อุตสาหกรรม OTOP "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์"เป็นแนวทางประการหนึ่งที่จะสร้างความเจริญแก่ชุมชนให้ดีขึ้นโดยการผลิตหรือจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพมีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นสามารถจำหน่ายในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยมีหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ 1. ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล 2. พึ่งตนเองและคิดอย่างสร้างสรรค์ 3. การสร้างทรัพยากรมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ไม่ได้หมายถึงตัวสินค้าเพียงอย่างเดียวแต่เป็นกระบวนการทางความคิดรวมถึงการบริการดูแลการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมการรักษาภูมิปัญญาไทย การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นจุดขายที่รู้จักกันแพร่หลายไปทั่วประเทศและทั่วโลก โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สร้างงาน สร้างรายได้ แก่ชุมชน 2. สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน ให้สามารถคิดเองทำเองในการพัฒนาท้องถิ่น 3. ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น 4. ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นับเป็นการส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในท้องถิ่น รายได้จากการจำหน่ายสินค้า OTOP • ปี 2544 คิดเป็นจำนวนเงิน 245 ล้านบาท • ปี 2545 คิดเป็นจำนวนเงิน 16,716 ล้านบาท • ปี 2546 คิดเป็นจำนวนเงิน 33,276 ล้านบาท • ปี 2547 คิดเป็นจำนวนเงิน 42,927 ล้านบาท • ยอดรวม 92,919 ล้านบาท • โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ 90,000 ล้านบาทถึงมือประชาชน 26,000 ชุมชนจนสามารถยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ส่งออกไปยังต่างประเทศได้ถึง 5,000 ล้านบาทประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนแยกตามกลุ่มได้ดังนี้ • ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา • ประเภท อาหาร • ประเภท ศิลปะประดิษฐ์และของที่ระลึก • ประเภท เครื่องดื่ม • ประเภท เครื่องใช้และเครื่องประดับตกแต่ง • ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย เปิดยุทธศาสตร์ปี48โกยยอดขาย5หมื่นล้าน ด้านยุทธศาสตร์ในปีนี้ได้มีการทำอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ซึ่งสามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริงโดยเกิดจากการจัดกิจกรรมคัดสรร ส่วนปีหน้าได้เน้นในการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องสำหรับเป้าหมายนั้น ไม่มองเฉพาะรายผลิตภัณฑ์ แต่มองในภาพรวมโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนส่วนแรก เป็นส่วนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เน้นที่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน ได้แก่กลุ่ม 1-2 ดาว โดยส่วนใหญ่มักจะไม่ได้มาตรฐาน และไม่ได้ตัวรูปแบบผลิตภัณฑ์ด้านสินค้าที่ได้มาตรฐานแล้วจะผลักดันไปสู่การส่งออก สำหรับยุทธศาสตร์หลักจะมี 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. เสริมสร้างศักยภาพ และยกระดับกระบวนการผลิตมาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุทชน โดยมีแผนงานย่อยคือ แผนพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์จะกำหนดมาตรฐานจำนวน 400 เรื่อง ให้การรับรองมาตรฐานไม่น้อยกว่า 1.8 พันผลิตภัณฑ์ใช้งบ 50 ล้านบาท การคัดเลือกสุดยอดโอท็อป ใช้งบ 100 ล้านบาทแผนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการจะทำการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบไม่น้อยกวา 5 เรื่องใช้งบ 30 ล้านบาทการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตไม่น้อยกว่า 250 กลุ่ม ใช้งบ 40 ล้านบาทแผนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่น้อยกว่า 250 กลุ่ม ใช้งบ 40 ล้านบาท การพัฒนาแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 250 กลุ่มใช้งบ 40 ล้านบาท และการสนับสนุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไม่น้อยกว่า 400 ผลิตภัณฑ์ ใช้งบ 10 ล้านบาท รวมยุทธศาสตร์ที่ 1 จะใช้งบ 310 ล้านบาท 2. สนับสนุนและส่งเสริมการตลาด มี 2 แผนงาน คือ 1.เพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ใช้งบ 110 ล้านบาทและ2.การจัดงานและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ 265 ล้านบาทรวมแล้วยุทธศาสตร์ที่ 2 จะใช้งบ 375 ล้านบาท 3. สนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนให้เชื่อมต่อกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน มี 2 แผนงาน ได้แก่ 1. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนใช้งบ 117 ล้านบาท 2. การสร้างเครือข่ายการเชื่อมโยงในทุกส่วนของชุมชน ใช้งบ 100 ล้านบาท รวมแล้วจะใช้งบ 217 ล้านบาท 4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการฯ มี 3 แผนงาน ได้แก่ 1.บริหารจัดการและสนับสนุนการปฏิบัติงาน ใช้งบ 50 ล้านบาท 2.การประชาสัมพันธ์ภาพรวมใช้งบ 35 ล้านบาท และ3.การติดตามและประเมินผล ใช้งบ 13 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 4 ยุทธศาสตร์ในปี 2548 จะใช้งบ 1 พันล้านบาทส่วนขอบข่ายการรับผิดชอบการพัฒนาสินค้าโอท็อปในหน่วยงานอื่นๆจะใช้งบประมาณของกระทรวงที่รับผิดชอบโดยกระทรวงพาณิชย์ ดูแลด้านการตลาด กระทรวงอุตสาหกรรม ดูแลด้านคุณภาพมาตรฐานและกระทรวงมหาดไทย ดูแลด้านเครือข่าย และการใช้งบประมาณซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโอท็อป ขึ้นมาเป็นหน่วยงานกลางดูแลด้วยสำหรับรายได้ในปีหน้าได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทโดยมียอดจำหน่ายในประเทศ 70% และยอดส่งออก 30% หรือมีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทปัญหาและอุปสรรคของสินค้าโอท็อปนั้น ได้แก่ 1. ปัญหาอันดับ 1 เป็นเรื่องการผลิตสินค้าไม่มีคุณภาพ และมาตรฐาน เนื่องจากความรู้ที่มีจำกัดโดยเฉพาะพวกสินค้าอาการ เช่น ไวน์ พอผลิตมากรายก็ไม่ได้มาตรฐานจนถึงกับเกิดไวน์ปลอมขึ้นมา 2. ปัญหาอันดับที่ 2 คือปัญหากำลังการผลิตเพราะว่าสินค้าโอท็อปส่วนมากเป็นการผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยมือทั้งหมดและเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน พอได้รับความนิยมมากขึ้นก็มีปัญหาการผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาดเพราะแต่เดิมเป็นเพียงอาชีพเสริมรายได้เท่านั้นจึงต้องส่งเสริมการบริหารจัดการให้กลายเป็นอาชีพหลักซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขได้ให้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายระหว่างคนทำสินค้าชนิดเดียวกัน ซึ่งมีอยู่หลายพื้นที่ตอนนี้ก็มีการเชื่อมโยงกันอยู่หลายกลุ่ม เช่น บาติก ลูกประคบ เป็นต้น 3. ปัญหาอันดับที่ 3 คือปัญหารูปแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านทำการบรรจุและออกแบบโดยไม่มีความรู้รวมทั้งไม่รู้ว่าเทรนด์ของสินค้ามีแนวโน้มการตลาดเป็นอย่างไร กรมฯจึงได้มีโครงการสมาร์ทโอท็อป เพิ่มการอบรมให้ความรู้กับชาวบ้านมากขึ้น โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้ระดมผู้ผลิตสินค้าโอท็อปทั่วประเทศจำนวน 2.6 หมื่นราย เข้าสู่โปรแกรมการอบรมเกรายวกับความรู้เบื้องต้นด้านการบริหารธุรกิจ และการคิดราคาสินค้าต้นทุนรวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขผลิตภัณฑ์ "ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือชาวบ้านทดลองทำโลโก้สินค้า ตัวฉลาก และการบรรจุหีบห่อ ปรากฏว่าหลังการอบรมแล้วชาวบ้านมีความรู้ดีขึ้นมาก เริ่มเข้าใจว่าสินค้าของตัวเองควรจะอยู่ในมาตรฐานระดับใดเช่น มาตรฐานของ อย. หรือมาตรฐานของ มอก." สำหรับกลุ่มโอท็อปที่มีศักยภาพบางรายได้ก้าวมาเป็นเอสเอ็มอีนั้น ก็เป็นการพัฒนาคุณภาพอีกระดับหนึ่งซึ่งกลุ่มเอสเอ็มอีนั้นมีศักยภาพกว่ากลุ่มโอท็อป คือ มีขนาดการลงทุนแต่ยังใช้กลุ่มชาวบ้านเป็นผู้ผลิตอยู่ และมีความสามารถในการติดต่อธุรกิจเองสามารถหาตลาดเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐมากนัก
OTOP
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
love oneself · 6 ก.ย. 2549
Mrs Aree vatcharaviengchai · 6 ก.ย. 2549
ปิยนุช · 6 ก.ย. 2549
UraiMan · 5 ก.ย. 2549
>]-"V@n0nNoY"-[< · 5 ก.ย. 2549
MANGO A TEAM · 5 ก.ย. 2549