ในรถ BTS ขบวนหนึ่ง เด็กชายอายุประมาณ 3-4 ขวบคนหนึ่งกำลังวิ่งซุกซนไปมาตามประสาเด็ก เบียดคนโน้นที ชนคนนั้นที สร้างความรำคาญให้กับหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่ง เธอกวาดสายตาเพื่อมองหาผู้ที่คิดว่าเป็นพ่อแม่ของเด็กคนนั้น ตั้งใจว่าจะต่อว่าว่าทำไมไม่ดูแลลูกให้ดี เธอเห็นชายผู้หนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นพ่อเด็กแน่ๆ กำลังนั่งก้มหน้าอยู่ที่เก้าอี้ข้างประตู เธอจึงเดินตรงเข้าไปหา พร้อมพูดขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างดังว่า
“นี่คุณ! เด็กคนนั้นลูกคุณใช่ไหม? ทำไมไม่ดูแลลูก..”
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ตาสองข้างกำลังเอ่อล้นด้วยน้ำใสๆ
“ครับ เป็นลูกผมเอง ผมขอโทษ..” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว ทิ้งระยะไว้นิดหนึ่งก่อนที่จะพูดต่อเหมือนคนกำลังข่มใจ
“ผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์ มีคนโทร.มาบอกว่าแม่ของเด็กเสียไปแล้ว ผมยังคิดไม่ตกว่าจะบอกลูกอย่างไรดี..” เขาพูดจบพร้อมกับก้ม เอาใบหน้าซบบนฝ่ามืออีกครั้ง
หญิงคนนั้นได้ยินถึงกับเงียบงัน อารมณ์ที่จะพูดต่อว่าต่อขานกลับหายไปในทันที ความรู้สึกเห็นใจเกิดขึ้นมาแทนที่ ทั้งเธอและเพื่อนผู้โดยสารที่ได้ยินชายคนนั้นพูด ต่างก็หันไปมองเด็กที่กำลังวิ่งซุกซนด้วยความสงสาร ต่างคิดในใจว่า
“โถ! เด็กน้อยผู้น่าสงสาร”
...ทำไมสภาวะอารมณ์ของคนจึงเปลี่ยนไป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สักครู่ ยังมีความรู้สึกรำคาญอยู่เลย
การมองคนอื่นและใช้สิ่งที่มองเห็นจากภายนอกเป็นตัวตัดสิน ความเป็นจริงอาจไม่เป็นไปตามที่ตัวเองคิดก็ได้ ดังนั้น อย่างรีบติดสินคนอื่นว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เพียงแค่เห็นจากสิ่งภายนอก เข้าทำนอง...
นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ