Topic: 1. Health development approaches
2. National health act 2007
3. Strategic planning
4. Buddhist management
วันที่ 7-8 มกราคม 2555
ผู้บรรยาย : ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์
สิ่งที่ได้เรียนรู้
สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันพบว่ามีการใช้สารเคมีจำนวนมากในการเกษตร และกระบวนการผลิตอาหารที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เพียงพอกับผู้บริโภค ในขณะเดียวกันก็เป็นการลดต้นทุน เช่นการใช้สารเคมีกับผัก ผลไม้ เพื่อให้ได้ผลผลิตเร็วและมากพอ การเลี้ยงสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหาร ก็มีการใช้สารเคมีในรูปของฮอร์โมน และอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ก็เลือกใช้อาหารที่มีต้นทุนต่ำ โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าทำให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติเสียและมีผลถึงการเกิดเชื้อระบาดที่ทำให้เป็นโรคต่างๆตามมา รวมทั้งโรคเรื้อรังที่เกิดจากสารเคมีที่ได้รับจากการรับประทานอาหารด้วย เช่น โรค ความดัน เบาหวาน มะเร็ง หลอดเลือดสมอง โรคจิตโรคประสาท และอื่นๆอีกหลายโรค ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นปัญหาสาธารณสุขทั้งในประเทศไทย และในทุกๆประเทศ ซึ่งนับวันก็มีแนวโน้มจะอัตารการเกิดโรคเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพที่ผ่านมา มีการกำหนดไว้ในนโยบายสาธารณะ เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ปรับทิศทางการให้บริการจากการลงทุนด้านการรักษามาเน้นบริการปฐมภูมิ การส่งเสริม ป้องกันโรค ในขณะเดียวกันก็พัฒนาทักษะของบุคคล ครอบครัว เพื่อสร้างสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ต่อมาก็เน้นการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การเฝ้าระวังและการประเมินผลกระทบ โดยให้ประชาชนเข้ามาส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบ ตัวอย่างความสำเร็จในประเทศไทย เช่น เทศบาลนครขอนแก่น ที่ประชาชนข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลท้องถิ่นชุมชนของตน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และชุมชนก็สามารถจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพได้
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มุ่งเน้นให้สุขภาวะของมนุษย์สมบูรณ์ทั้ง กาย จิตใจ สังคม และปัญญา เชื่อมโยงกันอย่างเป็นองค์รวม ไม่ได้มุ่งเน้นที่การรักษาเพียงอย่างเดียวเพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูง กำหนดให้มีระบบการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค โดยเน้นให้ประชาชนมีความรู้ และเข้ามามีส่วนร่วมในระบบสุขภาพดังกล่าว
การแก้ปัญหาตามหลักคำสอนของพุทธศาสนา มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4 รวมทั้งการใช้สติในการแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น หมู่บ้านพลัม เป็นสถานปฏิบัติธรรมที่อยู่รวมกันเป็นชุมชน ทำกิจกรรมร่วมกันปกติได้ เพียงแต่ฝึกสมาธิและให้มีสติทุกขณะไม่ว่าจะทำอะไร
สิ่งที่อยากจะทำ
- ปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองโดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี รับประทานเนื้อสัตว์และอาหารฟาสฟู้ดให้น้อยลง เล่าให้เพื่อนบ้าน ญาติ และบุคคลอื่นๆที่มีโอกาส ได้รับรู้ถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ ฝึกสมาธิและมีสติในการดำเนินชีวิต และยึดหลักอริยสัจ 4 ในการแก้ปัญหา
- ในการทำงานเน้นการเข้ามีส่วนร่วมของภาคประชน ให้องค์ความรู้ด้านสุขภาพ และผลกระทบที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม เพื่อให้รู้เท่าทันและตระหนัก ช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหาและวิธีป้องกัน โดยการเริ่มจากตัวเอง ครอบครัว และชุมชนของตนก่อน เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง สมารถดูแลสุขภาพของตนเองได้
เรื่องราวดีๆที่ได้ไปพบเห็น
- โรงเรียนชาวนา ที่ใช้กระบวนการจัดการความรู้ โดยชาวนาเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้การปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งเริ่มจากค่อยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยลงและใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพแทน โดยชาวนาสามารถใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นทำเองได้ จนกระทั่งเลิกใช้ปุ๋ยเคมี ให้ความรู้กับชาวนาเกี่ยวกับเรื่องแมลงในทุ่งนาว่าแมลงชนิดใดเป็นประโยชน์ แมลงชนิดใดทำลายข้าว แต่ท้ายสุดแล้วแมลงดีจะกำจัดแมลงที่ทำลายข้าวตามระบบนิเวศเอง เมื่อชาวนาได้ลองทำดู แล้วก็เป็นการลดต้นทุนที่เคยซื้อปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ในขณะเดียวกันได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและปลอดสารเคมีด้วย และเมื่อได้ผลแล้วก็จัดกระบวนการ
- บ้านห้วยผักเบี้ย อ.นาแห้ว จ.เลย เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญการเดินทางลำบากเนื่องจากเป็นเขา คดเคี้ยว และยังติดชายแดน มีเด็กนักเรียน 19 คน คุณครู 1 คน (ทำให้นึกถึงเพลงโรงเรียนของหนู) ชาวบ้านต้องพึ่งพาตนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐให้การสนับสนุนและประสานงานทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นหมออนามัย คุณครู นักวิชาการเกษตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้านและ อสม. ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกลแต่หมออนามัยก็มี อสม.ที่เป็นผู้ช่วยในการดูแลด้านสุขภาพ อบต.อำนวยความสะดวก นักวิชาการเกษตร พาชาวบ้านเรียนรู้การปลูกสตรอเบอรี่ การเพาะเห็ด ปลูกผักปลอดสารพิษ นอกจากจะสามารถรับประทานในครัวเรือนในหมู้บ้านแล้วยังเก็บขายให้กับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปพักที่อุทยานแห่งชาติภูสวนทรายได้ คุณครูเองก็พาเด็กปลูกผักเลี้ยงปลา เลี้ยงกบไว้ป็นอาหาร ในหมู่บ้านอยู่กันแบบเป็นครอบครัวเดียวกันต่างพึ่งพาอาศัยกัน