“กรมบัญชีกลาง” เผยผลการเบิกจ่ายงบประมาณเกินเป้าร้อยละ 4.49 ไม่กระทบช่วงเลือกตั้ง

กรมบัญชีกลาง” รายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมตั้งแต่ต้นปีงบฯ จนถึง 20 พฤษภาคม 2554
เกินเป้าหมายร้อยละ 4.49  พร้อมชี้ “ช่วงการเลือกตั้งไม่กระทบการเบิกจ่าย” ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึง ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ประจำปี
พ.ศ. 2554  ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2554  เบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมจำนวน 1.29 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 62.37 เกินกว่าเป้าหมายร้อยละ 4.49 (เป้าหมายร้อยละ 57.88)   สำหรับรายจ่ายลงทุน เบิกจ่ายแล้วจำนวน  1.63 แสนล้านบาท  หรือร้อยละ 47.29  ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 3.46  เนื่องจากมีการลงทุนโครงการใหม่ถึงร้อยละ 80  ในช่วงไตรมาส 1 และ 2   จึงอยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง  จะเริ่มเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป  งบไทยเข้มแข็งเบิกจ่ายแล้ว 2.78 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 81.49 ที่เหลือคือรอเบิกจ่ายตามงวดงาน   

นายรังสรรค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับเงินงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี  ซึ่งเป็นเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546-2553  จำนวน  1.83 แสนล้านบาท  มีการเบิกจ่ายแล้ว 97,521.96  ล้านบาท  หรือร้อยละ 53.23   ในเรื่องนี้ได้รายงานคณะรัฐมนตรีทราบและเสนอแนวทางสำหรับการขยายเวลาเบิกจ่ายเงิน โดยงบประมาณปี พ.ศ. 2546 –2553 ที่มีหนี้ผูกพันทุกรายการให้เบิกจ่ายได้จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2554  หากเบิกจ่ายไม่ทันก็ให้เงินงบประมาณพับไป  และเงินงบประมาณปี 2552 -2553 ที่ยังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพันแต่เป็นรายการที่จำเป็น เช่น ค่าใช้จ่าย
ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือ แก้ไขและฟื้นฟูหลังอุทกภัย  ให้เบิกจ่ายถึงสิ้นเดือนกันยายน 2554 เช่นเดียวกัน  ซึ่งการใช้จ่ายงบฯ จากเงินกันฯ  มีผลต่อเป้าหมายการเบิกจ่ายเงินงบประมาณปีปัจจุบันเนื่องจากหน่วยงานต้องเร่งก่อหนี้และเบิกจ่ายสำหรับโครงการที่ใช้เงินกันฯ ก่อน

“สำหรับในช่วงระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้งขณะนี้ น่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายเงินงบประมาณแต่อย่างใด  เนื่องจากโครงการต่าง ๆ ที่มีแผนในปี 2554 และได้รับจัดสรรเงินงบประมาณไว้แล้ว  ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินงานได้ตามแผนงานหรือโครงการที่ตั้งไว้   นอกจากนี้ยังเป็นภารกิจของกรมบัญชีกลางที่ต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย  เพื่อให้มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากและเร็วที่สุด  เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างสูงสุดด้วย” นายรังสรรค์ กล่าว