เปิดโอกาส สร้างโอกาส ลูกจะต้องอยู่กับพ่อแม่อีกอย่างน้อย 40 ปี (Patricia Howlin,2011)

กลับมาเขียนบันทึกนี้อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานมาก....พร้อมกับข้อมูลของเด็กกลุ่มอาการออทิสติกที่พบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ     แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว และโรงเรียนก็มีความเข้าใจ และสามารถให้การช่วยเหลือจนกระทั้งเด็กสามารถมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต

ปัจจุบันมีหลักการหรือวิธีการที่มาช่วยเหลือเด็กกลุ่มอาการออทิสติกมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะใช้หลักการหรือวิธีการใด ก็ไม่ควรมองข้ามความเป็นเด็ก ความเป็นมนุษย์ และการมีสิทธิในการมีชีวิตของตนเอง ซึ่งร่วมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางกาย ใจและสังคมด้วย

วันนี้ได้มานั่งย้อนอดีตและขอถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองที่มีโอกาสทำงานในเด็กกลุ่มอาการออทิสติก และพบว่า ตอนนี้เด็กๆ เหล่านั้น จากอายุ 4 ปีได้เติบโตขึ้นไปเป็นเด็กหนุ่มสาวอายุ 10-12 ปีกันหมดแล้ว บางคนเรียนในโรงเรียระดับประถามศึกษาปีที่ 5-6 บางคนสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีการยอมรับเด็กพิเศษเข้าเรียนได้ หรือเด็กบางคนที่มีข้อจำกัดทางความสามารถ ผู้ปกครองได้เน้นให้การดูแลเกี่ยวกับการช่วยเหลือตนเองในอนาคตและการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุข จะเห็นได้ว่า ครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะเป็นคนเปิดโอกาส "เปิดโอกาส" หมายถึง การที่เด็กมีโอกาสที่ดี เพราะ การยอมรับของพ่อแม่ เมื่อพบปัญหาเร็ว จึงพาไปพบแำพทย์เร็ว และยอมรับที่จะทำการบำบัดรักษาที่สำคัญและเหมาะสมทั้งแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักแก้ไขการพูด และครู เป็นบุุคคลากรที่ทำงานเป็นทีมเกี่ยวข้องกับเด็กกลุ่มอาการออทิสติกโดยตรง เมื่อได้รับการบำบัดฟื้นฟูตั้งแต่อายุน้อยเด็กจะมีโอกาสในการพัฒนาได้มากกว่าเมื่ออายุมาก เพราะความสามารถของสมอง การับรู้ยังสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ พฤติกรรมยังไม่ถูกวางเงื่อนไขไว้จนกลายเป็นนิสัย และเมื่อโตขึ้นเด็กจะสามารถพัฒนาตนเองได้ตามระดับความศักยภาพของตนเอง เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กแต่ละคนแตกต่างกันทั้งภาวะของโรคที่เป็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ปานกลาง จนกระทั่งรุนแรง และสิ่งแวดล้อมหรือประสบการณืของเด็กแต่ละคนย่อมต่างกัน 

แต่บางครั้งคำถามก็ยังติดอยู่ในใจว่าโตขึ้นไป เด็กกลุ่มอาการออทิสติกในประเทศไทยควรทำอย่างไร หากไม่มีการจัดการที่ชัดเจน ซึ่งปัญหานี้ก็สอดคล้องกับการศึกษาเกี่ยวกับเด็กกลุ่มอาการออทิสติกจากการประชุม Asia Pacific Autism Conference,2011 พบว่าเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่และต้องออกจากระบบโรงเรียน ยังขาดระบบหรือสิ่งสนับสนุนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการช่วยเหลือให้เด็กสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งเด็กจะต้องอยู่กับพ่อแม่ของตนเองไปอย่างน้อย 40 ปี  (Patricia Howlin,2011) ดังนั้น  สิ่งที่ต้องทำคือ ส่งเสริมและให้การสนับสนุนถึงปัจจัยที่จะส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงของเด็กสู่วัยรุ่น รวมทั้ง การส่งเสริมความรู้ ซึ่งสิ่งสำคัญเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความคิดว่าควรทำอย่างไร สอดคล้องกับ Catherine Lord,2011 ได้ทำการศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับเด็กกลุ่มอาการออทิสติกอายุ 2-22 ปี พบว่า การเพิ่มการรับรู้และการลดความไม่เชื่อมั่นของผู้ปกครองเป็นสิ่งแรกๆ ที่จะต้องทำ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของพ่อแม่และพื้นฐานของครอบครัว ระดับการสนับสนุนจากสังคม และการบำบัดฟื้นฟูในตั้งแต่ช่วงแรกเป็นสิ่งจำเป็น 

สำหรับประเทศไทย คงสะท้อนถึงระบบการบริหารการจัดการในทุกภาคส่วนที่ต้องการการทำงานอย่างประสานความร่วมมือทั้งแพทย์ ผู้บำบัด พ่อแม่ ครูในโรงเรียน และการเตรียมความพร้อมสู่งานอาชีพ

ซึ่งจากงานวิจัยของตนเองพบว่า "ครอบครัว" นอกจากพ่อแม่แล้วยังรวมถึงเด็กที่เป็นพี่ของเด็กกลุ่มอาการออทิสติก ซึ่งเด็กที่เป็นพี่ที่มีการปรับตัวดีย่อมมีบทบาทในการช่วยเหลือ เป็นเพื่อนเล่น เป็นผู้ดูแล กับน้องที่เป็นเด็กกลุ่มอาการออทิสติก ทำให้เด็กกลุ่มอาการออทิสติกสามารถอยู่ร่วมกับพ่อแม่ และพี่น้องของตนเองได้ในเวลาต่อมาด้วย

ข้อมูลนี้สำหรับเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กกลุ่มอาการออทิสติกคำนึงถึงบริบทของครอบครัว และตัวเด็กเอง หากต้องการเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับเด็กกลุ่มอาการออทิสติกในเอเซีย  สามารถติดตามการประชุมครั้งต่อไปได้ที่  Asia Pacific Autism Conference, 2013 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ค่ะ 


Reference:

Howlin, P.(2011)40 years on: What happens to individuals
with Autism in middle age?. The Asia Pacific Autism Conference 2011 (APAC 2011).Perth, Western Australia

Lord, C. (2011). Longitudinal studies of ASD: 2 to 22.The Asia Pacific Autism Conference 2011 (APAC 2011).Perth, Western Australia