จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศเจตนารมณ์ ปี ๒๕๔๙ เป็นปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการสอน
รายละเอียด คลิกที่นี่ http://www.obec.go.th/news49/02_february/04/jastana.pdf

ดังนั้น ทางเว็บมาสเตอร์ Radompon.com ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆจากหลายๆแหล่ง จึงขอนำเสนอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการเรียนการสอน เพื่อคุณครูทุกท่านได้เลือกอ่านและศึกษา ครับ

(หมายเหตุ : เอกสารที่ไม่อ้างถึงแหล่งที่มา ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้ระบุในบอร์ดนี้ เนื่องจากเก็บไว้นานและขาดๆหายๆ ไปบางส่วน)


การปฏิรูปการเรียนการสอน

นับตั้งแต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา กระแสการปฏิรูปการศึกษาเริ่มมีบทบาทสำคัญ และแพร่ขยายไปทุกหน่วยงานการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันได้มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเรียนการสอนเสี ยใหม่ จากการเน้นบทบาทครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ หรือเน้นความสำคัญของการเรียนการสอนเนื้อหาตามตำรา เป็นการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เรียนด้วยความสุข และเนื้อหาเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตจริงของผู้เรียน สาระของความรู้มีลักษณะที่ยืดหยุ่นตามความสนใจ และตามความเป็นจริง ไม่ใช่ติดยึดตายตัวอยู่กับเอกสาร หลักสูตรแต่เพียงอย่างเดียว

กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ สร้างบุคคลแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งการเรียนรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น ตลอดจนมุ่งหวังที่จะให้ผู้ที่ผ่านการศึกษาแต่ละคน มีความสามารถและมีคุณลักษณะพื้นฐานที่สำคัญ คือ มีสุขภาพพลานามัยที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีความสามารถในการคิด ใฝ่รู้ และแสวงหาความรู้ มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ไม่เห็นแก่ตัว เสียสละ อดทน มีความเป็นประชาธิปไตย รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย และความเหมาะสมของการศึกษาแต่ละระดับ นั่นคือ กระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างคุณลักษณะผู้เรียนให้เป็นทั้งคนดี คนเก่ง และมีความสุข ซึ่งกรมวิชาการ ได้สังเคราะห์กรอบความหมายคุณลักษณะดังกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
1. คนดี หมายถึงคุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมของความมีวินัย และค่านิยมประชาธิปไตย ได้แก่
1.1 ความมีวินัย คือ คุณลักษณะจิตใจและพฤติกรรมที่ช่วยให้บุคคลนั้นสามารถควบคุมตนเองและปฏิบัติตนตา มระเบียบ กฎ กติกาของสังคม เพื่อประโยชน์สุขของตนเองและส่วนร่วม พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความมีวินัย เช่น ความสนใจใฝ่รู้ การควบคุมตนเอง ความรับผิดชอบ มีเหตุผล ซื่อสัตย์ ขยัน ตรงต่อเวลา อดทน เสียสละ และช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น
1.2 ค่านิยมประชาธิปไตย คือ คุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมของบุคคลที่เห็นคุณค่าการเคารพสิทธิ ป้องกันสิทธิของตนเองและผู้อื่น ด้วยน้ำใจที่เคารพต่อคุณค่า และเสียงส่วนใหญ่ ด้วยความเข้าใจระหว่างกันและกันด้วยความสันติ พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความมีประชาธิปไตย เช่น การ ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น มีเหตุผล เคารพกติกาของสังคม ทำงานร่วมกับผู้อื่น มองโลกในแง่ดี มีความไว้วางใจผู้อื่น และไม่มีจิตใจเป็นเผด็จการ เป็นต้น

2. คนเก่ง หมายถึง ความเก่งในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น และทำงานกับผู้อื่นได้ดี ได้แก่
2.1 การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการพัฒนา ทักษะการคิด การวิเคราะห์ สังเคราะห์ จำแนก จัดลำดับความสำคัญ และทักษะการแก้ปัญหา พฤติกรรมบ่งชี้ที่เกิดขึ้น เช่น การรู้แหล่งข้อมูล และวิธีการแสวงหาความรู้ที่หลากหลาย ความสามารถรวบรวมข้อมูล สรุปการแปลความหมายข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การจัดลำดับความสำคัญ การตัดสินใจ ตลอดจนประยุกต์ใช้และพัฒนาความรู้ เป็นต้น
2.2 การเรียนรู้ที่จะทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่น เป็นการพัฒนาทักษะการจัดการ ได้แก่ ความสามารถในการวางแผน การปฏิบัติงาน การติดตาม ประเมินผล และสรุปงาน ตลอดจนประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการจัดการ รู้จักการวิเคราะห์ตนเอง พฤติกรรมที่บ่งชี้ประกอบด้วย การมองเห็นจุดเด่น จุดด้อยของตนเอง เห็นคุณค่าความสำคัญ การประมาณตน ตลอดจนรู้และเข้าใจความรู้สึกอารมณ์ของตนเอง รวมทั้งการเข้าใจผู้อื่น โดยการเห็นอกเห็นใจ ให้ความใส่ใจและรักษาสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น เป็นต้น

3. คนมีความสุข หมายถึง ความสุขกาย สุขใจ เป็นความสุขอันเป็นผลสำเร็จของการศึกษา ได้แก่
3.1 ความสุขกาย หมายถึง ภาวะที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข พฤติกรรมที่บ่งชี้ เช่น การเห็นคุณค่าของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสมกับวัย รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รักษาความสะอาดร่างกาย เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ป้องกันอันตรายจากอุบัติภัย โรคภัยและสิ่งเสพย์ติด เป็นต้น
3.2 ความสุขใจหรือสุขภาพจิตดี หมายถึง การที่บุคคลรู้จักตนเองเป็นอย่างดี ยอมรับข้อบกพร่องที่ตนมีอยู่ ภาคภูมิใจในข้อดีของตน มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจมั่งคง ไม่มีความวิตกกังวลและตึงเครียด มองโลกในแง่ดี สามารถปรับตนให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ และสิ่งแวดล้อมได้ดี พฤติกรรมที่บ่งชี้ เช่น มีความคิดมีเหตุผล เชื่อมั่นและเข้าใจตนเองหรือผู้อื่น รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความรัก ไว้วางใจผู้อื่นอย่างจริงใจ ตลอดจนทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม เป็นต้น
จึงเห็นได้ว่า คนเก่งหรือความเก่งที่มีอยู่ในตัวของผู้เรียน ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า เขาผู้นั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อสังคม จึงต้องเป็นคนดี และคนมีความสุขประกอบเข้ามาเป็นพื้นฐานสำคัญ เนื่องจากคนที่มีความดี และมีความสุขย่อมใช้ความเก่งของตนเองไปใช้ในทางที่ดี มีประโยชน์แก่ตนเองและสังคม เพราะเขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่มองกว้าง คิดไกล ใฝ่ดี สร้างสรรค์ นั่นเอง


ที่มา http://202.183.214.209/~intira/article_evoteach_01.html
..........................................................................< br />
การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้
: พลังขับเคลื่อนสำคัญยิ่งในการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาให้เหมาะสม

ความเป็นมา

กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรับผิดชอบการจัดการศึกษาส่วนใหญ่ของประเทศ ในการปฏิรูปการศึกษาของประเทศตามมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ซึ่งได้ กำหนดขอบข่ายของการปฏิรูปการศึกษาว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ทาง การศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่มีอยู่เดิมให้เบาบางลงหรือหมดไป และเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่อนาคต ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาให้เข้าสู่ระดับ สากล โดยดำเนินการปฏิรูปการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพความเปลี่ยนแปลงและ บริบทของสังคมไทยโดยเน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน การปฏิรูปหลักสูตร การปฏิรูปวิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษา และการปฏิรูประบบบริหารและ การจัดการ
จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าคำ “ปฏิรูป” การศึกษาได้เริ่มปรากฏชัดแจ้งขึ้น ในแผนพัฒนาประเทศของไทยเราในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ระบุคำ “ปฏิรูป” ไว้ในบทที่ 4 ว่าด้วย “การพัฒนาสติปัญญา ทักษะและฝีมือแรงงาน ข้อ 2 ว่าด้วย การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ข้อ 2.1 “ปฏิรูปการเรียนการสอน
ให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุผล.... และข้อ 2.8 การปฏิรูประบบการผลิตและ การพัฒนาครูอาจารย์โดยการ (1) สร้างปัจจัยและโอกาสให้คนดี คนเก่ง เข้าสู่วิชาชีพครู อาจารย์ (2) เร่งรัดให้มีการพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรด้านการฝึกอบรม ทุกคนอย่างต่อเนื่อง (3) สร้างจิตสำนึกและส่งเสริมขวัญกำลังใจในการทำงานของ ครู อาจารย์

ในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) ของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้ระบุคำ “ปฏิรูป” ไว้ใน นโยบายการศึกษา 3 ใน 5 ด้าน คือ ปฏิรูประบบการเรียนการสอน ปฏิรูประบบ การผลิตและพัฒนาครู ปฏิรูปกระบวนการบริหารและการจัดการศึกษา
ในแผนพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระยะที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) ของกระทรวงศึกษาธิการ นั้นก็ได้กล่าวถึงคำ “ปฏิรูป” ไว้ใน ยุทธศาสตร์ในการพัฒนา” 3 ใน 6 ประการ คือ ปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน ปฏิรูปการสรรหา การผลิตและการพัฒนาครูอาจารย์และบุคลากร และปฏิรูปการบริหารและการจัด การศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรมให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความสำคัญ
รัฐ โดยกระทรวงศึกษาธิการ มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนา คุณภาพของประชากร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในการพัฒนาประเทศชาติ ได้ตระหนัก
ถึงความสำคัญของ การปฏิรูปการศึกษา เพื่อการปรับปรุงแก้ไข ปัญหา อุปสรรค ในการจัดการศึกษาที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการศึกษาไทยเพื่อการพัฒนา คุณภาพของคนไทย และยกระดับการศึกษาของคนไทยให้สูงขึ้น ต้องการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการศึกษาไทยทั้งในด้านคุณภาพ และประสิทธิภาพให้ทัดเทียมกับ นานาอารยประเทศซึ่งการปฏิรูปการศึกษานี้เป็นภารกิจสำคัญและยิ่งใหญ่ที่ทุกคน ทุกหน่วยงานองค์กรจะต้องร่วมคิด ร่วมทำ และช่วยตัดสินใจ การปฏิรูปการศึกษา เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทั้งในเชิงความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วม ความร่วมมือ และภาวะการเป็นผู้นำ ในการดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างแนวคิดร่วม สร้างความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติให้กับบุคลากรทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา


เหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในยุคปัจจุบัน เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่ ส่งผลกระทบจนทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาอันเนื่องมาจาก สาเหตุหลายประการทั้งที่เป็นปัจจัยภายนอก อันได้แก่ กระแสโลกาภิวัตน์ที่การศึกษาต้องเตรียมคนให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเศรษฐกิจ สังคมยุคโลกาภิวัตน์และปัจจัย ภายใน อันได้แก่ 1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งประเทศไทยได้ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 254 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับแนวทางการจัดการศึกษาไว้หลายมาตรา 2. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 อันเป็นกฎหมายหลักทางด้านการศึกษาฉบับแรกของ ประเทศไทยที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลอย่าง กว้างขวาง เพื่อกำหนดเนื้อหาสาระต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาของชาติอย่างมาก บทบัญญัติ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่ทำให้มี ความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาขนาดใหญ่หรือต้องการมี การปรับระบบการศึกษาใหม่ ซึ่งทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษา อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการจัดการศึกษาไทย 3. สภาพปัญหาการจัดการศึกษาในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น (1) สภาพปัญหาทางด้านระบบบริหารและการจัดการ (2) สภาพปัญหาทางด้านคุณภาพของการจัดการศึกษา (3) สภาพปัญหาเกี่ยวกับ หลักสูตร สื่อ กระบวนการจัดการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผล (4) สภาพ ปัญหาเกี่ยวกับครูและบุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้เป็นต้น
จากแรงผลักดันและสภาพปัญหาดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูป การศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะคุณภาพของผู้เรียนที่ได้มาตรฐานสูง ในระดับสากล เพื่อให้สามารถเผชิญปัญหา และการเปลี่ยนแปลงดำรงตนในสังคม ได้อย่างมีความสุข และร่วมรับผิดชอบพัฒนาชุมชน ประเทศชาติและสังคมโลกต่อไป

ความหมายคำสำคัญ
1. การศึกษา มีความหมายหลักอย่าง อาทิเช่น
การศึกษา คือ ความเจริญงอกงาม
การศึกษา คือ การทำให้คนเจริญยิ่งขึ้น
การศึกษา คือ การพัฒนาความสามารถของมนุษย์
การศึกษาทั้งเรื่อง ความหมาย ความจำเป็น และคุณค่าของ การศึกษา ในความหมาย ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 บัญญัติไว้ คือ

การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต
(ม.4 วรรค 1)


2. การปฏิรูป ในที่นี้ให้ความหมายรวมเอาว่า
1. การปรับปรุง การเปลี่ยนรูปใหม่ การดัดแปลงแก้ไขกระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของนักเรียน เยาวชน ประชาชน
2. การปรับปรุง การเปลี่ยนรูปใหม่ การดัดแปลงแก้ไขกระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของสังคมทั้งระดับครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดและประเทศชาติ
3. การปฏิรูปการศึกษา ในที่นี้ก็ให้ความหมายรวมเอาว่า
“การดำเนินการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้โดยการเลือกสรรเปลี่ยนแปลง
เพิ่มเติมแนวทางการดำเนินงานที่มีอยู่เดิมให้สามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่มีอ ยู่เดิม ให้เบาบางลงหรือหมดไปและทั้งสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนและสังคม ให้ได้ตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนด”

4. กระบวนการเรียนรู้ ในที่นี้ให้ความหมายรวมเอาว่า
“กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนให้เกิดพฤติกรรม 4 ด้าน
คือ พุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย และทักษะกระบวนการ โดยเน้นให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ 4 ขั้น คือ 1. เกิดความรู้ความจำ 2. ความเข้าใจ 3. เกิดความตระหนัก และ 4. สามารถนำไปใช้ได้”
5. การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ จึงให้ความหมายรวมเอาว่า
“การปรับเปลี่ยน กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนให้เกิด พฤติกรรม 4 ด้าน คือ พุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย และทักษะกระบวนการ โดยเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ 4 ขั้น คือ 1. เกิดความรู้ความจำ 2. ความเข้าใจ 3. เกิดความตระหนัก และ 4. สามารถนำไปใช้ได้” นั่นเอง
6. การบริหารการศึกษา ในที่นี้ให้ความหมายรวมเอาว่า
“การดำเนินการ การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของ บุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต”
7. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมายความถึงสาระบัญญัติ แห่ง พรบ. การศึกษา พ.ศ.2542 ที่สามารถแปลสาระบัญญัตินั้น ๆ ไปสู่การปฏิบัติ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลัก CHILD CENTER ที่มุ่งพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มี คุณภาพชีวิตที่ดี [QUALITY OF LIFE] เท่านั้น อันได้แก่
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“การศึกษา” หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงาม ของบุคคลและสังคมโดย การถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทาง วัฒนธรรมสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อันเกิด จากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต


มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและ วัฒนธรรม ในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

มาตรา 8 การจัดการศึกษาให้ยึดหลักดังนี้
(1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
(2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
(3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่าง
ต่อเนื่อง

หมวด 4
แนวการจัดการศึกษา
มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการ ศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้
มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความ ถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
(2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา


8. ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ในที่นี้ให้หมายความรวมเอาว่า
ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ : วิธีการที่ใช้ในการดำเนินการ
จัดการกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอด ความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความ ก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
9. กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุด
กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุด หมายถึง การกำหนดจุดหมาย สาระกิจกรรม แหล่งการเรียนรู้ สื่อการเรียน และการวัดประเมินผลที่มุ่งพัฒนาคนและชีวิตให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้เต็มตาม ความสามารถสอดคล้องกับความถนัด ความสนใจและความต้องการของผู้เรียน
การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดเป็นการจัดกระบวนการ เรียนรู้ที่
< มุ่งประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน
< ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ
< ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
< ผู้เรียนสามารถนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
< ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน



CHILD CENTER
: อีกหนึ่งในสิ่งสำคัญสูงสุดของการปฏิรูปการศึกษาไทย

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด 4 มาตรา 22 ระบุแนวการจัด การศึกษา ไว้ในว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการ จัดการศึกษาต้องเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” นั้น

ความหมาย
CHILD CENTER ในที่นี้ให้หมายถึง การเรียนการสอนที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีความหมายโดยนัยเช่นเดียวกันกับ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 22 ที่ระบุว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด

1. ข้อกำหนดของรัฐที่เกี่ยวกับ CHILD CENTER
รัฐ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญ คุณประโยชน์ของการพัฒนา ศักยภาพของคนไทยที่พึงปรารถนาโดยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การพัฒนาศักยภาพของ คนไทยที่พึงปรารถนานั้นจะต้องพัฒนาให้ทุกคนได้รับการพัฒนาตามศักยภาพอย่าง เต็มที่ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญาและทักษะฝีมือ เพื่อให้คนเป็นคนดี มีคุณธรรม มีสุขภาพอนามัยที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีจิตสำนึกและมีบทบาทในการดูแล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่ดีงาม ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยทำให้การพัฒนา ประเทศมีความสมดุล ยั่งยืนบนพื้นฐานของความเป็นไทย (เอกสารประกอบการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) พิมพ์ที่รุ่งเรืองการพิมพ์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มมป. หน้า 17) และยังได้เน้นเรื่องการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

โดยได้ระบุไว้ “ปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์อย่างมี เหตุผล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักการค้นหาความรู้เพิ่มเติมและมีการฝึกปฏิบัติ จากประสบการณ์จริง...” (แหล่งเดิม หน้า 35 ข้อ 21) ซึ่งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติกำหนดวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาไว้ว่า
1. เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนทางด้านจิตใจ ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีจิตสำนึก
ที่ดีต่อสังคมส่วนรวม
2. เพื่อพัฒนาคนทุกคนให้สามารถคิดวิเคราะห์บนหลักของเหตุผล มีการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง มีโลกทัศน์กว้าง รวมทั้งมีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตสูงขึ้น สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
3. เพื่อส่งเสริมให้คนมีสุขภาพอนามัยดีถ้วนหน้า มีความรู้ความเข้าใจและ สามารถป้องกันโรคและดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติสำนักนายกรัฐมนตรี
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดไว้ใน แผนงานหลักที่ 2 : ซึ่งระบุไว้ว่า การเตรียมคนให้มีคุณลักษณะ “มองกว้าง คิดไกล ใฝ่ดี” หรือการเตรียมคนให้สามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็วจำเป็นจะต้องให้การศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งปัจจัยสำคัญของการพัฒนา คุณภาพการศึกษา ได้แก่ กระบวนการเรียนการสอนที่เป็นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้
มิใช่การสอนที่เป็นการถ่ายทอดความรู้จากครูแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ของ ผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลายและเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ในสังคมข่าวสาร ข้อมูลที่มีความรู้ใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง...” และได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการพัฒนาไว้ดังนี้คือ “เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาขีดความสามารถของตนได้เต็มตามศักยภาพและมี ความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ปัญญา จิตใจ และสังคม เป็นผู้รู้จักคิด วิเคราะห์ใช้เหตุ และผลเชิงวิทยาศาสตร์ มีความคิดรวบยอด รักการเรียนรู้ รู้วิธีการและสามารถเรียนรู้ ได้ด้วยตนเอง มีเจตคติที่ดี มีวินัย มีความรับผิดชอบและมีทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาคน
พัฒนาอาชีพและดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งได้กำหนดเป้าหมาย ไว้ว่า (2) มีการปรับกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งมี รูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และเหมาะสมกับ กลุ่มเป้าหมาย กับทั้งได้กำหนด แนวทาง/มาตรการ ในการปรับปรุงการจัดกระบวน การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดย 2.1 ผู้สอนปรับวิธีการเรียนการสอนให้ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผล มุ่งให้ผู้เรียน รักการเรียนรู้ รู้จักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ แสวงหาความรู้และรู้จักแก้ปัญหาด้วย ตนเอง รวมทั้งรู้จักทำงานเป็นหมู่คณะตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นการพัฒนา ทักษะพื้นฐานของการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพของสมาชิกสังคม 2.2 ผู้สอนจัดวิธีการเรียนการสอนให้มีความหลากหลายในรูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและ เงื่อนไขของท้องถิ่น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) พิมพ์ที่อรรถพลการพิมพ์ กทม.มปป. หน้า 67-70)
3. ข้อกำหนดของกระทรวงศึกษาธิการ
แผนพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระยะที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) กำหนดเป็น นโยบายไว้ในข้อที่ 3 การปฏิรูปกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนไว้ว่า “ปฏิรูปกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียน การสอนทุกระดับทุกประเภท โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียน มีความรู้ความสามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคนไทยในอนาคต รวมทั้งให้ หลักสูตรมีความคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคม ประเทศชาติและการพัฒนาประชาคมโลก “และได้กำหนด เป้าหมาย ในการนี้ไว้ว่า 3. มีกระบวนการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะ ประสบการณ์และมีความสุขในการเรียน สามารถปลูกฝังนิสัยใฝ่เรียน ใฝ่หาความรู้ เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและมีเวลาให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเหมาะสมกับ วัย... (กระทรวงศึกษาธิการ แผนพัฒนาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระยะที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) โรงพิมพ์คุรุสภา กทม.2541 (หน้า 72) และในการนี้กระทรวงศึกษาธิการ
ได้เสนอแนวทางการดำเนินงานการปฏิรูปงานการศึกษาในระดับสถานศึกษา ด้านกระบวนการเรียนการสอนไว้ว่า “ปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนทุกระดับ ถือว่าผู้เรียนมี ความสำคัญที่สุด จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาเต็มศักยภาพและมีความสุขโดยยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จัดสาระการเรียนรู้ บูรณาความรู้และทักษะต่าง ๆ อย่างเหมาะสมกับ
ผู้เรียน

4. ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 43 บัญญัติไว้ว่า
“บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า สิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การจัด การศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงของการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

ปรัชญาและแนวคิดที่เกี่ยวกับ CHILD CENTER
แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางนั้นจัดอยู่ใน ปรัชญาการศึกษา กลุ่ม เสรียนิยม สาขา พิพัฒนนิยม (PROGRESSIVISM) ซึ่งมี แนวคิดที่ไม่ยึดติดกับเนื้อหาที่ตายตัว ไม่ยึดแบบแผนแน่นอน ไม่ยึดมั่นกับมรดกทาง วัฒนธรรมมากเกินไป

พื้นฐานด้านปรัชญา
แนวคิดของทฤษฎี CONSTRUCTIVISM

ปรัชญา CONSTRUCTIVISM อธิบายว่า
การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในบุคคล บุคคลเป็นผู้สร้าง (CONSTRUCT)
ความรู้จากการสัมพันธ์สิ่งที่พบเห็นกับความรู้ ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม เกิดเป็นโครงสร้าง ทางปัญญา (COGNITIVE STRUCTURE) (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด หน้า 5

ความเชื่อ
ทฤษฎี CONSTRUCTIVISM มีความเชื่อว่า

การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในบุคคล บุคคลเป็นผู้สร้างความรู้ (CONSTRUC) จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับความรู้ ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม เกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญา ผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนปัญญาของผู้เรียนได้ แต่สามารถ
ช่วยผู้เรียนปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาได้ โดยการจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนเกิด ความขัดแย้งทางปัญญาหรือเกิดภาวะไม่สมดุลทางปัญญาขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะที่ประสบการณ์
ใหม่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์เดิม ผู้เรียนต้องพยายามปรับข้อมูลใหม่กับประสบการณ์ที่มีอยู่เดิม แล้วสร้างเป็นความรู้ใหม่ (ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ แผนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โรงพิมพ์บริษัทแอล ที เพลส กทม. 2542 หน้า 15)

ตามแนวคิดนี้ ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ความรู้ได้ หากมีการจัดการศึกษาที่ เอื้ออำนวยด้วยบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและสร้างสรรค์ด ้วย ตนเอง
ดังนั้น ใบสร้างองค์ความรู้ จึงเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน แห่งความเชื่อตามทฤษฎี CONSTRUCTIVISM ดังกล่าวนี้

ทฤษฎีพื้นฐาน

ทฤษฎีพื้นฐาน
1. ความสุขของมนุษย์เกิดจากการรู้จักดำเนินชีวิตให้ถูกต้องทั้งต่อตนเองและ ผู้อื่น
2. การรู้จักดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง คือ การรู้จักคิด คิดเป็น พูดเป็นและทำเป็น
3. การคิดเป็นหรือการคิดอย่างถูกต้องเป็น ศูนย์กลางที่บริหารการดำเนินชีวิต ทั้งหมด ทำหน้าที่ชี้นำและควบคุมการกระทำ
4. กระบวนการคิดเป็น เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ฝึกฝนได้ โดยกระบวนการที่เรียกว่าการศึกษาหรือสิกขา การพัฒนานั้นเรียกว่า การพัฒนาสัมมาทิฏฐิ ผลที่ได้คือ มรรค หรือ การกระทำที่ดีงาม
5. แก่นแท้ของการศึกษา คือ การพัฒนาปัญญาของตนเองให้เกิดมีสัมมมา ทิฏฐิ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็น ค่านิยมที่ถูกต้อง ดีงาม เกื้อกูลแก่ชีวิต และครอบครัว
6. สัมมาทิฏฐิ ทำให้เกิดการพูดและการกระทำที่ถูกต้องดีงาม สามารถดับทุกข์ และแก้ปัญหาได้
7. ปัจจัยที่ทำให้เกิด สัมมาทิฏฐิ ได้ มี 2 ประการ คือ
7.1 ปัจจัยภายนอก หรือเรียกว่า ปรโต โฆ สะ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ครู พ่อแม่ เพื่อสื่อมวลชนต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ด้วยวิธีแห่งปัญญา
7.2 ปัจจัยภายใน หรือเรียกว่า โยนิโสมนสิการ ได้แก่ การคิด
8. โยนิโสมนสิการ เรียกได้ว่า การคิดเป็น เป็นความสามารถที่บุคคลรู้จักม