นี่คือสาระสำคัญของข้อเสนอโดยสรุป ซึ่งไม่มีพรรคการเมืองใดขานรับเลย ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเพราะไม่เข้าใจแก่นแท้ของข้อเสนอที่สำคัญชิ้นนี้ สู้เสนอนโยบาย “ลดแหลกแจกแถม” ดีกว่า เพราะถูกใจคนให้คะแนนเสียงมากกว่า นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า ถึงเวลาแล้วที่ “ต้องรื้อถอนโครงสร้างอำนาจ” ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ทันที

ได้มีโอกาสศึกษาข้อเสนอเรื่องการปรับโครงสร้างอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ยื่นเสนอต่อพรรคการเมืองไทย มีสาระสำคัญที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และต้องอดเสียใจแทนคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดขานรับข้อเสนอนี้มาประกาศเป็นแนวนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๓ กรกฎาคม ศกนี้เลย

ข้อเสนอกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ขณะนี้คนไทยหาความปกติสุขมิได้ ซึ่งก็ยอมรับกันว่าการเผชิญกับความยากลำบากของชีวิตนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราต่างกันมากในโอกาสเอาชนะอุปสรรค คือการมีอำนาจจัดการตัวเองไม่เท่ากัน คนไทยจำนวนมากล้วนต้องขึ้นต่ออำนาจของผู้อื่น ในขณะที่คนหยิบมือเดียวไม่เพียงกำหนดตัวเองได้ หากยังมีฐานะครอบงำคนที่เหลือ ความเหลื่อมล้ำในความสัมพันธ์ทางอำนาจเช่นนี้ ไม่เพียงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง หากยังเป็นต้นตอบ่อเกิดของปัญหาสำคัญอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม

ความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้นมีหลายแบบ และถูกค้ำจุนไว้ด้วยโครงสร้างทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่เมื่อกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว โครงสร้างอำนาจที่มีพลังสูงสุดและส่งผลกำหนดต่อโครงสร้างอำนาจอื่นทั้งปวงคือโครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางและเป็นที่ยอมรับกันทั้งสังคมว่า การบริหารจัดการประเทศแบบนี้เป็นเรื่องไร้ประสิทธิภาพ

การกระจุกตัวของอำนาจรัฐเช่นนี้ได้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างสุดขั้วระหว่างเมืองหลวงกับเมืองอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ทำให้ไม่สามารถเปิดพื้นที่ทางการเมืองได้เพียงพอสำหรับประชาชนที่นับวันยิ่งมีความหลากหลายกระจายกลุ่ม ทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในบางด้าน มีส่วนทำลายอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในหลายที่หลายแห่ง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยวิธีกำหนดนโยบายจากส่วนกลางนั้น ยิ่งส่งผลให้ท้องถิ่นไร้อำนาจในการจัดการเรื่องปากท้องของตน 

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมให้เลวลงด้วยเงื่อนไขของยุคโลกาภิวัตน์  ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ การที่รัฐไทยยังคงรวมศูนย์อำนาจบังคับบัญชาสังคมไว้อย่างเต็มเปี่ยม แต่กลับมีอำนาจน้อยลงในการปกป้องสังคมไทยจากอิทธิพลข้ามชาตินั้น นับเป็นภาวะวิกฤตที่คุกคามชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้ประชาชนในท้องถิ่นแทบจะป้องกันตนเองไม่ได้เลย เมื่อต้องเผชิญกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีทุนมากกว่า

เมื่อสังคมถูกทำให้อ่อนแอ ท้องถิ่นถูกทำให้อ่อนแอ และประชาชนจำนวนมากถูกทำให้อ่อนแอ ปัญหาที่ป้อนกลับมายังศูนย์อำนาจจึงมีปริมาณท่วมท้น ทำให้รัฐบาลทุกรัฐบาล ล้วนต้องเผชิญกับสภาวะข้อเรียกร้องที่ล้นเกิน ครั้นแก้ไขไม่สำเร็จทุกปัญหาก็กลายเป็นประเด็นการเมือง

ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป จึงเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการถึงระดับถอดสายบัญชาการของส่วนกลางที่มีต่อท้องถิ่นออกในหลายๆด้าน และเพิ่มอำนาจบริหารจัดการตนเองให้ท้องถิ่นในทุกมิติที่สำคัญ ตามหลัก “ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน”

เจตจำนงสำคัญอยู่ที่การปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งประกอบส่วนขึ้นเป็นองค์รวมของประชาชนทั้งประเทศ ต้องประสานประชาธิปไตยทางตรงเข้ากับประชาธิปไตยแบบตัวแทนให้มากขึ้น การเพิ่มอำนาจให้ชุมชนเพื่อบริหารจัดการตนเองต้องเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจตั้งแต่ต้น และอำนาจขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นก็จะต้องถูกกำกับและตรวจสอบโดยประชาชนในชุมชนหรือภาคประชาสังคมในท้องถิ่นได้ในทุกขั้นตอน

การรื้อโครงสร้างอำนาจในทิศทางดังกล่าวมิใช่การรื้อถอนอำนาจรัฐ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีผลต่อฐานะความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย หากยังจะเสริมความเข้มแข็งให้กับรัฐไทย และช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อรัฐไปด้วยพร้อม ๆ กัน

นี่คือสาระสำคัญของข้อเสนอโดยสรุป ซึ่งไม่มีพรรคการเมืองใดขานรับเลย ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเพราะไม่เข้าใจแก่นแท้ของข้อเสนอที่สำคัญชิ้นนี้ สู้เสนอนโยบาย “ลดแหลกแจกแถม” ดีกว่า เพราะถูกใจคนให้คะแนนเสียงมากกว่า นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า ถึงเวลาแล้วที่ “ต้องรื้อถอนโครงสร้างอำนาจ” ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ทันที

(เขียนต้นฉบับเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔)