“เขาเพิ่งมาสร้างได้ประมาณ 3-4 ปีนี้เองค่ะ” หญิงสาววัยรุ่น ตอบกลับมาด้วยสีหน้าราบเรียบ หลังจากที่มีชายหนุ่มแปลกหน้าถามเรื่อง การสร้างแนวกำแพงกั้นคลื่นทะเลกระทับฝั่ง ตามแนวชายหาดพลา อำบ้านฉาง “เมื่อก่อนชายหาดแห่งนี้ยาวเข้าไปในทะเลถึงโน้นค่ะ” พร้อมกับชี้นิ้วตรงไปที่เรือประมงหาปลา 2-3 ลำลอยอยู่ “แล้วทำไมตอนนี้มันเหลือแค่นี้ละครับ” ชายหนุ่มยังไม่ลดละความยากรู้ในเรื่องดังกล่าว หญิงสาวคนเดิมทำท่าครุ่นคิด และตอบกลับว่า “คงเป็นเพราะภาวะโลกร้อนมั้งค่ะ น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายทำให้น้ำทะเลเพิ่มมากขึ้น” ชายหนุ่ม มีคำถามมากมายที่อยากจะถามต่อ แต่ก็ต้องจบการสนทนาลงเมื่อหญิงสาว วางจานเสร็จและเดินกลับเข้าไปในครัว เพื่อเตรียมอาหารสำหรับแขกที่กำลังเดินเข้าร้าน

        หาดพลา ห่างจากตัวเมืองระยองประมาณ 40 กิโลเมตร หากยืนอยู่ชายฝั่งบริเวณนี้จะสามารถมองเห็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมกลางทะเลไกลลิบๆ มองโดยผิวเผินแล้วจะรู้สึกเหมือนว่า เป็นเกาะเล็กๆ อยู่กลางทะเล หากเพียงแต่มันมีเสาไฟฟ้าแรงสูงโผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นย่อมๆ ดูแล้วเหมือนไม่มีพิษภัยใดๆ แนวกำแพงกั้นการกัดเซาะของคลื่นทะเลนั้น เป็นโครงการที่เทศบาลบ้านฉางได้ดำเนินการก่อสร้าง เป็นแนวทางยาวประมาณ 3 กิโลเมตร โดยมีการเว้นเป็นระยะห่างในบางช่วง หากวัดจากแนวกำแพงดังกล่าว ไปถึงถนนเลียบชายหาดที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมาในปัจจุบัน คงมีระยะทางประมาณ 30 เมตร น่าจะได้สามารถคาดการณ์ได้ว่า หากไม่มีการสร้างกำแพงดังกล่าวแล้ว ถนนแห่งนี้คงไม่เหลือร่องรอย อย่างแน่นอน “หนูไม่เข้าใจว่าทำไม เขาไม่เข้าใจเลยรึงัยว่า มันเกิดอะไรขึ้น ” ภาพแห่งความทรงจำเริ่มฉายขึ้นมาทันที เมื่อเพ่งมองโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ไกลลิบๆ “พวกเราทำมาถึงขั้นนี้ แต่คนกลับมองว่าเป็นตัวขัดขวางความเจริญของประเทศชาติ” เป็นการนั่งพูดคุยกับรุ่นน้องที่ทำงานอาสาในพื้นที่ตอนเย็น หลังจากที่การประชุมหารือการทำงานจบลง เจ้าตัวพูดด้วยความคับแค้นใจ สีหน้าและแววตาเอาจริงเอาจังมากกว่าทุกครั้งที่คุยกัน เพราะปัจจุบันกระแสการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชนมีแรงเสียดทานมากขึ้นตามลำดับ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 ที่ชาวบ้านและเครือข่ายภาคเอกชนได้เข้ามาทำการปิดทางเข้าออก โรงงานอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แรงเสียเสียดทานดังกล่าวแม้ไม่ถึงกับทำให้คนทำงานหมดกำลังใจ แต่รู้สึกผิดหวังกับการเรียนรู้ของประชาชนในพื้นที่ ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมในมาบตาพุดนั้น ดำเนินมายาวนานแม้จะมีการเรียกร้อง และพยายามหาแนวทางแก้ไขจากทุกฝ่ายก็ตาม หากตรวจสอบข้อมูลการลงทุนแล้วก็จะพบว่า พื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง มีการลงทุนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นครองแชมป์การลงทุนมากที่สุดในบรรดาประเทศที่กระเป๋าหนักทั้งหลาย หากจะกล่าวแบบกำปั้นทุบดินคงต้องบอกว่า “ปัญหาคงไม่ลุกลามใหญ่ขึ้นหากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองรู้จักคำว่าพอดี” ปัจจุบันการก่อสร้างโรงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายจอคิวเสนอขอใบอนุญาตการจัดสร้างโรงงานเพิ่ม นักวิชาการหลายคนที่ขาดสำนึกชั่วดีเข้าแถวยื่นมือรับเงินจากผู้ประกอบการ เพื่อศึกษาวิจัยศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA) ขณะที่คนส่วนใหญ่เรียกร้องให้คนมาบตาพุดเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้กระทั่งการที่รัฐบาลให้มีคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อศึกษาสภาพปัญหาที่แท้จริง พร้อมค้นหาแนวทางแก้ไขแล้วนำเสนอต่อรัฐบาล แต่กลไกดังกล่าวก็ทำได้เพียงลดความร้อนแรงในขณะนั้น เมื่อรัฐบาลตัดสินใจไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในการออกประกาศประเภทกิจกรรม หรือ กิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง

       ลุงน้อย ใจตั้ง อายุ 71 ปี ซึ่งมีบ้านห่างจากโรงงานอุตสาหกรรมเพียงกิโลเมตรกว่าๆ ต้องหอบสังขารเดินทางไปร่วมเวทีต่างๆ ออกรายงานวิทยุ โทรทัศน์ เป็นภาพที่ปรากฏตามสื่อ แม้ว่าจะมีโอกาสได้พูดที่ไหนลุงน้อยก็ย้ำเสมอว่า “ คนระยอง มีอาชีพทำสวนผลไม้ และอาชีพประมง มาตั้งแต่บรรพบุรุษ” แม้ว่าภาพแห่งอดีตได้เลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่ แต่สำหรับลุงน้อยแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังตอกย้ำในใจเสมอ แม้ว่าความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียคนรักในครอบครัวไปถึง 3 คน จากโรคมะเร็งก่อนวัยอันสมควร แต่คงไม่เท่ากับเห็นสิ่งแวดล้อมที่บรรพบุรุษรักและหวงแหนเท่าชีวิตเริ่มหายนะลงเรื่อยๆ น้ำทะเลเริ่มเปลี่ยนจากสีน้ำเงิน กลายเป็นสีแดง และขยายวงกว้างมากขึ้น จากชายหาดกลายเป็นชายฝั่ง เพราะทิศทางลม และกระแสคลื่นทะเลเปลี่ยนแปลง จากการถมดินก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมรุกคืบเข้าไปกลางทะเล วันนี้ลุงน้อยยืนมองความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ พร้อมพระอาทิตย์ค่อย ๆ หย่อนตัวลงในทะเลทีละนิดๆ และเฝ้ารอความมืดมาปกคลุมเพื่อลบภาพที่บาดใจเหล่านั้น