้นเรียกว่า responsibility  แต่ไม่พอ ตอนนี้มีคำว่า accountability หมายความว่าเราต้องทำอย่างถูกต้อง มีเหตุผล มีหลักฐาน อธิบายได้  พวกเรามีหน้าที่ต้องทำ  การเขียน การจด ต้องเกิดขึ้น มิฉะนั้นเราไม่สามารถอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนไป  ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ก็จะเกิดความขัดแย้ง  ส่วนนี้คงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคุณภาพ พรพ.เวลาพิจารณา ฝ่ายสำรวจจะไปดูเวชระเบียน ถ้าเวชระเบียนยังไม่ดีแสดงว่ายังไม่มีคุณภาพ  เพราะมันจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินเมื่อเกิดความขัดแย้ง</p> คุณภาพเชิงวิทยาการ ความรู้และฝีมือ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          คุณภาพ มีเรื่องเชิงวิทยาการ ความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย ทันกาล  ถ้าความรู้ของเราไม่ถูกต้อง ไม่ทันสมัย ไม่ทันกาล มันก็ไม่ใช่ความรู้  เราต้องสร้างความรู้ให้เพิ่มขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เราไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องฝีมือ คนสองคนทำการรักษาด้วยวิธีการเดียวกัน แต่คนหนึ่งได้ผลอีกคนหนึ่งไม่ได้ผล  ที่ไม่ได้ผลส่วนหนึ่งเป็นเรื่องฝีมือ (ฝีมือในการพูด การทำ การผ่าตัด)  เมื่อเป็นอย่างนี้ จะดูคุณภาพต้องดูที่ผลสัมฤทธิ์  เช่น อัตราตายจากการผ่าตัด อัตราการติดเชื้อ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ตัวอย่างที่มีการศึกษากันคือ laparoscopic cholecystectomy (LC) การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกผ่านทางกล้อง ได้ผลดีมาก  คนที่บรรยายคนแรกก็ได้ผลดี  ต่อมามีคนเอาไปใช้อย่างกว้างขวาง ผลแตกต่างกันมาก คนทำที่ไม่มีฝีมือก็มีโรคแทรกซ้อนมาก จนต้องมาพิสูจน์กันว่าผลเป็นอย่างไร  ที่สิงคโปร์เขาจะเฝ้าตรงนี้  ที่หน้าแผนกศัลยกรรมเขาจะเฝ้าดู LC ว่ามีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นเท่าไร  ถ้ามีมากขึ้นก็ต้องรีบวิ่งไปดู</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ถ้าใครไปที่รัฐนิวยอร์คหรือเพนซิลวาเนีย ถ้าจะเปลี่ยน bypass จะมีข้อมูลว่าในแต่ละ รพ. อัตราตายของการผ่าตัดนี้เป็นเท่าไร  หมอศัลย์คนไหนอัตราตายเท่าไร เป็นข้อมูลสาธารณะ  ตอนแรกมีคนรวบรวมข้อมูลนี้แล้วเก็บไว้เป็นความลับ มีคนฟ้องศาล ศาลตัดสินว่าเป็นข้อมูลสาธารณะ ต้องเปิดเผย  ข้อดีก็คือถ้าคนไหนผ่าตัดแล้วตายเยอะก็ต้องปรับปรุงตัวเองหรือเลิกผ่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ทำนองเดียวกันกับอัตราการติดเชื้อ ซึ่งของบ้านเราอาจจะสูง เพราะคนไข้ไม่เหมือนกัน  ต้องหาวิธีทำจัดอันดับ เป็นวิธีที่เมืองนอกมีใช้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ผมเคยฝากคนไข้ไปให้หมอทำผ่าตัดหัวใจ หลังผ่าตัดเกิดติดเชื้อดื้อยา อาการปางตาย ปัญหาว่าผมฝากไปผิด รพ.หรือเปล่า  ข้อมูลการติดเชื้อของ รพ.เป็นข้อมูลที่จะช่วยตัดสินใจ</p> คุณภาพด้านจริยธรรม