กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องที่มาติดตามข่าวของเราค่ะ
สำนักข่าวเฝ้าระแวงกลับมาพร้อมกับความเป็นไปในบ้านสุขสันต์กับนิสิตแพทย์สงวนทั้ง9 (คล้ายๆสัตว์ป่า ฟังแล้วดูดี เหอๆ)
06.00น. มีสิ่งมีชีวิตเริ่มเคลื่อนไหวที่นอกห้องนอน ออกไปดูพบว่า ผู้นั้นคือนางแปดริ้วนั่นเอง ช่วงนี้คงอยู่ในช่วงmania ตื่นมาอาบน้ำอันเย็นเฉียบตั้งแต่พระอาทิตย์ยังบิดขี้เกียจ เช้านี้อากาศหนาวมว๊ากกก ทุกคนแก้ปัญหานี้ด้วยการม้วนตัวอยู่ในผ้านวมหนา สวยงามค่ะ เหมือนกองแยมโรล ภารกิจแรกของวันนี้เริ่มต้นด้วยการยืนหยัดด้วยตนเองกับอาหารมื้อเช้าที่ต้องตะลุยความหนาวออกไปซื้อของสดที่ตลาด ซังกุงห้องเครื่องแว้นออกไปกับนางในคนสนิทด้วยเวลาอันรวดเร็ว นางทั้งสองก็ไม่ลืมการเป็นตัวอย่างที่ดีของชาวบ้านด้วยการสวมหมวกน็อค ฮี่ๆ โปรโมทสักหน่อย หลังจากกลับมาแล้วก็ไปโช้งเช้งอยู่ในครัวพร้อมกับลูกมืออีก3ชีวิต
อย่าไปบอกใครนะ เราลืมซื้อมะนาวมาทำต้มยำแต่พอดีว่าเหลือบไปเห็นต้นมะนาวออกลูกแอบดกอยู่หลังบ้าน เสร็จเรา แอบดอดไปเก็บของเค้าทันที 555 คนดีของสังคมจริงๆ อยู่บ้านเค้า กินมะนาวเค้า มนุษย์ที่เหลือเริ่มตื่นกันแล้ว ต่อคิวกันอาบน้ำ เนื่องจากห้องน้ำเรามีเพียงห้องเดียว แต่อย่าได้เป็นกังวลค่ะ เรื่องวิ่งผ่านน้ำ นสพ.เราทำสถิติโลกอยู่แล้ว เสร็จเสียทีอาหารทำเองมื้อแรก กับข้าว 3อย่าง แซ่บคอดๆ
มีต้มยำปลากระป๋อง ,เห็ดผัดน้ำมันหอย และไก่ทอดคาราเกะ ฟาดกันเรียบ
น่ากินป้ะล่ะ
รุมกันใหญ่
09.00น. ได้เวลาเดินทางไปโรงพยาบาลชุมชนกันแล้ว โรงพยาบาลมะขามนั่นเอง
เดี๋ยวเราจะได้ไปเจอกับเพื่อนๆที่ไปท่าหลวงด้วย แบบว่าลงชุมชนอำเภอเดียวกันน่ะค่า ดีใจๆ เพื่อนเยอะฮาเฮ ไม่เจอวันเดียว คิดถึงเหมือนกันนะจะบอกให้ ^_^
ไปถึงโรงพยาบาล ก็แอบเหล่ๆบรรยากาศเล็กน้อย อื้ม กว้างขวางทีเดียว ต้นไม้ร่มรื่น ที่จอดรถเหลือเฟือ แต่คนไข้บรู้มมม กลายเป็นโกโก้ครั้นช์ 555 เยอะใช้ได้อยู่ โดยรวมกดLikeค่ะ น่าอยู่มาก ใกล้ตัวเมืองด้วย เดินทางสะดวก แลดูชมจนสมใจเราก็เดินขึ้นไปชั้นสอง เป็นโซนของระดับผู้บริหารแล้วก็ห้องประชุม พื้นที่สำหรับเราเช้านี้ค่ะ ได้พี่ต้อย เรวดี พยาบาลสุดสวย ภรรยาพี่หมอปิง อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะขามมาต้อนรับขับไล่ เอ้ย ขับสู้เราเป็นอย่างดี แจก break อร่อยๆเป็นนม 1กล่องและเบเกอรี่อีก 1ชิ้น หรอยจั่งฮู้ว ระหว่างกินขนมไป พี่ต้อยก็มาชวนเราพูดคุยเพลินๆรอเพื่อนกลุ่มท่าหลวงและผู้อำนวยการ นั่งคุยกันไม่นานองค์ประชุมก็ครบ ผู้อำนวยการนราได้ให้เราแนะนำตัวว่าชื่อเสียงเรียงไรและมาแต่ที่ใด
หลังจากนั้นท่านก็ได้เล่าถึงระบบบริหารในโรงพยาบาลพอเป็นสังเขป และเล่าประสบการณ์การทำงานของท่านให้เหล่านิสิตแพทย์ที่ยังไม่ประสาโลกและโรคได้สดับ
ระหว่างรอเราก็ถ่ายรูป
เกือบจะสิบเอ็ดโมงพี่ต้อยก็ได้พาเราเยี่ยมชมแผนกต่างๆในโรงพยาบาล แนะนำพี่ๆประจำแผนกให้เราได้รู้จัก น่ารักกันทุกคนเล้ยยย โรงพยาบาลนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส ได้รางวัล Smile hospital จากสำนักข่าวเราไปโล่ด ขอบอกว่าเราได้ดูกันทุกซอกทุกมุมตั้งแต่หน้าโรงพยาบาลซึ่งเป็นส่วนของผู้ป่วยนอก ขยับเข้ามาโซนกลางเป็นวอร์ดผู้ป่วยใน ไปจนถึงด้านหลัง หลังมากจริงๆคือ บ่อบำบัดน้ำเสีย พี่ต้อยบอกว่าต่อไปหลายคนอาจต้องไปเป็นผู้บริหาร ก็ต้องดูทุกระบบของโรงพยาบาลเช่นนี้แหละค่ะ พูดได้คำเดียวว่า “เริ่ด (= เลิศแบบกระดกลิ้น จะได้ feelingที่มากกว่า)”

11.30น. ทุกคนจดจ่อให้มาถึงช่วงเวลานี้มากค่ะ เพราะพี่นราและท่านนายอำเภอบอกว่าจะเลี้ยงข้าวกลางวันที่ร้านริมธาร อาหารเพียบเปิดด้วยเมนูแบบพื้นบ้าน มีแกงเผ็ดเป็ดย่าง ยำหัวปลี ห่อหมกทะเล บลาบลาบลา จบท้ายด้วยเมนูบ้านๆ ไข่เจียว 555 สูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ เรารีเควสกันเองแล กินเสร็จก็ได้ฤกษ์แยกย้ายกันกลับ สงสัยอยู่ว่า เรายังไม่เห็นธาร อย่างที่ชื่อร้านบอกเลยแฮะ เพราะเรานั่งกินแต่ในห้องแอร์ส่วนตัว


13.30น. ได้เวลาทำงานของเราแล้ว เราแยกกันสองกลุ่มไปสาธารณสุขอำเภอ, เทศบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) งงชิแมะ ว่าคืออะไร รพสต.เป็นชื่อใหม่ของสถานีอนามัยเดิมนี่แหละค่า บอกเอาไว้ คุณผู้อ่านข่าวของเราจะได้ไม่ตกเทรนด์ ต่างคนต่างไปควักล้วงข้อมูลจากแหล่งที่ตนเองไป เพื่อเราจะมาหาจุดประสงค์ของโครงการและออกแบบสอบถามของเรา
16.00น. รวมแก๊งกันใหม่ที่บ้านสุขสันต์ ประชุมหาข้อสรุปในการออกแบบสอบถามกันอย่างเข้มข้น กว่าจะได้สักคำถามนึง เถียงกันจนต้องจิบน้ำอุ่น แต่ในที่สุดเราก็สามารถผลิตแบบสอบถามสำหรับชาวบ้านออกมาจนได้ เกือบ 3ชั่วโมงทีเดียวเชียว คำถามของเรามี 4หน้าA4 แบ่งเป็น 6ส่วน ได้แก่ ข้อมูลของผู้ตอบ,ความรู้เรื่องไข้เลือดออก,วิธีกำจัดลูกน้ำยุงลาย, พฤติกรรมการป้องกันไข้เลือดออก,ประเมินแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย, ความสำคัญของปัญหาต่อชุมชน ปริ๊นท์ออกมา 20ชุด เพื่อนำไปให้พี่ๆอสม.ได้ทดลองทำในวันพรุ่งนี้ หากมีปัญหาอะไรฉันใด จะได้แก้ไขก่อนนำไปใช้กับชาวบ้าน เริ่ด!

งานเสร็จก็ทำกิน มื้อนี้พ่อของหัวหน้ากลุ่มซื้อก๋วยเตี๋ยวผัดปูมาสองกิโล โอ้ เจเน็ท เยอะมาก เราเลยทำต้มจืดอีกหม้อเพื่อซดให้คล่องคอ สงสัยน้ำหนักจะไม่ลดแล้วล่ะ T_T


21.00น. ตำรวจมา! วงแตกกกกกกกก โฮ้ย เก็บหมูแทบไม่ทัน 555 พี่ๆเค้าแค่มาดูแลความปลอดภัยให้น่ะ โล่งอกไป
สำนักข่าวขออนุญาตไปจับหมูก่อนละกันนะคะ วันนี้ขอลา มุมิมุมิ
สำนักข่าวเฝ้าระแวง (^.^)V
พูดได้คำเดียวว่า “เริ่ด" ๕๕๕
ดีใจที่น้องๆ มองโลกแง่บวกและมีความสุขในการทำงานค่ะ
กลุ่มนำความรู้เรื่องการสร้างแบบสอบถามมาใช้อย่างไรบ้าง
ประเด็นใดเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมีในแบบสำรวจ
หลังpilot projectแล้วจะมีการปรับปรุงอย่างไร
ขอโทษที่ไม่ได้แสดงความเห็นในส่วนอื่นๆ
เพราะเมื่อคืนอยู่เวรหนักไปหน่อยจ้า
ตอบคำถามแรกค่ะ
1.ทางเราเลือกที่จะทำในรูปแบบให้ชาวบ้านตอบคำถามเอง เนื่องจากเราใช้กับประชากรจำนวนมาก ทำให้ได้คำตอบที่รวดเร็วกว่าเข้าไปสอบถามเอง อีกทั้งเราประเมินแล้วว่าประชากรส่วนใหญ่สามารถอ่านออกเขียนได้ จึงเลือกใช้การทำแบบสอบถามรูปแบบนี้ค่ะ
2.มีการเรียงลำดับความสำคัญของข้อมูลที่ต้องการ ในแบบสอบถามนี้ ประเด็นสำคัญที่เราต้องการรู้คือ ความตระหนักของชุมชนต่อปัญหาไข้เลือดออกค่ะ
3.เราใช้คำถามปลายเปิดเมื่อเราต้องการทราบความคิดเห็นของชาวบ้าน และใช้คำถามปลายปิดเมื่อต้องการข้อเท็จจริงค่ะ
4.ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับชาวบ้าน เข้าใจง่ายค่ะ
5.มีการทำ piloting กับกลุ่มอสม.ก่อนค่ะ
ตอบคำถามที่สอง
ประเด็นที่เราตั้งคำถามมีดังนี้ค่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นประเด็นสำคัญหรือไม่ หากอาจารย์มีข้อแนะนำ เรายินดีนำไปเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ขึ้นค่ะ
แบ่งเป็น 6ส่วน ได้แก่ ข้อมูลของผู้ตอบ,ความรู้เรื่องไข้เลือดออก,วิธีกำจัดลูกน้ำยุงลาย, พฤติกรรมการป้องกันไข้เลือดออก,ประเมินแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย, ความสำคัญของปัญหาต่อชุมชน
ตอบคำถามสุดท้าย
เราแก้ไขแบบสอบถามตามคำแนะนำของอสม.ค่ะ เช่น การใช้ภาษาที่เข้าใจยาก หรือแก้คำผิด ประมาณนี้ค่ะ
ไม่แน่ใจว่าสำนักข่าวเฝ้าระแวงตอบคำถามตรงประเด็นหรือเปล่าคะ พอดีนอนหลับหนักไปหน่อยเลยเบลอ อิจฉามั้ย ^_^
มีการทดสอบแบบสอบถามก่อน
อยากเพิ่มเกรดในวช.1 ให้จัง
แต่คงได้เอ กันทุกคนแล้ว
ก่อนออกแบบสอบถาม หมอคงตั้งวัตถุประสงค์ไว้แล้วว่า
อยากรู้อะไร. แบบสอบถามที่ให้ตอบเองและมีคำถามปลายเปิด
อาจมีคนตอบน้อย
ประเด็นนี้เวลาลงพื้นที่จริง ตอนเก็บแบบสอบถามคืน ควรตรวจสอบดู
ถ้าไม่ตอบอาจใช้การสัมภาษณ์เพื่อกระตุ้นผู้ตอบ
กลุ่มนี้ได้ประเด็นที่ชัดเจนแน่นอน ตั้งแต่ก่อนออกชุมชน ซึ่งไม่แน่ใจว่าทราบได้อย่างไร แต่ดดยปกติเราต้องทำการวินิฉัยชุมชน หรือ ประเมินชุมชนก่อน โดยเป็นแบบสอบถามทั่วไป เกี่ยวกับสถานะทางสุขภาพของประชากร และประเด็นสุขภาพที่คนในชุมชนเป็น จากนั้นจึงทำการประเมินว่าปัญหาใด ควรเป็นปัญหาเเรกที่เราจะแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชน ตามหลัก priority setting ครับ
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ น้องๆ ควรจะได้รับทราบก็คือ การทำงานกับชุมชนที่น้องทำนี้เป็นการทำงานที่สั้นมาๆๆๆๆๆ เมื่อเทียบกับการทำงานในชีวิตจริง เราจึง focus ไปที่ Problems & Diseases มากๆ เเต่น้องต้องไม่ลืมว่าขณะที่เราจ้องการลดทุกข์โดยการทำ unhealthy community assessment เราไม่ทำให้คนในชุมชนเกิดความสุข เราต้องทำ healthy community assessment ด้วย ซึ่งอาจจะสำคัญกว่า ยกตัวอย่าง ในระดับตัวบุคคล คนแก่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายรักษาไม่ได้ เรามองว่าเป็นทุกข์ เพราะยังไงก็ต้องตายและอาจจะทรมาน แต่คนไข้อาจมีความสุขก็ได้ ซึ่งพี่คิดว่าน้องคงเคยเห็นมาเเล้วในการดูคนไข้ เปรียบเทียบอุปมากับการทำงานชุมชนก็เช่นกัน จึงขอฝากไว้ มีอะไรสงสัยก็ถามได้นะครับ https://www.facebook.com/Sariddet
พวกเราได้ปัญหาไข้เลือดออกมาจากการที่เค้าขอมาน่ะค่ะ แต่บุคคลที่ขอคงไม่ใช่ชาวบ้าน เพราะจากการพูดคุยเหมือนว่าปัญหานี้ได้ลดลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเราก็ทราบว่าในพื้นที่ของเรามีปัญหาเรื่องคนเร่ร่อน แต่ว่านึกรูปแบบของโครงการไม่ออกจริงๆว่าจะทำไงดี เลยไข้เลือดออกก็ได้ แหะๆ ^^a
รุ่นน้องเหลือ 3 สัปดาห์ สมัยพี่ 6 สัปดาห์ ก็คงต้องได้ปัญหาไปก่อน แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ได้ทำเองทั้งหมดนะ แต่อย่างไรก็ตามขอให้รับรู้ทั้งกระบวนการว่ามาอย่างไร