ธนัณชัย สิงห์มาตย์
นาย ธนัณชัย สิงห์มาตย์ สิงห์มาตย์

DBA : motivation


motivation นั้นหรือสำคัญมาก

Framework Motivation

แรงจูงใจ ( Motivation ) ความจริงแล้วคำนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะว่าในการทำสิ่งใดๆก็ตามหากจะให้ประสบความสำเร็จสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือแรงจูงใจ
ในสมัยโบราณนักรบที่ต่อสู้กันในสงครามล้วนแล้วแต่มีแรงจูงใจเป็นอย่างมากในการรบ
เพื่อว่าการรบนั้นจะนำมาซึ่งความสำเร็จ
มีนักวิชาการหลายท่านทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ต่างให้ความหมายของคำว่าแรงจูงใจไว้อย่างมากมาย เช่น

โลเวลล์( Lovell, 1980, p. 109 ) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า
เป็นกระบวนการที่ชักนำโน้มน้าวให้บุคคลเกิดความมานะ พยายามเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลุผลสำเร็จ

ไมเคิล
คอมแจน ( Domjan,
1996 , P 199 ) อธิบายว่า การจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรมการกระทำกิจกรรมของบุคคลจงใจกระทำพฤติกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

Walters (1978) กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในตัวของบุคคลที่มีผลทำให้บุคคลต้องกระทำ
หรือเคลื่อนไหว หรือมี พฤติกรรม ในลักษณะที่มีเป้าหมาย

อารี พันธ์มณี ( 2546 หน้า 269 ) กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง
การนำปัจจัยต่างๆ
ที่เป็นแรงจูงใจมาผลักดันให้บุคคลแสดงพฤติกรรมอย่างมีทิศทางเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายหรือเงื่อนไขที่ต้องการ
ปัจจัยต่างๆที่นำมาอาจจะเป็นเครื่องล่อรางวัล การลงโทษ การทำให้เกิดการตื่นตัว
รวมทั้งทำให้เกิดความคาดหวังเป็นต้น

เสนาะ
ติเยาว์ ( 2543
หน้า 208 ) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า
แรงจูงใจในความหมายหนึ่งคือ การจูงใจเป็นพลังที่กระตุ้นพฤติกรรม
กำหนดทิศทางของพฤติกรรมและมีลักษณะเป็นความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละไปยังเป้าหมายหรือสิ่งจูงใจนั้น
ดังนั้นการจูงใจประกอบด้วยความต้องการ ( needs ) พลัง ( Force) ความพยายาม ( effort ) และเป้าหมาย ( goal)

จากนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างให้ความหมายของคำว่า
แรงจูงใจ ( Motivation) ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่า แรงจูงใจ
หมายถึง
เป็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ตัวคน อาจเป็นพฤติกรรม การแสดงออก
ที่เป็นตัวขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้นการจูงใจจึงประกอบด้วย
ความต้องการจะบรรลุเป้าหมาย พลัง ความพยายามไม่ยอมแพ้ เป็นต้น

ทฤษฏีเกี่ยวกับแรงจูงใจ ( Motivation ) มีมากมายแต่ครั้งนี้ผู้เขียนขอนำเสนอทฤษฏีแรงจูงใจของ McClelland
ได้แบ่งแรงจูงใจตามความต้องการขั้นพื้นฐาน ของบุคคลเป็น 3 แบบดังนี้

1.ความต้องการอำนาจ ( The
need of
power) บุคคลมีความต้องการอำนาจมากอาศัยการใช้อำนาจสร้างอิทธิพลและควบคุมการทำงาน
เพื่อแสวงหาความเป็นผู้นำ และมีพลังที่เข้มแข็ง

2. ความต้องการผูกพัน ( The
need of affiliation ) บุคคลต้องการมีความผูกพันเป็นอย่างมาก
ปกติความผูกพันเกิดจากความรักทำให้บุคคลมีความสุขและความตั้งใจหลีกเลี่ยงการไม่ยอมรับของกลุ่มสังคมที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด
แต่ละบุคคลชอบ รักษาสัมพันธภาพที่ดีทางสังคม เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกยินดี
มีความคุ้นเคยกันเข้าใจกัน

3. ความต้องการความสำเร็จ ( the
need for achievement ) บุคคลต้องการมีความสำเร็จมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้รับความสำเร็จ
มีความหวาดกลัวอย่างรุนแรงต่อการประสบความล้มเหลวต้องการท้าทายในการทำงาน
ใช้แนวทางการทำงานที่เคยใช้ได้ผลสำเร็จมาแล้ว ทฤษฏีของ McClelland มีความสอดคล้องกับความพึงพอใจเพราะความต้องการที่เกิดขึ้นมาจากแรงจูงใจเกิดจากสิ่งเร้าทั้งภายนและภายนอกตัวบุคคล
เช่น สถานีโทรทัศน์ ช่องต่างๆ
ต้องการนำเสนอข่าวการเมืองที่อยู่ในความสนใจของประชาชน
ข้อมูลข่าวสารที่นำเสนออาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่อาจจะเป็นข่าวสารขายได้เท่านั้นเป็นต้น

จากทฤษฏีแรงจูงใจของ
McClelland
ทำให้เราทราบว่าแรงจูงใจขั้นพื้นฐานนั้นของมนุษย์นั้นสามารถแบ่งออกเป็น
3 ขั้น คือ ความต้องการอำนาจ ความต้องการความผูกพัน ความต้องการความสำเร็จ
แต่หากเราวิเคราะห์แล้วผู้เขียนเห็นว่า แรงจูงใจนั้นน่าจะประกอบดังนี้คือ

1. ความต้องการความผูกพันมนุษย์เราต้องการความผูกพันจากผู้บังคับบัญชา
หรือแม้นกระทั่งจากเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นหากมนุษย์ได้รับความผูกพันจากเพื่อนร่วมงาน
ก็เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จ

2. ความต้องการความมั่นคงในอาชีพการงานและครอบครัว
มนุษย์มีความต้องการด้านความมั่นคงในอาชีพการงานและความั่นคงในด้านครอบ
ดังนั้นมนุษย์มีความมุ่งมั่นและสร้างแรงจูงใจในการทำงานเพื่อความมั่นคงในอาชีพและครอบครัวของเขา

3.
ความต้องการการได้รับการยอมรับในสังคม มนุษย์เราต้องการได้รับการยอมรับนับถือจากผู้บังคับบัญชา
หรือแม้กระทั่งการได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน และบุคคลรอบข้าง
ดังนั้นหากเขาเหล่านั้นได้รับการยอมรับ
นับถือก็จะทำให้เขาเหล่านั้นมีแรงจูงใจการทำงานให้ประสบความสำเร็จได้

4.ความต้องการความสำเร็จ ความสำเร็จถือว่าเป็นประเด็นสำคัญของมนุษย์
กล่าวคือ มนุษย์ต้องการความประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม เช่น
ความสำเร็จในการทำงาน
เมื่อเราได้รับมอบหมายงานใดก็ตามเราก็คาดหวังจะทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จแต่จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากขาดแรงจูงใจในสิ่งนั้น ความก้าวหน้า
มนุษย์เราทุกคนต้องการความก้าวหน้าในชีวิต
หากดังนั้นเขาจะทำงานเพื่อความก้าวหน้าของชีวิต

จากที่กล่าวมาแล้วผู้เขียนมองว่า
การสร้างแรงจูงใจที่ดีนั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือการกำหนดเป้าหมาย
เมื่อเรากำหนดเป้าหมายแล้วหลังจากนั้นเราก็ต้องวาดฝันไปยังเป้าหมายของเราว่าหากประสบความสำเร็จแล้วเราจะได้อะไร
หากมองในลักษณะของพุทธศาสนานั้นเหมือนการกำหนดจิตของเราเอาไปไว้ที่เป้าหมาย
เมื่อจิตของเราอยู่เป้าหมายแล้วก็จะเกิดสิ่งที่ตามมานั้น ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า
แรงจูงใจ ในการที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ
เมื่อจิตใจของเรามุ่งตรงไปยังเป้าหมายก็จะสามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้
ดังนั้นผู้เขียนมองว่า
การกำหนดจิตของเราไปไว้ยังเป้าหมายทำให้เราสามารถทำงานได้ประสบความสำเร็จ
มีลักษณะคล้ายกับแรงจูงใจในการทำงาน เมื่อใจเราไปยังเป้าหมายแล้วเราก็จะสามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้

กรณีศึกษา
แรงจูงใจในการประสบควาสำเร็จ

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นเพื่อนสนิทกับผู้เขียนเอง
ผู้เขียนมองว่าเขามีแรงจูงใจในการประสบความสำเร็จของชีวิต
ผู้เขียนเลยนำตัวอย่างของเขามาเล่าเพื่อเป็นการสนับสนุนทฤษฏีเรื่องแรงจูงใจ
ความจริงผมกับอาจารย์ท่านนี้ก็รู้จักกันมาพอสมควรแต่หลังจากที่ได้พูดคุยและรับรู้ถึงแรงจูงใจในการประสบความสำเร็จของเขาเป็นอย่างดี
เขาเล่าให้ฟังว่า ตัวเขาเองเป็นคนที่เกิดในชนบทมีฐานะค่อนข้างยากจน
คือไม่สามารถที่จะเรียนหนังสือได้เนื่องจากเขาไม่มีเงินมากพอ
ทางบ้านต้องการให้เขาทำงานโดยไม่ให้เรียนหนังสือ แลต่เขาต้องการเรียนหนังสือ
เขามีแรงจูงใจว่าวันหนึ่งเขาต้องเรียนให้ดีที่สุด
และจบการศึกษาในระดับสูงอันนี้เป็นความคิดตอนเด็กๆ ต่อมาเขาทำงานรับจ้างก่อสร้างเพื่อเรียนหนังสือจวบจนจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา
และเข้าศึกษาต่อปริญญาตรีและไม่มีทุนการศึกษาอีก เขาแสวงทุนจนได้รับทุนการศึกษาจนสามารถเรียนจบปริญญาตรี
หลังจากนั้นด้วยความสามารถอันโดดเด่นทำให้เขาได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอก
ทางด้านการผลิตอาหารสัตว์ จนจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก หลังจากจบการศึกษามาเขามีเป้าหมายของชีวิตใหม่กล่าวคือเขาต้องการนำความรู้ที่เรียนมา
ช่วยเหลือชุมชนหรือชาวบ้านที่ยังไม่มีความรู้พอ เขาตั้งใจทำวิจัย
โดยโจทย์วิจัยที่คิดล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งประโยชน์ของชุมชนทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง
เช่น
ในยามที่ทุเรียนออกมากพ่อค้าแม่ค้าต่างนำทุเรียนมาขายกันในตลาดจนทำให้เปลือกทุเรียนมีปริมาณมากในตลาด
อาจารย์ท่านนี้เลยคิดแก้ไขปัญหาในการนำเปลือกทุเรียนไปผลิตเป็นอาหารสัตว์จนสามารถทำแล้วเกิดประสบความสำเร็จ
และสามารถใช้ในการลดขยะของจังหวัดได้
นอกจากนั้นยังสามารถเป็นอาหารสัตว์พวกโคนมของจัหวัดได้ ทำให้เกษตรกรระแวกนั้น
มีผลผลิตที่สูงและยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนของอาหารสัตว์ได้ จากกรณีศึกษานี้ทำให้ผู้เขียนเห็นว่า
อาจารย์ท่านนี้มีแรงจูงใจอย่างแรงกล้าในการที่จะประสบความสำเร็จ
ในการศึกษาและแรงจูงใจในการนำความรู้ที่ได้เรียนมา มาช่วยเหลือชุมชน เป็นต้น 

คำสำคัญ (Tags): #Framework Motivation
หมายเลขบันทึก: 474254เขียนเมื่อ 10 มกราคม 2012 14:54 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 14:36 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี