ชีวิตที่ปักกิ่ง

เริ่มเรื่องจากขึ้นเครื่องบิน เครื่องดีเลย์จนเกือบตีสองถึงจะได้ขึ้นเครื่อง แทบไม่ได้นอนเลย เดี๋ยวก็ประกาศโน่นนี่ เดี๋ยวก็มีบริการอาหาร และเครื่องดื่ม รู้สึกว่าเจ็ดโมงกว่าก็ถึงปักกิ่งแล้ว ลงจากเครื่องก็กว่าจะได้ไปตรวจพาสปอร์ต ไปเอากระเป๋า ก็เดินไกลมาก กว่าจะออกจากสนามบินได้ ก็ต้องขึ้นรถไฟใต้ดินออกไปอีกเพื่อไปที่จอดรถ ตอนออกไปข้างนอกได้เจออากาศหนาว ควันออกปากเลย ตอนอยู่ในรถไฟใต้ดินก็เห็นนอกหน้าต่างมีหิมะตก คนของเอเย่นต์เป็นคนพาออกจากสนามบินแล้วก็พาขึ้นรถไปที่มหาวิทยาลัย ไปถึงมหาวิทยาลัยก็ไปรายงานตัวเข้าหอพัก ดูว่าเขาจัดให้ห้องไหน รับคีย์การ์ดแล้วก็ขึ้นไปดูห้อง นึกว่าจะได้พักอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน ปรากฏว่าไม่มีเวลาเลย ต้องไปรายงานตัวกับทางออฟฟิศของมหาวิทยาลัยอีก กว่าจะได้เข้าหออาบน้ำก็ค่ำแล้ว วันต่อมาก็ไปสอบวัดระดับภาษาจีนเพื่อดูว่าจะได้เรียนชั้นไหน สอบได้ชั้นสาม ก็ถือว่าอยู่ระดับกลาง ที่นี่มีถึงระดับหก แต่มีคนเรียนจริงๆถึงแค่ระดับห้าเท่านั้น เขาให้ลองเรียนดูหนึ่งอาทิตย์ ถ้าคิดว่าบทเรียนยากหรือง่ายเกินไปก็ขอเปลี่ยนชั้นได้ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเรียนชั้นไหน อย่าเพิ่งเขียนอะไรในหนังสือ เพราะถ้าเขียนแล้ว จะขอเปลี่ยนหนังสือไม่ได้ วันต่อมาก็เริ่มเรียนเลย ตารางเรียนที่นี่เรียนเช้าถึงเที่ยง มีวันพุธต้องดูหนังตอนบ่ายด้วย เหมือนว่าจะเรียนสบาย แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้น มีการบ้านทุกวัน มีให้แต่งประโยคภาษาจีนและอื่นๆ สอบทุกอาทิตย์ ในระหว่างอาทิตย์มีสอบเขียนศัพท์ในบทเรียน ช่วงแรกๆที่ไปยุ่งทุกวัน ไหนจะต้องไปเปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารใหญ่ต่อคิวกันนานมาก กว่าจะถึงคิวก็ประมาณสี่ชั่วโมง วันต่อๆมาก็ไปซื้อของกินของใช้เข้าหอ ไปหัดเรียนรู้เส้นทางไปที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถานที่ซื้อของหรือสถานที่กิน สถานที่เที่ยว ไปเที่ยวเกือบทุกอาทิตย์ ที่ไปมาแล้วมี เทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม พระราชวังฤดูร้อน โฮ่วไห่ที่นั่งชิวๆดื่มเหล้า สวนยวี่หยวนทัน สวนสัตว์ กำแพงเมืองจีน 798 Art Area ถนนหวังฝูจิ่ง สวนสนุก Happy Valley ไปเที่ยวกันเองบ้าง มหาวิทยาลัยพาไปเที่ยวบ้าง หลักๆจะมีสี่ที่ที่มหาวิทยาลัยจะพาไปเที่ยว แต่ก็มีพาไปเที่ยวนอกรอบบ้างก็มี รวมๆก็น่าจะเจ็ดครั้ง เสาร์นี้มหาวิทยาลัยก็จะพาไปดูพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มนุษย์ปักกิ่ง อยู่ไกลจากที่นี่ประมาณร้อยกว่ากิโลเมตร

 

คนไทยที่เรียนที่นี่มีประมาณยี่สิบคน เพื่อนร่วมห้องก็เป็นคนไทยเหมือนกัน พวกเราเลือกที่จะอยู่ด้วยกันเพราะกลัวได้อยู่กับพวกอัฟริกัน พวกเราคุยภาษาไทยกันทุกวันเลยพูดภาษาจีนไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่ มีเพื่อนคนจีน แต่ก็ไม่ได้ค่อยได้เจอกัน ก็หัดคุยกับคนอื่นทาง QQ บ้าง MSN บ้าง เพื่อนๆ เรียนเช้าเสร็จตอนบ่ายก็พากันออกไปเที่ยวช้อปปิ้งกินข้าวตามห้างสรรพสินค้ากันบ่อยมาก บางที่ของถูกกว่าเมืองไทย เช่นรองเท้าบูท เสื้อผ้าผู้หญิง บางทีก็ไปกินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่น เกาหลีกัน เขาว่าอาหารเกาหลีที่นี่ถูก ไม่ใช่ว่าเราเป็นเด็กเรียนมากเกินไป เขาชวนไปเที่ยวผับ ก็ไปมาแล้วสองที่ ทั้งสองที่คนเยอะเหลือเกิน ยืนอัดกันแน่น ไม่เห็นมีใครยืนเต้นตรงโต๊ะของตัวเอง เห็นออกไปเต้นกันหน้าเวที  ที่หนึ่งห้ามผู้ชายขึ้นไปเต้นบนเวที อีกที่หนึ่งคนเขวี้ยงก้นบุหรี่ลงพื้นต่อหน้าต่อตา ไม่ขยี้ให้ดับด้วย ด้วยความที่เรากลัวไฟไหม้ เลยเอารองเท้าเราขยี้มันให้ดับ ยิ่งที่นี่เต้นกันห้องใต้ดินด้วย ถ้าไฟไหม้ขึ้นมา น่าจะหาทางออกยาก ไปเจอที่นี่มีน้ำหกกระจายเปียกที่พื้น มีขวดเบียร์หล่นอยู่ขอบๆเวทีอยู่หนึ่งขวด เราก็เห็นพวกเขาเต้นกันอย่างเมามันส์ไม่สนใจอะไร

 

ค่ารถเมล์และค่ารถไฟใต้ดินของที่นี่ถูกกว่าเมืองไทย ค่ารถเมล์เที่ยวละสองบาท รถไฟใต้ดินเที่ยวละสิบบาท แต่รถไฟใต้ดินเนี่ยเดินไกลมากๆกว่าจะได้ขึ้นรถไฟใต้ดิน กว่าจะได้ออกจากสถานี เหนื่อยมาก ไม่อยากจะออกไปไหนคนเดียว รถเมล์ก็ต้องข้ามถนนไปขึ้นเลนส์ทางขวา ที่นี่เขาขับรถชิดขวากัน ค่ากินก็ค่อนข้างแพง ราคาเทียบเท่าเราไปกินข้าวที่ห้างสรรพสินค้าที่ไทย กินข้าวในมหาวิทยาลัย ข้าวกับกับสองอย่าง ราคาก็ตกประมาณ ยี่สิบบาทถึงประมาณหกสิบบาท ไม่น่าเชื่อว่าคนปักกิ่งกินอาหารใส่เครื่องเทศเยอะ กลิ่นแรง เปรียบเทียบกับคนจีนทางใต้ที่มาอยู่ไทยที่กินอาหารจืดๆแล้วคนละเรื่องเลย อาหารที่นี่เค็มและมัน เครื่องเทศเยอะ อาหารบางอย่างใส่หมาล่าที่ดูคล้ายๆพริกไทย เผ็ดจนลิ้นชา เนื้อสัตว์ ไส้กรอก มะเขือยาว หมั่นโถวปิ้ง เห็ด เสียบไม้ขาย ที่เรียกว่าเสี่ยวชือ ซึ่งแปลว่าของกินเล่น เป็นอาหารที่กลิ่นแรงเหมือนกัน ยิ่งใส่น้ำจิ้มด้วยเรายิ่งกินไม่ได้เลย ตอนเช้าเขาก็กินซาลาเปา เกี๊ยว ข้าวต้มกัน หาข้าวเช้าหนักๆกินอย่างคนไทยไม่ได้เลย ข้าวต้มที่ขายในมหาวิทยาลัย เหลวเหมือนน้ำซาวข้าว ไม่น่ากินเลย ปาท่องโก๋ก็มีขาย แต่จืดและอันเบ้อเริ่มเลยแล้วก็น้ำมันเยอะ น้ำเต้าหู้ก็มีขาย แต่ส่วนมากจะจืด

 

ห้องน้ำในมหาวิทยาลัยก็ค่อนข้างเหม็น บางที่ใช้เท้าเหยียบที่กดชักโครกด้วย แล้วก็ทุกวันนี้ยังงงๆอยู่ว่าสรุปแล้วให้เอาหน้าหันไปทางประตูหรือเอาก้นหันไปทางประตู เพราะดูเหมือนคอห่านมันจะหันไปตรงกันข้ามกับประตู ก็เลยหันก้นไปทางประตู ส่วนมากพวกเราก็จะกลับมาเข้าห้องน้ำที่ห้องของตัวเองกัน ห้องน้ำที่พระราชวังต้องห้าม มีระบบเซ็นเซอร์กดน้ำให้เรา แค่เพียงเอาก้นขึ้น มันก็จะกดน้ำให้เรา

 

อากาศที่นี่ตอนนี้ยังเย็นๆอยู่กลางวันอุณหภูมิประมาณยี่สิบองศาต้นๆ กลางคืนประมาณสิบกว่าองศาต้นๆ สองสามวันมานี้ลมแรงอีกแล้ว ไม่ชอบเสียงลมเลย โดยเฉพาะเราอยู่ชั้นสิบห้า เสียงลมหวีดหวิวดังมาก น่ากลัว อยู่บ้านเรายังแทบไม่เคยได้ยินเสียงลมดังขนาดนี้ วันไหนลมแรง ก็จะหนาวด้วย มาถึงที่นี่แรกๆเห็นหิมะ เจอลมแรง เห็นตึกสูงๆเต็มไปหมด ที่นี่เขาใช้พื้นที่คุ้มจริงๆ คงเป็นเพราะประชากรบ้านเขาเยอะ เราไม่เคยเห็นหิมะก็มีโอกาสได้เห็นก็คราวนี้ แล้วเพิ่งรู้ด้วยว่ากว่าหิมะกว่าจะละลายก็สักประมาณสองอาทิตย์ได้มั้ง เห็นตั้งแต่ต้นไม้ตอนโกร๋นไม่มีใบ จนตอนนี้ต้นไม้ดอกไม้ผลิใบออกดอกจนโรยไปเกือบหมดแล้ว ความหนาวของที่นี่ หนาวจนมือแตก เพิ่งจะหายเมื่อไม่นานมานี้เอง นอกจากมือจะแตก เวลาสั่งน้ำมูกก็จะมีเลือดติดมาด้วย เพราะอากาศแห้งมาก เลยไม่กล้าสั่งน้ำมูกแรงหรือแคะน้ำมูก แต่ว่าขนาดช่วงนี้อากาศไม่หนาวมากแคะน้ำมูกยังมีเลือดออกมานิดๆอยู่เลย ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ยังไม่ได้อาบน้ำเย็นเลย อาบน้ำอุ่นทุกวันผิวแตก ต้องทาโลชั่น ผมก็แห้งแตกปลาย ต้องใช้ไดร์เป่าผมร้อนด้วย เพราะอากาศยังหนาวอยู่ตอนกลางคืน

 

ว่างๆจะลงรูปสถานที่เที่ยวแต่ละที่ที่ไปมาแล้วมาให้ดูกันจ้า