ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ
ความหมายของการศึกษาพิเศษ
ศรีสุรัตน์ เปี๊ยนเปี่ยมสิน (2537, หน้า 7) ให้ความหมายของการศึกษาพิเศษว่า การจัด การศึกษาให้แก่บุคคล ซึ่งมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่าง จนไม่สามารถเรียนได้เช่นปกติด้วยวิธีการเรียนการสอนแบบปกติ จึงจำเป็นต้องจัดการศึกษาให้เป็นรูปแบบเฉพาะ และอาศัยเทคนิคต่างๆ ในการสอนตามลักษณะความจำเป็นความต้องการของเด็กแต่ละประเภท ซึ่งแบ่งเป็น 7 ประเภท ดังนี้คือ
1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น (The Visually Handicapped Children)
2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน (Hearing Impaired Children)
3. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ (Crippled and Other Health Impaired Children)
4. เด็กปัญญาอ่อน (Mentally Retarded Children)
5. เด็กที่มีความบกพร่องด้านการพูดและภาษา (Communication Disorders)
6. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Learning Disabled Children)
7. เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม (Behaviorally Disordered Children)
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. เล่มที่ 16 (2536) ได้แบ่งประเภทตามลักษณะความบกพร่องเป็น 8 กลุ่ม คือ
1. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
2. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
3. เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์
4. เด็กทีมีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
7. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
8. เด็กพิการซ้อน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ในหมวดที่ ๒ สิทธิ และหน้าที่ทางการศึกษา มาตราที่ ๑๐ ได้กล่าวถึงการจัดการศึกษาให้กับผู้บกพร่องไว้ว่า การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิ และโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิ และโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
การศึกษาสำหรับคนพิการในวรรคสองให้จัดตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษ ต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น
ผดุง อารยวิญญู (2539, หน้า 13) ได้ให้ความหมายการศึกษาพิเศษไว้ว่า การศึกษาพิเศษ หมายถึง การศึกษาที่จัดสำหรับเด็กปัญญาเลิศ เด็กปัญญาอ่อน เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย (และสุขภาพ) เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์/พฤติกรรม เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ และเด็กพิการ ซ้ำซ้อน ซึ่งเด็กเหล่านี้ไม่อาจได้รับประโยชน์เต็มที่จากการศึกษาที่จัดให้กับเด็กปกติ ดังนั้นการศึกษาพิเศษจึงแตกต่างไปจากการศึกษาสำหรับเด็กปกติ ในด้านที่เกี่ยวกับวิธีสอน ขบวนการเนื้อหาวิชา (หลักสูตร) เครื่องมือ และอุปกรณ์การสอนที่จำเป็น การศึกษาพิเศษควรจัดให้สนองความต้องการ และความสามารถของแต่ละบุคคล เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กประเภทนี้ จึงควรสนองความต้องการ และความสามารถ
สรุปได้ว่า การศึกษาพิเศษ หมายถึง การจัดการศึกษาโดยอาศัยเทคนิค และวิธีการต่างๆ ประกอบกันตามความจำเป็น เพื่อสนองความสามารถ และความต้องการ ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ ของบุคคลที่มีความผิดปกติ ในขั้นที่ไม่อาจศึกษาเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่จากการเรียนการสอนแบบปกติ
นิยามศัพท์ของการศึกษาพิเศษ
กรมสามัญศึกษา
1. กองการศึกษาพิเศษ
การศึกษาพิเศษ หมายถึง การจัดการศึกษาให้แก่บุคคลซึ่งมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลาย ๆ อย่างจนไม่สามารถเรียนได้เช่นคนปกติด้วยวิธีการเรียนการสอนแบบปกติ จึงจำ เป็นต้องจัดการศึกษาให้เป็นรูปแบบโดยเฉพาะและอาศัยเทคนิคต่าง ๆ ในการสอนตามลักษณะความจำ เป็นตามความต้องการของเด็กแต่ละประเภท
โรงเรียนศึกษาพิเศษ หมายถึง โรงเรียนในสังกัดกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาให้แก่เด็กที่แตกต่างจากเด็กปกติธรรมดาในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา จนไม่อาจรับประโยชน์จากการสอนตามโครงการแก่เด็กปกติโดยทั่วไปได้
โรงเรียนที่เปิดสอนเด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติ หมายถึง โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่รับเด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติ โดยจัดชั้นพิเศษในโรงเรียนธรรมดาหรือจัดให้เด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติในชั้นเรียนธรรมดา
โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยในโรงพยาบาล หมายถึง โครงการที่กองการศึกษาเพื่อคนพิการ กรมสามัญศึกษา ส่งครูออกไปประจำ อยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อทำ การสอนซ่อมเสริมให้แก่เด็กเจ็บป่วยในโรงพยาบาลตามพื้นความรู้ และตามระดับชั้นของเด็กที่อยู่ในระหว่างรับการรักษาในโรงพยาบาล
เด็กพิการ หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์จนถึงขั้นที่ไม่อาจได้รับประโยชน์เต็มที่จากการศึกษาตามปกติ จำ เป็นจะต้องจัดการศึกษาเป็นพิเศษให้เหมาะกับลักษณะและความต้องการของเด็ก แยกประเภทได้ดังนี้
1) เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็น (ตาบอดสนิท) หรือพอเห็นแสงเลือนลาง และมีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง โดยมีความสามารถในการเห็นได้ไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสิบของคนสายตาปกติ หลังจากได้รับการรักษาและแก้ไขทางการแพทย์แล้ว หรือมีสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา
2) เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่บกพร่องหรือสูญเสียการได้ยินเป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่าง ๆ ไม่ชัดเจน (หูตึง) เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
- เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน 4 ระดับได้แก่
ระดับ 1 หูตึงน้อย (mild) สูญเสียการได้ยินระหว่าง 25 - 40เดซิเบล (เดซิเ บล decibel หรือ db เป็นหน่วยวัดความเข้มของเสียงที่ความถี่ 500 , 1000 และ 2000 เฮริตซ์ (Hertz หรือ Hz) คนปกติได้ยินที่ 0-25 db )
ระดับ 2 หูตึงปานกลาง (moderate) สูญเสียการได้ยินระหว่าง 41 – 55 เดซิเบล มีปัญหาในการรับฟังเสียงระยะ 3 - 5 ฟุต
ระดับ 3 หูตึงมาก (56 - 70 เดซิเบล) มีปัญหาในการได้ยินและการใช้คำพูดในชีวิตประจำ วัน เพราะต้องใช้เสียงดังมากจึงจะได้ยิน
ระดับ 4 หูตึงรุนแรง (severe) สูญเสียการได้ยินระหว่าง 71 - 95 เดซิเบลไม่ได้ยินเสียงพูดตามปกติ แม้จะใช้เครื่องช่วยฟังแล้วก็ตาม พูดไม่ได้ ไม่เข้าใจภาษา ต้องใช้ภาษามือและท่าทางในการสื่อความหมาย
- เด็กหูหนวก (deaf children) หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้ หากไม่ได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ และถ้าวัดระดับการได้ยินที่ 500 - 2000 จะมีการตอบสนองของหูข้างที่ดีกว่าต่อเสียงบริสุทธิ์ตั้งแต่ 90 เดซิเบลขึ้นไป
3) เด็กพิการทางร่างกายและมีความบกพร่องทางสุขภาพ หมายถึง เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป กระดูกกล้ามเนื้อพิการ เจ็บป่วยเรื้อรังและรุนแรง หรือเฉียบพลัน มีความพิการทางระบบสมอง ประสาท ซึ่งไม่รวมพวกพิการทางประสาทสัมผัส เช่น ตาบอด หูหนวก มีความลำ บากในการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นอุปสรรคในการศึกษา
4) เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางสมองหรือสติปัญญา มีระดับเชาว์ปัญญา (I.Q.) ตํ่ากว่า 90 ลงมา (ระดับเชาว์ปัญญา ของบุคคลทั่วคือ 90 - 109 หรือ 90 - 110 ) เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามี 2 กลุ่มคือ
- เด็กเรียนช้า (Slow Learner , Backward Child, EducationallySubnormal Child) หมายถึงเด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ และมีความต้องการเรียนในรูปแบบของการศึกษาพิเศษเต็มเวลาหรือบางเวลาในชั้นพิเศษในโรงเรียนปกติ เด็กเหล่านี้จะมีระดับเชาว์ปัญญา (I.Q.) ประมาณ 75 - 90 จัดเป็นพวกขาดทักษะในการเรียนรู้หรือมีความบกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย
- เด็กปัญญาอ่อน (Mental Retardation, Mental Deficiency, MentalSudnormality ) หมายถึงเด็กที่มีภาวะพัฒนาการของจิตใจหยุดชะงักหรือเจริญไม่เต็มที่ ซึ่งแสดงลักษณะเฉพาะ คือมีระดับสติปัญญาตํ่า มีความสามารถในการเรียนรู้น้อย มีพัฒนาการทางกายล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัยแบ่งตามระดับเชาว์ปัญญา (I.Q.) ได้ 4 กลุ่ม
พวกปัญญาอ่อนขนาดหนัก (profoundly Mentally retarded) มีระดับ I.Q. ตํ่ากว่า 20 ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ได้เลย ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
พวกปัญญาอ่อนขนาดหนัก (severely Mentally retarded) มีระดับ I.Q. 20 - 34 ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัดช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำ วันเบื้องต้นง่าย ๆ (activity daily living)
พวกปัญญาอ่อนขนาดปานกลางหรือพอฝึกอบรมได้ (moderategrade,imbecile,trainable Mentally Retarded ) มีระดับ I.Q. 35 - 49 พอที่จะฝึกอบรมเรียนรู้ทักษะเบื้องต้นง่าย ๆได้ เช่น เรียนเลขเบื้องต้น อ่านและเขียนคำ ง่ายๆ ได้บ้าง สามารถฝึกอาชีพหรือทำ งานง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดละออได้
พวกปัญญาอ่อนขนาดน้อยหรือพอเรียนได้ (Mild grade,Moronหรือ Educable Mentally Retarded ) มีระดับ I.Q. 50 - 70 พอที่จะเรียนในชั้นระดับประถมศึกษาได้ในชั้นเรียนพิเศษใช้หลักสูตรการศึกษาพิเศษ สามารถฝึกอาชีพและงานง่าย ๆ ได้
5) เด็กไฮเปอร์ หมายถึง เด็กที่มีพฤติกรรมซนมากผิดปกติ หรือพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ และมีปัญหาเด่นในเรื่องสมาธิบกพร่อง
6) เด็กดาวน์ซินโดรม หมายถึง เด็กที่มีสภาวะปัญญาอ่อน อันเนื่องมาจากความผิดปกติของโครโมโซม
7) เด็ก c.p. (cerebal palsy) หมายถึง เด็กที่มีสมองพิการ อัมพาตสมองใหญ่เป็นอาการที่สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือพิการทำ ให้เสียการทรงตัว การพูด การฟังหรือการเป็นอัมพาตของอวัยวะ อันเนื่องมาจากการทำ งานไม่ได้ของสมองส่วนที่ควบคุมอวัยวะนั้น ๆ
2. กองการศึกษาสงเคราะห์
การศึกษาสงเคราะห์ หมายถึง การศึกษาที่รัฐมุ่งจัดให้แก่เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา หรือเด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำ บาก อันเนื่องมาจากปัญหาทางสภาพภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึงเด็กด้อยโอกาสที่มีความสามารถพิเศษ เฉพาะทางและเด็กปัญญาเลิศ ซึ่งไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาปกติทั่วไปได้
เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา หรือ เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ในความหมายของกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ หมายถึง เด็กที่ไม่สามารถ หรือไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการศึกษา ในสถานศึกษาปกติทั่วไปได้ ประกอบด้วย
1) เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากมีปัญหาทางสภาพภูมิศาสตร์ได้แก่ เด็กชาวเขา ชาวป่า ชาวเรือ ชาวเกาะ เด็กที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลคมนาคม บุตรหลานของผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฯลฯ
2) เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากการมีปัญหาทางเศรษฐกิจได้แก่ เด็กยากจน-ยากไร้ เด็กในแหล่งเสื่อมโทรม เด็กในชุมชนแออัด บุตรกรรมกรก่อสร้างฯลฯ
3) เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากการมีปัญหาทางสังคม ได้แก่ เด็กครอบครัวแตกแยก เด็กที่ถูกกระทำ ทารุณ เด็กที่ถูกใช้แรงงาน เด็กเร่ร่อน เด็กกำ พร้าขาดผู้อุปการะ เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางร่างกายและ หรือทางเพศ เด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการชักนำ ให้ไปประกอบอาชีพอันไม่พึงประสงค์ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กที่ครอบครัวมีปัญหาโรคเรื้อน โรคเอดส์ เด็กต่างเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ฯลฯ
4) เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากการมีปัญหาทางการเมืองได้แก่เด็กที่เป็นบุตรหลานของผู้ที่ได้รับภัยคุกคามจากการก่อการร้าย หรือผู้อพยพลี้ภัยตามแนวชายแดน บุตรหลานของผู้ที่มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติฯลฯ
5) เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะทาง หรือเด็กปัญญาเลิศ ซึ่งไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการศึกษา ในสถานศึกษาโดยทั่วไปได้ตลอดทั้งเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาในลักษณะอื่น ๆ
1. 3. กองการมัธยมศึกษา
การศึกษาของบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ หมายถึง การจัดการศึกษาในโรงเรียนสังกัด กรมสามัญศึกษา ให้กับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษทางด้าน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีการกีฬา และการดนตรี
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.)
ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 10 ประเภท คือ
1. เด็กที่มีความพกพร่องทางการเห็น หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็น (ตาบอดสนิท)หรือพอมองเห็นแสงเลือนลางและมีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง โดยมีความสามารถในการมองเห็นได้ไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสองของคนสายตาปกติ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1)เด็กตาบอด หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็น หรืออาจจะมองเห็นบ้างไม่มากนักแต่ไม่สามารถใช้สายตาให้เป็นประโยชน์ในการเรียนได้
2) เด็กสายตาเลือนลาง หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา สามารมองเห็นแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน มี 2ประเภท คือ เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน 90 เดซิเบลขึ้นไป และเด็กหูตึงหมายถึงเด็กที่สูญเสียการได้ยิน ระหว่าง 26 - 89 เดซิเบล
3. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง เด็กที่มีภาวะพัฒนาการทางด้านจิตใจหยุดชะงัก เจริญไม่เต็มที่ซึ่งแสดงลักษณะเฉพาะ คือ มีระดับสติปัญญาตํ่า มีความสามารถในการเรียนรู้น้อย มีพัฒนาทางกายล่าช้า มีความสามารถจำ กัดในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว หมายถึง เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วนอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป มีความลำ บากในการเคลื่อนไหว
5.เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในขบวนการทางจิตวิทยาเกี่ยวกับสารเคมีในสมองทำ ให้มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาทั้งการอ่าน การเขียนและการสะกดคำ หรือการเรียนคณิตศาสตร์
6. เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม หมายถึง เด็กที่แสดงพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติ ส่งผลให้ไม่สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้าสภาพแวดล้อมได้ รวมทั้งมีผลกระทบต่อการดำ รงชีวิตของผู้อื่นด้วย
7. เด็กออทิสติก หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการที่เกี่ยวกับสังคมอารมณ์ และการสื่อภาษาอย่างรุนแรง ขาดปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม อาจมีหรือไม่มีภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วย
8. เด็กสมาธิสั้น หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรม แสดงออกซํ้าๆ กันจนเป็นลักษณะเฉพาะตัวมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับอายุ หรือระดับพัฒนาการในเรื่องของการขาดสมาธิ หุนหันพลันแล่น ยับยั้งตัวไม่ค่อยได้ และหรือซุกซน ไม่อยู
9. เด็กปัญญาเลิศ หรือเด็กที่มีความสามรถพิเศษเฉพาะด้าน หมายถึง เด็กและเยาวชนที่แสดงออกถึงความสาารถอันโดนเด่น หรือแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะสามารถพัฒนาความสามารถได้อย่างเป็นที่ประจัก เมื่อนำ มาเปรียบเทียบกับเด็กอื่น ๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกันที่มีสภาพแวดล้อมหรือประสบการณ์ระดับเดียวกัน ในด้านความสมารถทางสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะและดนตรี ความเป็นผู้นำ ทักษะกลไก และกีฬา ความสามารถทางการเรียน หรือทางวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง
2. 10. เด็กที่มีความบกพร่องซํ้าซ้อน หมายถึง เด็กที่มีสภาพความบกพร่องในขั้นรุนแรงมากกว่า 1 อย่าง ในบุคคลเช่น เด็กหูหนวกที่ตาบอด เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอดเป็นต้น หรืออาจมีเด็กบางคนที่มีสภาพความบกพร่องอย่างที่สองไม่รุนแรงนัก
สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
ประเภทการศึกษาพิเศษ และประเภทการศึกษาสงเคราะห์ ของโรงเรียนในสังกัดสำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ส่วนมากใช้ความหมายเดียวกันกับ กองการศึกษาเพื่อคนพิการ และกองการศึกษาสงเคราะห์ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
กรมพลศึกษา
โรงเรียนกีฬา หมายถึง สถานศึกษาที่ดำ เนินการจัดการศึกษา และการกีฬาสำ หรับเด็กและเยาวชนที่มีความถนัด และความสามารถพิเศษทางการกีฬาเพื่อพัฒนาไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ
สำ นักงานสภาสถาบันราชภัฎ
ความหมาย การศึกษาพิเศษ ของโรงเรียนสาธิตราชภัฏ สังกัดสำ นักงานสภาสถาบันราชภัฏ ส่วนมากใช้ความหมายเดียวกันกับคำ นิยามของกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
สำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น
การศึกษาของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียน หมายถึง การศึกษาของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนประเภทต่าง ๆ ในโรงเรียนเทศบาล สังกัดสำ นักบริหารการศึกษาท้องถิ่น
1. บกพร่องทางการฟัง หมายถึง ประสาทหูไม่สามารถรับรู้การฟังได้ 2. บกพร่องทางตา หมายถึง ประสาทตาสูญเสีย ไม่สามารถมองเห็นได้
3. บกพร่องทางปัญญา หมายถึง สมองและสติปัญญาด้อยกว่าเด็กปก
4. บกพร่องทางร่างกาย หมายถึง ร่างกายพิการหรือสูญเสียอวัยวะสำ คัญของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง
การศึกษาของบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ หมายถึง การศึกษาของนักเรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ที่มีสมองหรือสติปัญญาเป็นเลิศเหนือกว่าเด็กปกติโดยทั่วไป ในโรงเรียนเทศบาล สังกัดสำ นักบริหารการศึกษาท้องถิ่น
สำ นักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
การศึกษาพิเศษหรือการศึกษาของเด็กพิการ หมายถึง การจัดการศึกษาให้กับเด็กพิการประเภทต่าง ๆ ที่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ ในโรงเรียนสังกัด
สำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร
การศึกษาสงเคราะห์ หมายถึง การจัดการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส เด็กยากจนเด็กที่ติดตามผู้ปกครองมาทำ งานในกรุงเทพมหานคร ในระดับก่อนประถมศึกษา
กรมประชาสงเคราะห์
การศึกษาสงเคราะห์ ของโรงเรียนสังกัดกรมประชาสงเคราะห์ ส่วนมากใช้ความหมายเดียวกันกับ กองการศึกษาสงเคราะห์ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ทบวงมหาวิทยาลัย
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร
การศึกษาพิเศษ หมายถึง การจัดการศึกษาให้กับเด็กพิการทางการเรียนรู้ในด้านการอ่าน การเขียน และการเรียนคณิตศาสตร์ มีสมาธิสั้น มีปัญหาทางพฤติกรรม
เด็กปัญญาเลิศ หมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางสมองในการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาและมีพรสวรรค์ด้านต่าง ๆ สูงกว่าเด็กปกติ
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
เด็กออทิสติก หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการที่เกี่ยวกับสังคม อารมณ์ และการสื่อภาษาอย่างรุนแรง อาจไม่มีหรือมีปัญญาอ่อนร่วมด้วย
เด็กไม่สามารถทางการเรียน หมายถึง ความผิดปกติในหนึ่งอย่างหรือมากกว่าหนึ่งอย่างของกระบวนการทางจิตวิทยา ขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน ซึ่งอาจจะปรากฏออกมาให้เห็น โดยการมีปัญหาหรือบกพร่องของความสามารถในการฟัง คิด พูด อ่าน สะกดคำ หรือการคิดคำนวณ
เด็กพิการทางร่างกายหรือความเคลื่อนไหว หมายถึง คนที่มีความผิดปกติ หรือความบกพร่องทางร่างกายให้เห็นอย่างชัดเจน และไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำ วันได้ หรือคนที่มีความสูญเสียความสามารถเคลื่อนไหว มือ แขน ขาหรือ ลำ ตัว อันเนื่องมาจาก แขน ขา ขาด อัมพาตหรืออ่อนแรง โรคข้อหรืออาการป่วยเรื้อรังรวมทั้งโรคเรื้อรังของระบบทำ งานในร่างกายอื่น ๆ ที่ทำ ให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำ วัน หรือดำ รงชีวิตในสังคมเยี่ยงคนปกติได้
ความมุ่งหมายของการศึกษาพิเศษ
กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดความมุ่งหมายของการศึกษาพิเศษ ไว้ดังนี้
1. เพื่อจัดให้การศึกษาตามสิทธิมนุษยชน ตามควรแก่อัตภาพ
2. ส่งเสริมและเสริมสร้างให้ความรู้ความสามารถพอที่จะประกอบอาชีพได้ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคม
3. ให้มีความสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และดำรงชีวิตในสังคมได้
4. ให้มีความรับผิดชอบในฐานะเป็นพลเมืองของประเทศชาติได้
สำหรับ บุญมา พื้นงาม (บุญมา พื้นงาม , 2528 : น. 9) ได้กล่าวถึงความมุ่งหมายของการศึกษาพิเศษไว้ดังนี้
1. ให้เด็กได้รับการศึกษาตามสิทธิของมนุษยชนตามควรแก่อัตภาพ
2. ให้เด็กมีความรู้ความสามรถพอที่จะประกอบอาชีพได้ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคม
3. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นและดำรงชีวิตในสังคมอย่างผาสุก
4. มีความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองดี
ประเภทของการศึกษาพิเศษ
บุญมา พื้นงาม (บุญมา พื้นงาม , 2528 : น.7-10) กล่าวว่า ชนิดของเด็กที่ควรได้รับการศึกษาพิเศษในปัจจุบันนี้มี 12 ประเภท คือ
1. เด็กตาบอด (Totally Blind)
2. เด็กตาบอดตาใส (Partially Seeing)
3. เด็กหูหนวก (Deaf)
4. เด็กหูตึงมาก (Hard-of-Hearing)
5. เด็กพิการ (Crippled)
6. ด็กที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ชั้นพิเศษสำหรับเด็กประเภทนี้เรียกว่า Health Conservation Class หรือ Classes for the Delicate
7. เด็กที่พูดไม่ชัด ( Speech Defective )
8. เด็กที่มีความบกพร่องทางภาษา (Language Handicapped)
9. เด็กที่สมองอ่อน (Mentally Retared) กับเด็กปัญญาอ่อน (Mentally Deficient)
10. เด็กปัญญาเลิศ (Mentally Gifted)
11. เด็กพิการทางสังคม (Socially Maladjusted)
12. เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ (Emotionlly Disturbed)