แม่จ๋าอยู่ไหน บุญช่วย มีจิต
ครอบครัวที่มีความสุข คือ ครอบครัวที่อบอุ่น อยู่พร้อมหน้า พ่อ แม่ลูก และต้องมีความสามัคคีกลมเกลียวกันเป็นอย่างดีด้วยนะ ไม่ใช่พ่อ แม่ทะเลาะกันวันละสามเวลาหลังอาหาร จนลูก ๆ รำคาญ หรือ ไม่พี่น้องเกี่ยงกันทำงานบ้าน เห็นแก่ตัว คนพี่เอาเปรียบน้อง น้องไม่ยอมพี่ ทะเลาะกันถึงกับลงไม้ลงมือชกต่อยกัน พูดจาไม่เชื่อฟังพ่อแม่ วัน ๆ เอาแต่เที่ยวนอกบ้าน หิวมาก็วิ่งเข้าบ้าน อย่างนี้ก็คงจะหาความอบอุ่นและความสุขไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่า คนที่ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ หรือ ไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่ที่เขาเรียกกันว่า
กำพร้า กำพลอย
มันเป็นชีวิตที่หงอยเหงา เศร้าสร้อย ขาดความอบอุ่น ขาดความมั่นใจ มีปมด้อย ทำอะไรก็ไม่เต็มที่นัก ทั้ง ๆ ที่มีคน ( ตา ยาย ) เลี้ยงดูอย่างดีก็ตามทีเถอะ
อย่างผม
เกิดมาไม่เคยเห็นหน้าแม่ว่า เป็นคนอย่างไร ได้ยินแต่คนเขาเล่าว่าเป็นคนรูปร่าง ลักษณะอย่างนั้น ๆ
มีพ่อก็เหมือนไม่มี เพราะเสียสติ จิตวิปลาส กลายเป็น บ้า เอาแต่ร่ายบ้า ( บ่นคนเดียว) ทั้งวัน
มันยิ่งเป็นชีวิตที่โศกเศร้า รันทดใจ เป็นสิบเท่าทวีคูณ คิดย้อนอดีตแล้วก็ยังอัศจรรย์ใจนักว่า
มาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ?
เดือนสาม เดือนสี่ ฝนใหม่โปรยปรายลงมา ทำให้ต้นไม้ที่ผลัดใบแห้งโกร๋น ชูยอด ถอดใบ มีชีวิตชีวา
นกกาเหว่าร้องหาคู่เสียงเจื้อยแจ้ว โหยหวนตามธรรมชาติของมัน แต่ยาย ( เกียน ) ฟังแล้ว ดึงผมเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนจนแน่น และหยดน้ำตาร่วงลงมาเผาะ ๆ พร้อมบอกว่า
นั่นแหละแม่ของเจ้าไปเกิดเป็นนกกาเหว่า !!
ซึ่งตอนนั้น ผมฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่องว่า มันหมายความว่าอย่างไร ?
รู้อย่างเดียวว่า แม่ของผมก็คือยายเกียนนั้นเอง
มีคนพูดว่า ไอ้ลูกกำพร้า ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรนัก
ผมจะติดยายมาก ไม่ยอมให้ห่างตัวเลยทีเดียว ไปไหนเป็นต้องร้องตาม
ยายจึงไม่ค่อยได้ไปงานบุญ ไปค้างที่อื่น เหมือนเพื่อนบ้านเขา เพราะผมจะเกาะเอวแน่นร้องตามทุกที
บ่ายวันหนึ่ง ผมจะม่อยหลับไปแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าตื่นขึ้นมาแล้วใจหาย ไม่เห็นยาย ไม่มีใครบอกว่าไปไหน แน่นอน ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรและออกเดินป่าร้องเรียกชื่อยายตามไปที่สวน ด้วยคิดว่า ยายคงไปสวน[1]แน่ ๆ เพราะยายเคยพาไป(ไปดายหญ้า ปลูกถั่ว ปลูกแตง ) สองสามครั้ง
ทั้ง ๆ กลัวแสนกลัว ก็กลัวป่า กลัวสัตว์ กลัวผีสารพัดนั่นแหละ เป็นป่าที่รกมากและอยู่ติดกับป่าช้าด้วย ที่สำคัญไม่มีทางเดิน ต้องลัดเลาะไปตามป่า กะทิศทางเอาเอง กะไม่ถูกก็จะหลงป่าไปบ้านอื่น ซึ่งเคยมีประจำเรียกว่าผีพาไปนั่นแหละ ร้องไห้จากบ้านไปถึงสวน นั่งร้องไห้เรียกยายอยู่เป็นนานจนเย็นจึงกลับมา
ปรากฏว่ายายไม่ได้ไปสวน แต่ไปหาปลา หาเขียดที่ทุ่งนาอีกแห่งหนึ่งคนละทิศกันเลย
มาถึงบ้านยายดึงตัวเข้าไปกอด ร้องไห้อีกเป็นครั้งที่สอง !!
ไม่เข้าใจว่า ยายร้องทำไม ?
อ๋อ ! ก็เพราะสงสารลูกกำพร้านะซี และคงจะคิดถึงลูกสาวของท่านด้วยกระมัง
แม่จ๋า ! แม่อยู่ไหน ?
แม่จ๋า ! แม่ไปเกิดเป็นนกกาเหว่าเหมือนยายพูดจริงหรือ ?
แม่จ๋า ! แม่ไปเกิดอยู่ภพไหน ภูมิไหน ลูกคนนี้ยังคิดถึงตลอดเวลา
แม่จ๋า ! ถ้าแม่ไปเกิดอยู่ในสรวงสวรรค์ จงใช้ญาณวิถีส่งมาหาลูกบ้างเถิด
แม่จ๋า ! ถ้าแม่ไปเกิดอยู่ในนรก ขออุทิศผลบุญที่ลูกได้บำเพ็ญมาตลอดชีวิต ขอให้แม่จงพ้นจากทุกข์ทรมานด้วยเถิด
แม่จ๋า ! ถ้าแม่ไปเกิดในเมืองมนุษย์ ป่านนี้จะโตเป็นหนุ่ม เป็นสาวและอยู่แห่งหนตำบลใด โปรดแสดงตัวให้ลูกได้รู้บ้างเถิด !
หรือว่า แม่มาเกิดเป็นแม่ของลูกจริง ๆ ในบัดนี้ !!
นี่คือความรำพึง รำพันอยู่ในใจตลอดเวลา เพราะขาดแม่ ขาดความอบอุ่นจากผู้หญิง
เพระเหตุนี้
ผมจึงรู้สึกจะชอบผู้หญิง และถูกชะตากับผู้หญิงมากเป็นพิเศษ !!
ทำอะไรถ้ามีผู้หญิงมาเกี่ยวข้องด้วย มักจะประสบความสำเร็จ !
ไปอยู่ที่ไหน จะมีผู้หญิงมาพัวพันกับชีวิตเสมอ นับตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่
ไม่ยกเว้นแม้แต่เป็นครูสอนลูกศิษย์
ไม่ได้คิดลำเอียง
แต่ผู้หญิงมักจะช่วยงานและสนิทสนมมากกว่าผู้ชาย ตั้งแต่รุ่นแรกจนรุ่นสุดท้าย
จนมีบางคนพูด ( นินทา ) ว่า
เป็นแฟนกันก็มี !!
ขอบอก ณ ที่นี้เลยว่า ไม่เคยคิดลามก เลวทรามถึงขนาดนั้น
เพียงแต่คิดว่า ….
ผู้หญิงทุกคน คือ
แม่ของผมทั้งสิ้น !!
แม่จ๋า แม่อยู่ไหน ? !!
[1] ตาไปทำสวนปลูกพืชผักไว้แปลงหนึ่ง ห่างจากบ้านไปไกลพอสมควร ที่สำคัญไม่มีทางเดิน ต้องลัดเลาะไปตามป่า คนชำนาญ และรู้เท่านั้นจึงจะไปถูก สมัยนั้นยังมีป่าไม้รกมาก พ้นหมู่บ้านก็เป็นป่าแล้ว