กรณี : ปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา


นายฮิซาชิ โอวาดะ ประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ได้อ่านคำวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว และศาลโลก มีมติเป็นเอกฉันท์ปฏิเสธข้อเสนอของไทยที่ให้มีการจำหน่ายคดีปราสาทพระวิหารออกจากสาระบบ และมีมติ 11 ต่อ 5 ให้ทั้งไทยและกัมพูชา ถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาท ซึ่งกินพื้นที่ราว 2 ตารางกิโลเมตร

กรณี :  ปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2554 เวลา 15.00 น. หรือบ่ายสามโมงในเวลาประเทศไทย ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เวลา 10.00 น. ศาลโลกในตัดสินคดีเกี่ยวกับทางกัมพูชาได้ยื่นคำร้องให้ตีความคำสั่งศาลระหว่างประเทศเกี่ยวกับการครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร  รวมถึงการเรียกร้องให้ผู้พิพากษาอนุมัติมาตรการชั่วคราว หรือสั่งให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร และห้ามทำกิจกรรมทางทหารของไทยทั้งหมดในทันทีในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น นายฮิซาชิ โอวาดะ ประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ได้อ่านคำวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว และศาลโลก มีมติเป็นเอกฉันท์ปฏิเสธข้อเสนอของไทยที่ให้มีการจำหน่ายคดีปราสาทพระวิหารออกจากสาระบบ และมีมติ 11 ต่อ 5 ให้ทั้งไทยและกัมพูชา ถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาท ซึ่งกินพื้นที่ราว 2 ตารางกิโลเมตร  เมื่อศาลโลกมีมติดังกล่าว รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ทางประเทศไทยก็ยอมรับมติคำสั่งของศาลโลกที่ให้ไทยทอนกำลังทหารออกจากพื้นที่รอบเขาพระวิหาร  แต่จะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศก่อนที่จะมีการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับระยะเวลาในการถอนทหารทั้งสองฝ่าย เป็นอันว่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามชายแดนไทยกัมพูชาก็ลดความวิตกกังวลลงไปในระดับหนึ่งที่จะไม่เกิดการสู้รบกันอีก

ประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับกัมพูชา มีความเป็นมาดังนี้

 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แม้นว่าจะใช้กองกำลังทางทหารสยาม กองทัพเรือเข้าสู้รบกับประเทศฝรั่งเศสแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทัดทานได้ เพราะประเทศฝรั่งเศสมีอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทันสมัย และถูกดดันอย่างหนัก จำเป็นตกยอมยกประเทศกัมพูชาให้กับประเทศฝรั่งเศส [1]

มิฉะนั้น ฝรั่งเศสจะยึดประเทศสยามรวมเข้าไปด้วย พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถใช้วิธีการเจราต่อรองระหว่างประเทศ ในที่สุดเราก็เหลือดินแดนของไทยที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และฝรั่งเศสก็ให้เอกราชกัมพูชา พร้อมๆกับ ลาว และเวียดนาม

ครั้นเมื่อฝรั่งเศสได้กัมพูชาไปแล้ว ซึ่งเดิมได้ทำแผนที่โดยขีดเส้นแบ่งสันปันเขตแดนกัมพูชา-ไทยบนแผนที่ขณะเดียวกันก็มีแผนที่ ใช้แนวเขตสั้นปั้นน้ำเป็นการแบ่งเขตแดนกัมพูชา-ไทย

  สรุป การแบ่งเขตแดนกัมพูชา-ไทย มี ๒ ฉบับ ขณะเดียวกันรอยเขตแดนกัมพูชา-ไทย มีเขาพระวิหารตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อดังกล่าว ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนของแผนที่ทั้งสองฉบับ

              พื้นที่เขาพระวิหาร เกิดข้อพิพากกันระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งสองประเทศตกลงกันไม่ได้ ต้องขึ้นศาลโลกชี้ขาดในยุคของรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ในปี ๒๕๐๕  ปรากฏผล ศาลโลกตัดสินให้เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาไปแล้ว 

      ในยุคสงครามเย็น (Cold War) อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ อันมีมหาอำนาจคือ ประเทศจีน และประเทศรัสเซีย ไปแผ่ขยายอิทธิพลลงมาในแถบอินโดจีนอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา พม่า มาเลเซีย ประเทศในแถบนี้ต้องทำสงครามอีกครั้งกับการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์

   ในขณะเดียวกัน ประเทศมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่ง คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือทุนนิยม ก็เข้ามาคานอำนาจ การขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์     จึงเกิดการต่อสู้กันทางด้านการเมืองที่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน

จากวิกฤติการณ์ทางเมืองระหว่างประเทศของกลุ่มมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย ที่จะพยายามช่วงชิงกลุ่มประเทศเล็กๆในแถบเอเชีย เข้ามาเป็นพันธมิตรในอุดมการณ์เดียวกันของประเทศมหาอำนาจ

  ประกอบกับในช่วงนั้น ก็ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทย คือ มีการปราบปรามกลุ่มพลังนิสิตนักศึกษาและประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย จากรัฐบาลในยุคของ จอมพลถนอม กิติขจร นิสิต นักศึกษา ประชาชน สู้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลใช้กองกำลังทหารเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

ได้หนีเข้าป่าอาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศ พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย กลายเป็นการเสริมให้ ลิทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีบทบาทที่ช่วยเร่งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยในยุคนั้น

   ขณะเดียวกันประเทศกัมพูชา ก็ประสบกับวิกฤติทางการเมืองภายในประเทศ เช่น มีการสู้รบ แบ่งกลุ่มแบ่งฝ่าย ต่อสู้ในทางการเมืองภายในประเทศ มีเขมรแดง เขมรสามฝ่าย สู้รบช่วงชิงอำนาจทางการเมือง จนเกิดสงครามกลางเมือง  ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ร้ายแรง มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเอง อันมีลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีบทบาทเป็นพลังเสริม ในทางการเมืองของประเทศกัมพูชาในขณะนั้น

    ประเทศลาว ก็เช่นกัน ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้น ทั้งภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งมีผลมาจากอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ขยายอิทธิพลแผ่ลงมาตามแนวคิดของทฤษฎี โดมิโน (หมายถึงประเทศในอินโดจีนหากเวียดนามล้มจะมีผลให้ลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ล้มตามไปด้วยตามลักทธิคอมมิวนิสต์)

   ประเทศมาเลเซีย ก็เช่นกัน แต่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย  ซึ่งมีผลกระทบน้อยมากกับอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองการปกครองของมาเลเซีย

    ท้ายที่สุด สงครามเย็นได้ยุติลง โดยการล่มสลายของประเทศรัสเซียเจ้าของลัทธิและอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันประเทศจีนที่นิยมลัทธิและอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ เห็นว่าหากประเทศตนยังคงใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ คงจะไปไม่รอดเห็นกับประเทศรัสเซีย จึงได้เปลี่ยนแปลงไปประเทศก้าวสู่การพัฒนาประเทศที่ทันสมัยซึ่งเป็นการก้าวสู่ยุคของทุนนิยม ในยุคของเติ้งเสี่ยงพิง หรือนโยบาย ๔ ทันสมัยของจีนในยุคนั้น

     ในยุคของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ได้ใช้นโยบายต่างประเทศ โดยเปลี่ยนจากสนามรบให้เป็นสนามการค้า คือ คบค้าและค้าขายกับประเทศ ที่มีอุดมการณ์เหมือนกันและอุดมการณ์ที่ต่างกันในทางการเมือง

   และประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พ้นจากยุคการทำสงครามที่ยาวนาน เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายและพัฒนาประเทศก้าวสู่ยุคของการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศ คือเป็นมิตรกับทุกประเทศ

จากจุดเปลี่ยนประเทศไทยในยุคของรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัน ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นไม้เบื้อไม้เมา มาอย่างยาวนาน จนเริ่มมีความสัมพันธ์ต่างประเทศที่ดีต่อกัน และกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการค้าขายร่วมกัน และเป็นยุคของการพัฒนาประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคของอุตสากรรม โดยให้พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศไทยที่ติดกับประเทศกัมพูชา อันได้แก่ จังหวัดชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด เป็นเขตอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึก หรือ ที่เรียกชื่ออย่างเป็นทางการ ว่า เป็นเขตอีสตันซีบอร์ด

    จากนั้น ประเทศไทย ก็เปลี่ยนรัฐบาลโดยการปฏิวัติ รัฐประหารเงียบบ้าง ไม่เงียบบ้าง ประเทศเข้าสู่ยุค ไม่พัฒนา ไม่ก้าวหน้า เหมือนปิดประเทศ และอยู่ในยุคของบางช่วง บางกลุ่มของกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เข้ามามีบทบาทแฝงทับอยู่บนการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แม้จะมีประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่ก็กึ่งๆ กลางๆ ประเทศล้มลุก คลุกคลานมาตลอด

             จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ชนทุกระดับชั้นในประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว และถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดและเป็นประชาธิปไตยที่สุด

ท้ายที่สุด ประชาธิปไตยก็เบ่งบานในยุคของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ มีการเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบ คนมาใช้สิทธิเลือกตั้งเกินกว่าร้อยละ ๖๐  ซึ่งมีพรรคการเมืองหลายพรรคการเมืองส่งคนลงสมัครสมัครแข่งขันเลือกตั้งทั่วไป ใช้ระบบแบ่งเขตและปาตีลิสต์

             ผลที่สุดได้ พรรคไทยรักไทย ที่ใช้นโยบายหาเสียงดลใจประชาชนทั้งประเทศ ได้คะแนนเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล โดยมี พันตำรวจโท ดร.ทักษิณชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคฝ่ายค้าน

ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีผู้นำประเทศได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศแบบก้าวกระโดด

เพราะหากศึกษาย้อนประวัติศาสตร์ชาติไทย  เราได้มีการเปลี่ยนแปลงประเทศในยุคของการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก คือ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ เป็นประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกที่มีอิทธิพลในแหลมอินโดจีน

            ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยการปรับปรุงระบบการปกครองเดิม จัตุสดมภ์ อันได้แก่ เวียง วัง คลัง นา และเลิกระบบทาส ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศ ในทันสมัย เกิดความคล่องตัว ต่อการปกครองและบริหารประเทศในยุคของการล่าอานานิคมของทางตะวันตก และเพื่อเป็นการอยู่รอดของประเทศไทยในขณะนั้น ประเทศจะต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ จึงได้เกิดเป็น กระทรวง ทบวง กรม มณฑลเทศาภิบาล และกิจการด้านอื่นๆ โดยเป็นการวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง แบ่งมอบอำนาจบางส่วนในการปกครองและกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ

 

     หลังจากนั้นมา ๑๐๐ กว่าปีเศษจนถึงปัจจุบัน ระบบโลกได้เปลี่ยนไป แต่ประเทศเรายังไม่พัฒนาให้สอดคล้องทันกับการเปลี่ยนแปลงของระบบโลกที่เปลี่ยนจากยุคของอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคของโลกทุนนิยมที่มีระบบการแข่งขันอย่างเสรี และก้าวสู่ไปยุคของโลกาภิวัตน์ (Golbolization) อันมีการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ด้วยระบบอิเลคทรอนิกส์ สมัยใหม่ ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงจากระบบโลกเดิม ซึ่งเป็นยุคของอุตสาหกรรม

ในยุคของพันตำรวจโทดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่๒๓ ของประเทศ ได้เปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ ทั้งนโยบายภายในประเทศและนโยบายต่างประเทศ เป็นนโยบายที่เปิดประเทศต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นมิตรและค้าขายกับทุกประเทศ ให้การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน กับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนจากสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า

ตลอดจนถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป อเมริกา อัฟริกา อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และ

ผูกมิตรกับประเทศมหาอำนาจ เช่น ประเทศ จีน รัสเซีย อินเดีย อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เป็นต้น

 

ประการสำคัญ คือ การได้รับการยอมรับจากผู้นำในกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจ การวมกลุ่มประเทศเล็กๆในอาเซียน เป็นหนึ่งเดียว สร้างอำนาจการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจในทางเศรษฐกิจและการเมือง

 

  ตลอดจนถึงการตั้งกลุ่มประเทศ APEC เพิ่มขึ้นมา เพื่อเป็นการรวมกลุ่มประเทศเล็กๆกับประเทศมหาอำนาจเพื่อการค้าขาย และเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองจากประเทศเล็กๆกับประเทศมหาอำนาจ ในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

   ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงระยะเวลา ๖ ปี ของการพัฒนาประเทศไทยระหว่าง ปีพ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๙ รัฐบาลของพันตำรวจโทดร.ทักษิณ ชินวัตร ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด มีการปฎิรูปการเมือง มีการปฏิรูประบบราชการ มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ประเทศไทยกำลังเดินไปข้างอย่างทันเวลาของการเปลี่ยนแปลงของระบบโลกใหม่ ทั้งในประเทศและในสายตาของคนต่างประเทศ ที่มองประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว และมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เพราะผู้นำประเทศมาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และได้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากในรัฐสภา จึงมีเสถียรภาพในทางการเมือง การพัฒนาประเทศจึงเป็นไปในทางเดียวกัน

สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักของอารยธรรมทางตะวันตกที่ยอมรับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นสังคมรัฐที่ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมทางการเมือง เหมือนกับประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา นี่คือจุดเด่นของการเมืองไทยในยุคนั้น

ประเทศไทย ณ เวลานั้นจึงเป็นจุดดึงดูดในประเทศทางตะวันตก เริ่มหันมามองการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นมิติใหม่ของการเมืองระหว่างประเทศที่ประเทศเล็กๆรวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่น เริ่มส่อเค้าว่าในอนาคตจะมีอำนาจในการต่อรองในทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศมหาอำนาจ

 

   ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกับประเทศกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น เป้าหมายหลักคือต่างฝ่าย ต่างก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติตนเป็นหลัก

เป็นจุดดุลภาพ ที่ต่างฝ่ายต่างมีความพึงพอใจของการพัฒนาประเทศร่วมกัน ปัญหาชายแดนระหว่างประเทศตลอดแนวระหว่างไทยกับกัมพูชา ปัญหาเรื่องเขาพระวิหาร เป็นเรื่องของการประนีประนอมอยู่ร่วมกันและใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นทับซ้อนดังกล่าว

อีกทั้งปัญหาระหว่างประเทศกับเพื่อนบ้านข้างเคียง เช่น พม่า ลาว มาเลเซีย ก็ไม่มี เพราะการสร้างมิตรภาพกับประเทศเพื่อนบ้านส่งเสริมการค้าขาย การลงทุนร่วมกัน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

จึงถือได้ว่าเป็นยุคของช่วงขาขึ้นของประเทศไทย มองไปข้างหน้า ทุกอย่างกำลังเดินไปด้วยดี ทั้งในประเทศและต่างประเทศในการตอบรับดีมาก เป็นสัญญาณที่อะไรก็ดีไปหมด

 

             และแล้ว สึกนามิการเมืองก็เริ่มตั้งเค้าและเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองของไทยขึ้น เป็นเหตุการณ์ที่เราบุคคลธรรมดา ชาวไร่ ชาวนา ตาสี ตาสา หรือกลุ่มคนอื่นในสังคมไทย ไม่คาดคิดมาก่อนว่า จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาอีก

 

  สำหรับประเทศไทยที่มีการพัฒนาการเมืองการปกครอง และได้ต่อสู้กันมา ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ถึง ๗๐ กว่าปี  โดยวันที่ ๑๙ กันยาน ๒๕๔๙   พลเอก สนธิ บุญกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ทำการปฏิวัติ รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ

 

    ในขณะที่พันตำรวจโทดร.ทักษิณ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่ในองค์การสหประชาชาติ โดยกำลังจะกล่าวสุนทรพจน์ ในการประชุมขององค์การสหประชาชาติ

นั่นคือ การสิ้นสุดของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย  ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ โดยถูกเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย โดยการปฏิวัติของคณะผู้นำนายทหารทุกเหล่าทัพและตำรวจ หรือกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน

               

แหละนี่คือ จุดเปลี่ยนแปลงประเทศที่ถอยหลังกลับเข้าสู่ยุคการเมืองแบบประชาธิปไตย ครึ่งๆ กลางๆ เหมือนกับ ที่ผ่านมาและแฝงทับซ้อนอยู่บนกลุ่มฐานอำนาจที่มีพลังในการควบคุมประเทศทั้งระบบ โดยแต่งตั้งพลเอกสุรยุทธ์ จุลลานนท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในยุคของ คมช.

                                          

   และที่สำคัญก็คือ ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๕๔๐ อันเป็นผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศทั้งฉบับ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ แทนฉบับเดิม ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ยกร่างขึ้นมาจากกลุ่มของผู้มีอำนาจดั้งเดิม

              จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและผลประโยชน์แทนที่จะไปตกอยู่ที่คนส่วนใหญ่  กลับกลายเป็นตกอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยที่เข้ามาบริหาร หรือ มีบทบาทในการควบคุมประเทศ

 อีกทั้งเป็นกับดักทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตาม เมื่อขึ้นมาบริหารประเทศ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีปัญหาการบริหารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

 

   จากนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีและมีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศกัมพูชา

อย่างเช่น กรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มคนของพันธมิตรประชาธิปไตยจงใจที่จะลุกล้ำประเทศเพื่อนบ้าน และถูกจับไปกักขังยังประเทศกัมพูชาในข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จนเกิดปัญหาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา หรือ

 

  กรณี พิพาก เรื่องดินแดนเขาพระวิหาร  กรณีการปะทะและสู้รบตามชายแดนระหว่างทหารไทยกับทหารเขมรด้านจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น

ผลเสีย จากนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาด ระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดน ไทยต้องเสียรายได้จากการค้าชายตามแนวชายดังกล่าวไปหลายแสนล้านบาท ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการที่ใช้นโยบายแข็งกร้าวและท่าทายประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่เล็กกว่า และมีพลเมืองน้อยกว่าประเทศไทย ตลอดจนอาวุธยุโทปกรณ์ก็มีประสิทธิภาพทางด้านการทหารน้อยกว่าไทย

 

ในสายตาของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจ อย่างเช่น จีน รัสเซีย อินเดีย ตลอดจนถึงประเทศเพื่อบ้านในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน  มองประเทศไทยว่ารังแกประเทศที่เล็กกว่า และเป็นประเทศถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ไปอยู่ประเทศท้ายๆของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากการที่เคยเป็นประเทศที่ขึ้นมาอยู่ในอันดับหนึ่งและเป็นแนวหน้าในการเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ

 

  ในที่สุด การค้าการลงทุนจากต่างชาติ ตลอดจนถึงการท่องเที่ยว  ได้เปลี่ยนฐานการลงทุน การท่องเที่ยว ไปยังประเทศที่มีความมั่นคงในทางการเมืองทั้งภายในและต่างประเทศ อย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่น่าลงทุนและน่าท่องเที่ยวมาก ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนี้

ผลจากการกระทำดังกล่าว

เราเสียมิตรประเทศไปอย่างน่าเสียดายโอกาสที่ไม่น่าจะเสีย กับการดำเนินนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ทีผิดพลาดแบบซ้ำซาก จนต่างประเทศเริ่มถอยห่างประเทศไทย จากมิตรที่สนิท กลายเป็นมิตรที่เริ่มจางจากความสัมพันธ์อันดีงามที่มีต่อกัน

แนวทางแก้ไข

ณ เวลานี้ ต้องรอผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย จะเลือกพรรคการเมืองไหนที่มีเสียงข้างมากเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ต้องดูว่ามีนโยบายที่ชัดเจนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปในทิศทางใด

บทสรุป

 

          หากเราศึกษาในเวทีการเมืองระหว่างประเทศย้อนหลังไปในยุคของสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นยุคของการล่าเมืองของจักรวรรดินิยมทางตะวันตก โดยมีฝรั่งเศสและอังกฤษที่เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลต่อความอยู่รอดของชาติ

พระองค์ได้ทรงใช้เวทีการทางการเมืองระหว่างประเทศ ในการสร้างมิตรกับประเทศรัสเซีย ประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส จนรอดพ้นจากการเสียเอกราชให้กับประเทศมหาอำนาจในยุคนั้น มาจนถึงทุกวันนี้

ประเทศกัมพูชาก็เช่นกัน มีพื้นที่ติดกันทั้งคนไทยและกัมพูชาไปมาหาสู่กัน ดุจญาติพี่น้อง ครั้นเกิดมีวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศใดประเทศหนึ่งบางช่วง บางจังหวะของเวลาขึ้น  บางครั้งนักการเมืองกัมพูชาก็เคยหลบหนีภัยการเมืองเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และบางครั้งนักการเมืองไทยได้ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นเส้นทางที่หลบหนีคดีการเมือง อย่างเช่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นต้น

การเมืองการปกครองของไทยในยุคปัจจุบัน ควรจะมีการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นแบบอย่างในการที่จะนำพาประเทศไปสู่ความสงบ สันติสุข ควรที่จะต้องปรับนวัตกรรมทางความคิดในการปกครองและบริหารประเทศ  เปิดโลกทรรศน์ให้กว้างขึ้น มีใจที่มีเมตตาต่อกัน ไม่คิดที่จะเบียดเบียน ป้องร้ายซึ่งกันและกัน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ หาจุดลงตัวที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้

นั่นคือ จุดเปลี่ยนประเทศ ณ เวลานี้ และเป็นการสร้างอนาคต เพื่อเป็นสังคมรัฐที่เจริญแล้วบนสายตานานาชาติ

 

ข้อเสนอแนะ

     ในทรรศนะของผู้เขียน ทางแก้จุดวิกฤติของประเทศ ณ เวลานี้ คือ

๑.      รัฐบาลและผู้มีอำนาจทั้งในและนอกระบบ ควรปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไต และยอมรับผลการเลือกตั้งทั่วในครั้งนี้ ไม่ควรมีอำนาจอื่นมาล้มระบบการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔

๒.     พรรคการเมืองใดได้รับการเลือกตั้งทั่วไปและได้เสียงข้างมากก็ควรได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคใดได้เสียงข้างน้อย ก็ควรยอมรับเป็นพรรคฝ่ายค้าน จากการตัดสินใจของคนไทยทั่วประเทศ

๓.     สิ่งแรกที่รัฐบาลจะต้องทำ คือการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในชาติ สิ่งไหนที่จะประนีประนอมกันได้ หรือยอมกันได้ ก็ควรยอมกัน ถอยกันคนละก้าว เพื่อที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน สิ่งไหนที่จะต้องใช้มาตรการเยียวยา ก็ใช้วิธีเยียวยากันไป

๔.     สิ่งที่สอง ดำเนินการตามนโยบายภายในประเทศที่ให้ไว้กับประชาชน และปรับกลยุทธ์ในนโยบายต่างประเทศใหม่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีต่อกัน

๕.     ทุกฝ่าย ควรเปิดใจกว้างยอมรับการเปลี่ยนแปลงประเทศบนพื้นฐานของสังคมไทยที่เคยเอื้ออาทร การให้อภัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และ

        ควรนึกถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้มีความเมตตาต่อกัน ไม่คิดที่จะเบียดเบียนกัน สิ่งเหล่านี้หากมองย้อนกลับหลังไป หายไปไหนหมดจากจิตใจ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันหน้าเข้าหากันยุติปัญหาการขัดแย้งภายในชาติที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน  เราเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมามากมาแล้ว ที่ผ่านมาเราน่าจะไปได้ดีกว่านี้  

 

      สรุปของบริบท ก็คือ อะไรที่ผ่านมาทั้งที่มีเจตนาหรือไม่มีเจตนาที่กระทำต่อกันมา ขอให้เลิกแล้วต่อกัน หันมาตั้งหนึ่งหรือนับหนึ่งกันใหม่  ยังไม่สายที่จะเริ่มต้นขับเคลื่อนประเทศกันใหม่   

      แล้วอะไรๆ ก็จะดี ตามมาในบั้นปลายของประเทศไทย คือ สังคมรัฐแห่งสันติสุข

 

                           ...................................................................

 

 

 



[1] นายคมขำ อัตโถปกรณ์, รองปลัดสำนักงานองค์การบริหารจังหวัดพะเยา, อาจารย์พิเศษมจร.

หมายเลขบันทึก: 450075เขียนเมื่อ 20 กรกฎาคม 2011 15:02 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มิถุนายน 2012 17:17 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี