สวดมนต์ข้ามปีวัดพระแก้วเชียงรายกับพระธรรมราชานุวัตร
กระต่ายใต้เงาจันทร์
ในวันที่31 ธันวาคม2555
กระต่ายและครอบครัวไปสวดมนต์ข้ามปีที่วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย
ปีนี้มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมากกว่าทุกปี
พระธรรมราชานุวัตรเจ้าคณะภาคหก
เจ้าอาวาสวัดพระแก้วได้เปิดศาลาปฏบัติธรรมทั้งสองหลัง
แต่ก็ยังล้นออกมาถึงด้านบริเวณข้างศาลานั่งสวดมนต์รายล้อมด้วยผู้คน
มีน้ำข้าวโพด น้ำฟักทอง โอวัลติน ไมโล กาแฟ น้ำเปล่า
และข้าวต้มเครื่องไว้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดทั้งสิ้นพร้อมทั้งแจกหนังสือสวดมนต์ข้ามปีที่เป็นทั้งบทสวดภาษามคธ(บาลี)ซึ่งเรียบเรียงโดยพระธรรมราชานุวัตรแจกให้เป็นธรรมทานจำนวน1000เล่มปรากฏว่าไม่พอแจก
และยังเป็นของที่ระลึกติดตัวกลับไปทุกคน
กระต่ายโชคดีที่อยู่ในศาลาเดียวกับที่หลวงพ่อนำสวดมนต์ข้ามปี มีนักศึกษาจากมหาลัยแม่ฟ้าหลวงหลายสิบคนนั่งอยู่ข้างๆได้ยินเสียงคุยกันเบาๆว่า รู้มาจากเวปวัดพระแก้วเพราไปหาดูในอินเตอร์เน็ต เห็นนักเขียนชื่อกระต่ายใต้เงาจันทร์เขียนไว้แต่ไม่ได้เปลี่ยนพ.ศ.เป็นของปีที่แล้วเลยโทรไปถามที่วัดเรื่องรายละเอียด เรื่องสวดมนต์ข้ามปีที่วัดพระแก้วพร้อมชวนครอบครัวมา กระต่ายเลยได้แต่นั่งอมยิ้ม เมื่อนักศึกษาหันมาถามว่า แล้วพี่มาจากจังหวัดไหนคะ มาทุกปีไหม รู้ได้อย่างไรก็ได้แต่ตอบว่า มาทุกปีคะ..แต่ไม่ได้บอกว่า..เป็นคนเขียนเอง.มีคนที่รู้จักว่าทำงานอยู่มจร.วัดพระแก้ว ละเขียนเวปเรื่องนี้ลงในเน็ต โทรมาถามรายละเอียดและอาจารย์ที่รู้จักโทรมาถามหลายสิบคน .รู้สึกดีใจคะ ที่อย่างน้อย ในการลงเรื่องนี้ก็เป็นที่สนใจของคนทั่วไปและเด็กๆที่เป็นเยาวชนของชาติ ทั้งหญิงและชาย ใส่ใจในพระศาสนา
จริงๆแล้วตัวกระต่ายเองคิดว่าจะนั่งปฎิบัติธรรมสวดมนต์จนข้ามปีใหม่แต่ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในการรอบรู้ของพระธรรมราชานุวัตรทำให้ตัวเองต้องรีบหายืมปากกามาจดบันทึกทุกครั้งที่ท่านบรรยายและนำมาเขียนเสียทุกครั้งไป
เพราะฟังแล้วเพลิดเพลิน สนุก ไม่น่าเบื่อ
ซ้ำยังทำให้เรารู้อะไรอีกมากมายในเรื่องประวิติศาสตร์ แหมแต่นักศึกษา
กลุ่มใหญ่ ที่นั่งข้างๆซึ่งไม่รู้จักว่านั่นคือ หลวงพ่อวัดพระแก้ว
ยังคุยกันและหัวเราะอย่างมีความสุขแม้เวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว บอกว่า
ท่านเก่งเน๊อะ เล่าเรื่องสนุก น่าฟัง
ทำให้หายง่วงเลยเพราะว่าท่านเล่าไป
ท่านก็สอดแทรกมุขขำๆพร้อมหัวเราะเบาๆ
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกระต่ายชอบฟังนัก
พระธรรมราชานุวัตรได้กล่าวถึงพลตรีหลวงวิจิตรวาทการกับศาสนาทำให้ตัวเองต้องกลับไปอ่านเรื่อง
พลตรี
หลวงวิจิตรวาทการเพราะเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือและชอบค้นคว้าทำให้ทราบว่า
พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นตัวอย่างของผู้ที่ต่อสู้กับชีวิต
ด้วยความบากบั่น มานะ อดทน ซื่อสัตย์สุจริตในการทางาน
ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ มีความขยันหมั่นเพียร
ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองโดยไม่เคยหยุดนิ่ง
ด้วยการอ่านหนังสือตลอดชีวิตของท่านในเรื่องการทำงานของพลตรี
หลวงวิจิตรวาทการท่านใช้วิธี
แทนที่จะรอให้เขาจ่ายงานมาให้ หลวงวิจิตรวาทการไปของานเขาทำ
ขอให้เขาสอนให้ เริ่มจากงานง่ายไปหางานยกขึ้นโดยลำดับ
ก่อนที่คนอื่นจะมาพร้อม
หลวงวิจิตรวาทการทำงานเสร็จไปแล้วอย่างน้อยสองเรื่อง
ชื่อของท่านจึงได้สะดุดตาผู้ใหญ่ไปทุกวัน ทั้งๆ
ที่เป็นเสมียนชั้นต่ำที่สุด ท่านกล่าวว่าไม่เป็นการยากลำบากเกินไปเลย
ที่จะสร้างความเด่นความสำคัญให้แก่ตัว
ขอแต่เพียงให้มีความมักใหญ่ใฝ่สูงในการทำงาน
และสร้างความดีเด่นของตนด้วย "งาน"
ไม่ใช่ด้วยวิธีอื่นชีวิตของหลวงวิจิตรวาทการ
เป็นชีวิตของผู้มีวิริยะมานะกล้าในการทำความดี
ได้ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งความเจริญ
ชีวิตของท่านได้ดำเนินมาหลายบทบาท เริ่มจากการเป็นนักธรรม
เป็นข้าราชการ นักการเมือง นักการทูต เป็นครู -
อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นนักประพันธ์ เป็นนักปราชญ์
จากสามเณรเปรียญ 5 ประโยค
ท่านได้รับพระราชทานปริญญาบัตรเศรษฐศาสตร์สหกรณ์
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2504
หลวงวิจิตรวาทการยังเขียนเรื่องศาสนาไว้ว่า ๑.
ศาสนาเน้นในเรื่องศีลธรรมจริยธรรม ความดีความชั่ว
และจุดหมายสูงสุดของชีวิต
๒. ศาสนาเน้นทั้งระดับศีลธรรมจริยธรรมและระดับปรมัตถสัจจะ
๓.
ศาสนาจะต้องมีพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคำสอนในรูปของศาสนพิธี
๔. ศาสนามีลักษณะศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสูงสุด เป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์
๕. ศาสนาเป็นหลักการที่แท้จริงแน่นอนไม่มีการเปลี่ยนแปลง
๖. ศาสนามีศาสดาเป็นผู้ก่อตั้ง
และศาสดานั้นอาจะได้รับเทวโองการจากพระเจ้า
หรือได้ค้นพบสัจธรรมทีมีอยู่แล้ว ถึงแม้ไม่มีใครค้นพบ
สัจธรรมนี้ก็ยังมีอยู่
๗. ศาสนาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งโลก เพื่อประโยชน์สุขแห่งมนุษย์ทั่วไป
๘. มนุษย์นับถือศาสนาหลายศาสนาในเวลาเดียวกันไม่ได้

ซึ่งตรงนี้
หลวงพ่อวัดพระแก้วหรือพระธรรมราชานุวัตรได้บรรยายสลับกลับการสวดมนต์เพื่อพักอิริยาบถไว้ตรงทีเดียวโดยไม่ได้ดูหนังสือแม้แต่น้อย
แม้แต่เรื่อง
ศาสนาพุทธยังเป็นศูนย์กลางศาสนาโลกประเทศไทยเป็นมหาอำนาจที่ศาสนาอื่นๆยกย่อง
ในเรื่ององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก แปลจากภาษาอังกฤษว่า The
World Fellowship of Buddhists ผู้บัญญัติคำเป็นภาษาไทยจาก
ภาษาอังกฤษคือท่านอาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพ
ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารของสำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
มาเป็นเวลาหลายสิบปีก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต
อาจารย์สุชีพ
ปุญญานุภาพเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
ตั้งแต่ท่านยังเป็นพระภิกษุอยู่วัดกันมาตุยาราม เมื่อท่านบุกเบิก
ให้มีการรื้อฟื้นมหาวิทยาลัยสงฆ์มหามกุฏราชวิทยาลัย
จนมหาวิทยาลัยสงฆ์ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว
ท่านได้รับเชิญไปประชุมที่ประเทศศรีลังกา โดยมี พระมหาแสง โฆสธมฺโม
(หรือท่านศ. แสง จันทร์งาม เดี๋ยวนี้)ร่วมเดินทางไปด้วย
การไปประชุมครั้งนั้น เป็นการประชุมของชาวพุทธใหญ่ที่สุด
เท่าที่เคยมีมา เพราะเป็นการเชิญทั้งแกนนำชาวพุทธฝ่ายมหายาน,
เถรวาทและวัชรยานไปพร้อมกัน เพื่อทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกัน
ผู้นำชาวศรีลังกาที่เชิญชวนให้ชาวพุทธสามัคคีกันเผยแผ่มากกว่าจะต่างคนต่างทำงานกันก็คือ
ศ.ดร.จี.พี.มาลาลาเสเกร่า (G.P.Malalasekera)
ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
เพื่อให้ตัวแทนพระพุทธศาสนาจากนิกายและประเทศต่างๆ
ได้มีโอกาสมาประชุมปรึกษาหารือการพระศาสนาร่วมกัน
ปัจจุบัน องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
มีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศไทย ถนนสุขุมวิท ด้านหลังของสวนเบญจศิริ
ประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
• ม.จ.พูนพิศมัย ดิสกุล
• ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์
• ฯพณฯ แผน วรรณเมธี
เลขาธิการสภากาชาดไทยและที่เป็นรู้จักกันเป็นอย่างดีอีกองค์หนึ่งคือ
พระธรรมโกศาจารย์




ท่านเจ้าอาวาสฝากอนุโมทนาเจ้าของเวบไซต์มาด้วยครับ