เร็วมากขึ้นตามไปด้วย แน่นอนว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งกระทบต่อทรัพยากรและชีวิตผู้คนในชุมชนท้องถิ่นอย่างมากเช่นกันการใช้ ข้อมูล ความรู้ และการมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นอาวุธสำคัญซึ่งหลายฝ่ายต่างเห็นว่าจะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถฝ่าข้ามสถานการณ์ที่ยุ่งยากนี้ไปได้ และ “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” ก็เป็นอีก “เครื่องมือ”หนึ่งที่ชุมชนท้องถิ่นนำไปใช้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองอย่างได้ผล…..—————————————————————————————————————พื้นที่ ภาคกลาง-ตะวันตก-ตะวันออกเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมีป่าไม้อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญหลายสาย ในขณะที่ชายฝั่งทะเลก็อุดมด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด แต่ในช่วงเวลา 30-40 ปี ที่ผ่านมา ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณ “อู่ข้าว อู่น้ำ” ของประเทศ แห่งนี้กลับต้องเผชิญหน้า กับปัญหาสารพัด ทั้งปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำมาหากินฝืดเคืองรายได้ไม่พอรายจ่าย ปัญหาสุขภาพ รวมทั้งการเสื่อมถอยของความเป็นชุมชน ท้องถิ่นอันโน้มนำไปสู่การเกิดปัญหาสังคมของชุมชนท้องถิ่น ในหลายๆ ด้านผศ.ดร.อาวรณ์ โอภาสพัฒนกิจ ผู้ประสานงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)สำนักงานภาค กล่าวว่า ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าเช่นนี้ การใช้ ข้อมูล ความรู้และการมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนท้องถิ่น ถือเป็น “อาวุธ”สำคัญซึ่งหลายฝ่ายต่างเห็นว่าจะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถฝ่าข้ามสถานการณ์ที่ยุ่งยากนี้ไปได้สกว.สำนักงานภาค จึงได้ ริเริ่มงานวิจัยแบบใหม่ หรือ “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น”ที่เปิดโอกาสให้ ชาวบ้านทำวิจัย โดยมีหลักการสำคัญ3 ข้อ ได้แก่ ชุมชนเป็นผู้กำหนดปัญหา หรือโจทย์การวิจัยเอง , เน้นกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน กับผู้เกี่ยวข้อง ,มีการเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยการทดลองปฏิบัติจริง โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนท้องถิ่น สร้างกระบวนการเรียนรู้ในการหาแนวทางในการจัดการกับปัญหา หรือ สถานการณ์ใหม่ๆได้อย่างเหมาะสม โดยได้เริ่มต้นให้การสนับสนุนโครงการวิจัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ปัจจุบันมีโครงการวิจัยทั้งหมดประมาณ 60 โครงการ”ประเด็นที่ชุมชนท้องถิ่นในเขตพื้นที่ภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออกเลือกมาเป็นหัวข้อในการทำวิจัยท้องถิ่นล้วนเป็นปัญหาที่ชาวบ้านกำลังเผชิญอยู่ เช่นการแก้ไขปัญหาเรื่องประตูระบายน้ำ เป็นปัญหาความขัดแย้งทั้งระหว่างชาวบ้านด้วยกันเองชาวบ้านกับกับหน่วยงานภาครัฐและนายทุนผู้ประกอบการ,การหาแนวทางฟื้นฟูป่าชายเลนเพื่อแก้ปัญหาการเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง,การศึกษาเปรียบเทียบในการเกษตรยั่งยืนที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพตามแนวเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพดินและสุขภาพอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้สารเคมีและต้นทุนการผลิตสูง,การหาแนวทางจัดการภาวะหนี้สินของชุมชนด้วยการพัฒนาการบริหารจัดการกลุ่มออมทรัพย์และอีกหลายชุมชนไม่เลือกปัญหาที่มีความขัดแย้งแต่ได้เลือกศึกษาประเด็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภูมิปัญญา วัฒนธรรมมาเป็นประเด็นในการสร้างกิจกรรมเพื่อดึงคนให้มารวมตัวกันเป็นกลุ่มและทำกิจกรรมร่วมกันได้มาดำเนินการ”ผู้ประสานงาน สกว.สำนักงานภาค ให้รายละเอียดเพิ่มเติมที่ผ่านมาพบว่า ผลจากการดำเนินโครงการวิจัยของชุมชนเล็กๆ ในพื้นที่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาในระดับชุมชนและท้องถิ่น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากไปกว่านั้นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นหลายโครงการยังสามารถเชื่อมโยงการแก้ปัญหาไปถึงนโยบายอีกด้วยยกตัวอย่างเช่น ชุมชนแพรกหนามแดง มีปัญหาความขัดแย้งในการปิด-เปิดประตูน้ำระหว่างชาวบ้านฝั่งน้ำจืด และน้ำเค็มยืดเยื้อยาวนานมากว่า 20 ปีสามารถคิดค้นแบบ “ประตูระบายน้ำ” ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีกลไกที่สอดคล้องกับระบบน้ำของชุมชน ความขัดแย้งจึงคลี่คลายลงความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ของการใช้ข้อมูลและมีความมั่นใจในภูมิรู้ ศักยภาพในการแก้ปัญหาของชุมชนด้วยตัวเองโดยมีกิจกรรมร่วมคิด ร่วมทำกันอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน องค์ความรู้ของชุมชนแพรกหนามแดง ถูกยกระดับให้เป็นกรณีศึกษา การจัดการน้ำในระบบนิเวศ 3 น้ำของประเทศ”เนื่องจากชุมชนที่ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มีทุนเดิมไม่เท่ากันฉะนั้นรูปธรรมความสำเร็จจึงแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ได้ชัดเจนก็คือ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้เข้าไปปรับวิธีคิดและวิธีการทำงานของชุมชนท้องถิ่นต่างไปจากเดิม ประการแรกคือ จากการคิดแบ่งพรรคแบ่งข้าง มาเป็นการคิดแสวงหาความร่วมมือทั้งจากคนในชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง พยายามสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจแสวงหาจุดร่วม แสวงหาโอกาส แสวงหาภาคี นักวิชาการผู้สนับสนุน ให้มาแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งทำให้การทำงานมีความก้าวหน้าไปได้ ประการที่สองที่สำคัญ คือ ชุมชนเปลี่ยนความรู้สึก มาเป็น ข้อมูล ความรู้ซึ่งจะถูกนำไปสู่การวางแผนออกแบบกิจกรรมเพื่อที่ทดลองแก้ปัญหาร่วมกันหลังจากที่มีการทดลองปฏิบัติก็จะมีการสรุปประเมินผลเพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่องสิ่งเหล่านี้คือกระบวนการเรียนรู้ที่ยิ่งทำก็จะยิ่งมีความรู้มากขึ้นและเก่งขึ้น งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทำให้ชุมชนสามารถสร้างความรู้ มีความเชื่อมั่นมีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตัวเอง จนกลายเป็นภูมิคุ้มกันตัวเองขึ้นมาสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมีปัญหาใหม่หรือสถานการณ์ใหม่ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นชุมชนก็สามารถจัดการได้ซึ่งนี่คือ หัวใจสำคัญของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น”ผศ.ดร.อาวรณ์ กล่าวสรุป รูปธรรมจากการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่นของชุมชนเล็กๆในพื้นที่ภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก ในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)กล่าวว่า แม้ปัจจุบันงานวิจัยท้องถิ่นจะมีผลเป็นที่น่าพอใจแต่ยังไม่เพียงพอสิ่งที่ต้องเพิ่มเติม คือต้องสร้างความรู้ที่นอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนของคนทำงานด้วยกันและสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม คือ การต้องยกระดับความรู้ขึ้นมาไปสู่นโยบาย เป็นกฎหมายหรือจะนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงการทำงานของภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐ ความรู้ในเชิงนโยบาย และความรู้ที่เป็นสากลมากขึ้น อย่างไรก็ตามงานวิจัยท้องถิ่น เป็นงานยาว และงานยาก ไม่หวังผลเร็ว อาจต้องใช้เวลาเป็นล้านนาที พูดกันนานเป็น 5 ปี 10 ปี 20 ปีฉะนั้นจึงต้องอาศัยความอดทน “ทุ่มเทอย่างเต็มที่…แต่ไม่รีบเร่ง” แต่สามารถเก็บผลของงานและประสบการณ์รายทางได้เรื่อยๆในที่สุดแล้วด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ด้วยวิธีการที่มุ่งสร้างสรรค์สิ่งที่ดีต่อชุมชนต่อเครือข่ายภาคีท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ฯลฯจะช่วยให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมได้ต่อไป.
พลิกปัญหาเป็นความรู้ เสริมชุมชนสู่เสรีนิยมใหม่
ในยุคที่โลกหมุนเร็วมากขึ้นด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี "ชุมชนท้องถิ่น" ในเขตพื้นที่ ซึ่งเคยมีวิถีชีวิตสงบเรียบง่ายอยู่ท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติอันอุดม ต้องเผชิญหน้ากับ "ความเปลี่ยนแปลง"
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
จรัญ มั่นช้อย · 31 ส.ค. 2549
นาย ภีม ภคเมธาวี · 31 ส.ค. 2549
JJ · 31 ส.ค. 2549
เกษตรทุ่งตะโก · 31 ส.ค. 2549
พิชชา · 31 ส.ค. 2549