คุณอาจนึกไม่ถึงเลยว่า นอกจากความเจ็บป่วยทางกายทั้งหมดที่หนูน้อยวัยอนุบาลจะต้องเผชิญแล้ว ชีวิตน้อยๆ และครอบครัวของเขาเหล่านี้ ก็ยังต้องต่อสู้กับความเจ็บป่วยทางจิตใจอีกมากมาย ที่เดินทางมาพร้อมกันในวันที่ได้ทราบข่าวร้าย
มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ความเจ็บป่วยทางกายเป็นเพียงอาการเรื้อรังที่ต้องการ การรักษาอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ส่งผลรุนแรงต่อการใช้ชีวิตในโรงพยาบาลเท่ากับความกังวลที่เกิด ขึ้นในจิตใจ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ <p>1. ความกลัวของเด็ก </p> <ul>
</ul> <p>2. ความกังวลของเด็ก
ความกังวลต่อโรคที่มีในเด็กนั้น เป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ เนื่องจากในบ้านเรา พ่อแม่มักจะไม่ยอมให้ลูกรับรู้ว่าเขาป่วยเป็นอะไร แต่จะคอยกังวล ห้ามทำโน่นนี่ โดยเฉพาะเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ที่มีแพทย์ หรือพยาบาลคอยควบคุมดูแล ทำให้เด็กรู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่กิจวัตรปกติ”ของเขา ความคลุมเครือเหล่านี้ทำให้เด็กเริ่มวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ ความไม่เอื้ออำนวยต่างๆ ในโรงพยาบาล ก็ทำให้เขาวิตกกังวลได้มากขึ้น อย่างเช่น การไม่อนุญาตให้พ่อแม่เฝ้าไข้เด็ก ในห้องผู้ป่วยรวม หรือห้องไอซียู มักจะทำให้เด็กเครียด วิตกกังวล และรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างรุนแรง และจะแสดงพฤติกรรมในเชิงลบออกมาอย่างชัดเจน
…แต่นอกเหนือจากสาเหตุของความกลัวแล้ว ยังมีความจริงบางอย่าง ที่พ่อแม่หลายคนไม่รู้…
ความวิตกที่เกินพอดีของพ่อแม่
มีงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า เด็กๆ ที่ป่วยจะมีปัญหาทางอารมณ์สูง และปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้น้อยกว่าเด็กปกติ เมื่อศึกษาลึกลงไป พบว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากการได้รับผลทางอารมณ์และความรู้สึกโดยตรงจาก “แม่” โดยปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเด็ก มักจะสัมพันธ์กับความวิตกกังวล และกระวนกระวายใจของแม่ ส่วนปัญหาด้านการปรับตัวเข้ากับสังคม สัมพันธ์กับความเอาใจใส่ที่มากเกินไป และความรู้สึกผิดที่แม่มีต่ออาการป่วยของลูก</p> <p>พฤติกรรมที่แสดงออก บ่งบอกจิตใจที่เจ็บป่วย
ความเจ็บป่วยทางจิตใจซึ่งโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ระยะ
1. ระหว่างรับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาล แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ</p> <ul>
</ul> <p>2. ระยะหลังจากรับการรักษาที่โรงพยาบาล
เด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรังหลายคน แม้หลังจากการรักษาจนอาการทางกายต่างๆ ดีขึ้น และแพทย์อนุญาตให้พ่อแม่สามารถรับเด็กกลับไปดูแลที่บ้านได้แล้ว แต่ด้วยผลกระทบทางจิตใจ ทำให้พวกเขาต้องกลับมาพบจิตแพทย์ด้วยอาการต่างๆ เช่น มีพฤติกรรมเรียกร้องทั้งสิ่งของ ความรัก และเอาแต่ใจมากขึ้น บางคนจะเกิดอาการซึมเนื่องจากไปโรงเรียนแล้วตามเพื่อนไม่ทัน เขาก็จะรู้สึกว่าไม่เก่ง ไม่เป็นที่ยอมรับ บางคนก็ขี้หงุดหงิดไปเลย ซึ่งระยะของอาการเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พื้นฐานนิสัยเดิมของเด็กเป็นอย่างไร พ่อแม่ปรับตัวได้แค่ไหน ช่วยเหลือลูกมากเกินไปหรือเปล่า
จากผลวิจัยเรื่องความวิตกกังวลของแม่ ที่ถ่ายทอดมาสู่ลูก เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า แม่นั้นมีความสำคัญต่อจิตใจของเด็กๆ ที่เจ็บป่วยแค่ไหน เกี่ยวกับเรื่องนี้ ร.ศ.นพ.ไพโรจน์ โชติวิทยธารากร กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคหัวใจในเด็ก จากโรงพยาบาลบางกอก 9 อินเตอร์เนชั่นนอล แนะนำว่า… </p><ul>
</ul> <p>เมื่อแม่ต้องการตัวช่วย...
เมื่อแม่มีปัญหา ควรปรึกษาบุคคลต่อไปนี้ </p> <ul>
</ul> <p>ความช่วยเหลือเพิ่มเติมที่ไม่ควรมองข้าม</p><ul>
- การจัดการศึกษาพิเศษจะช่วยให้เด็กป่วยเรื้อรังซึ่งสามารถเคลื่อนไหวร่างกาย ได้สะดวก มีกิจกรรมทำระหว่างที่มารับการรักษา นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการสอบวัดผล และออกวุฒิการศึกษาให้กับเด็กที่ต้องเรียนหนังสือในโรงพยาบาล เพื่อว่าวันหนึ่งหากเขาสุขภาพดีขึ้น จะได้กลับเข้าไปเรียนต่อในระบบโรงเรียนปกติด็โดยไม่ต้องซ้ำชั้น เพราะจะทำให้เขาอายจนไม่อยากไปเรียน และจะเสียสังคมส่วนนี้ไป <li>
- โรงพยาบาลซึ่งมีเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังเข้ารับการรักษาอยู่ ควรจะจัดกิจกรรมสนุกสนาน ในวันสำคัญต่างๆ เช่นวันเด็ก หรือวันปีใหม่ เพื่อให้พวกเขาได้ผ่อนคลายความกังวล รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้คนภายนอก ได้มีส่วนร่วมเข้ามาเป็นหนึ่งในความทรงจำดีๆ ให้กับพวกเขาด้วย</li>
</ul> <p>มุมมองที่อยากให้ภาครัฐมองเห็นปัญหา</p> <ul>
ที่มา นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 188
ปีที่ : 5 1 สิงหาคม 2548
</ul>