ความเป็นครู

เมื่อวานมีโอกาสได้อ่านบทความตอนหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นครู และรู้สึกประทับใจ จึงได้นำมาให้ทุกท่านได้อ่าน

พระราชวรมุณี (พระยุทธ์  ปยุตฺโต) ได้เขียนไว้ในหนังสือ ปรัชญาการศึกษาไทยหน้า 130-131.   เกี่ยวกับหน้าที่ของครู ความตอนหนึ่งว่า

ครูเป็นสื่อชักนำ หรือเหนี่ยวนำการศึกษาให้แก่ศิษย์ ศิษย์เป็นผู้ใช้ประโยชน์ จากสื่อนั้นในการ   ปลูกฝังการศึกษาให้เกิดขึ้นแก่ตน…”
“…เราเรียกหน้าที่ของครูว่า เป็นสัปปทายก หรือ ศิลปทายก สัปปทายก คือ อะไร สัปปทายก คือผู้ให้ศิลปวิทยา หรือผู้ถ่ายทอดศิลปะวิทยา หมายความว่าครูอาจารย์นั้น ทำหน้าที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาการแก่ศิษย์ เป็นผู้สืบต่อมรดกทางวัฒนธรรม และทางปัญญาของมนุษย์ชาติ มนุษย์เราค้นคว้าแสวงหาความรู้วิชาการต่างๆ ขึ้นมาแล้ว ก็มีบุคคลกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ช่วยกันรักษาสืบต่อไว้และแสวงหาค้นคว้าวิชาการนั้นๆ ให้กว้างขวาง ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ครูเป็นผู้นำหน้าที่อันนี้…”
          หน้าที่ประการที่สอง เรียกว่าเป็นหน้าที่ของกัลยาณมิตร หน้าที่กัลยาณมิตร ก็คือการเป็นผู้ชี้แนะ  เป็นผู้กระตุ้นเตือนในศิษย์รู้จักคิด รู้จักใช้ปัญญา ฝึกการใช้ปัญญาและรู้จักรับผิดชอบสร้างสมคุณธรรมให้เกิดมีขึ้นในตน ให้เป็นคนไม่มีทุกข์ ไม่มีปัญหาอันนี้เป็นสิ่งสำคัญ เป็นหน้าที่หลักของครู หรือหน้าที่ที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นครู
         จะเห็นได้ว่าสาระที่พระเดชพระคุณพระราชวรมุนีกล่าวถึง หน้าที่ของครูไว้สองประการสำคัญ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ สืบต่อมรดกทางวัฒนธรรมและ สร้างสรรค์ปัญญาให้กับศิษย์และการเป็นกัลยาณมิตร เป็นหลักสำคัญของผู้ที่ทำหน้าที่เป็นครู จึงถือว่าครูเป็นผู้ให้ทางปัญญาแก่ศิษย์โดยแท้ ดังนั้น สู่ความเป็นครู หรือเส้นทางในความเป็นครูจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศิษย์ โดยพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ศิษย์เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข
          ครูทุกคนจึงตระหนักอยู่เสมอที่จะให้ศิษย์มีความก้าวหน้ามีชีวิตที่ดี โดยหวังว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคมในวันข้างหน้า ครูจึงตั้งใจที่จะสั่งสอนศิษย์อย่างเต็มที่
            เมื่อเป้าหมายของครูเป็นเช่นนั้น ครูจึงต้องหันมาดูตัวครูเป็นหลักก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า “การเป็น    ตัวอย่างที่ดี คือการสอนที่ดี” เพราะศิษย์จะตามแบบอย่างครู ครูจึงต้องพัฒนาตนเองเริ่มตั้งแต่ใจรักเด็ก    รักศิษย์ รักที่จะสั่งสอนหรือถ่ายทอดความรู้ให้กับคนอื่น มีความตั้งใจ เรื่องความรู้สึกหรือเจตคติต่อความ เป็นครูจึงเป็นเรื่องสำคัญ คือ เริ่มต้นที่จิตใจรักที่จะเป็นครู นั่นเอง เมื่อใจรักที่จะเป็นครู เพื่อประกอบอาชีพเป็นครู จึงต้องแสวงหาว่าการเป็นครูที่ดีเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เป็นกรอบหรือแนวทางในการปฏิบัติตน
มีบทดอกสร้อยบทหนึ่ง กล่าวถึงครูดีไว้ช่วยให้จดจำได้ง่ายว่า ดังนี้

ครูเอ๋ยครูดี                                   จำต้องมีหลักสี่สถาน

หนึ่ง ความรู้เก่งหล้าวิชาการ              สอง เชี่ยวชาญการปกครอบต้องใจคน

สาม ชำนาญการอบรมสั่งสอนศิษย์     รู้จักคิดหาอุบายให้ได้ผล

สี่ ประพฤติชอบและอดทน                ใครได้ผลชื่นชมนิยมเอย