โรคมือ เท้า ปากเปื่อย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามระบบรายงาน

ในช่วงนี้จะมีข่าวการแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส อยู่  3 โรค คือโรคไข้เลือดออก , ไข้หวัดนก และ โรคมือ เท้า ปากเปื่อย ( Hand Foot  Mouth Disease )  ซึ่งโรคมือ เท้า ปากเปื่อย เป็นโรคใหม่ที่เจ้าหน้าที่ของเราควรทราบ เพราะสถาบันบำราศนราดูร ต้องมีระบบการเฝ้าระวังและรายงานโรค  พอดีได้อ่านพบในหนังสือหมอชาวบ้าน จึงอยากนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคมือเท้าปากเปื่อย มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นความรู้

โรคมือ ปาก เท้าเปื่อย ( Hand Foot Mouth Disease ) สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งมีอยู่หลายชนิดได้แก่ ค็อกแซกกีเอ , บี (Coxsackie A ,B) และ เอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นชนิดที่ต้องเฝ้าระวังทางด้านระบาดวิทยา เนื่องจากมีความรุนแรงเป็นสาเหตุการตายของเด็กเล็กในประเทศต่างๆ ซึ่งพบน้อย   เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ ค็อกแซกกีเอ ชนิด 16 ที่ทำให้เกิดอาการไม่รุนแรง หายเองได้ โรคนี้พบเป็นในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ

อาการของโรค  หลังการติดเชื้อ 3 - 7 วัน จะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หลังจากนั้น 1 -2 วัน จะมีน้ำมูก เจ็บปาก เจ็บคอ ไม่ยอมดูดนม เด็กจะร้องงอแง ในปากจะพบจุดนูนแดงๆ หรือมีน้ำใสอยู่ข้างใต้ขึ้นตามเยื่อบุปากตามลิ้นและเหงือก ต่อมาจะกลายป็นแผลตื้นๆ เจ็บมาก จะมีผื่นขึ้นที่มือ เท้า หรือฝ่ามือ ฝ่าเท้า แกมก้น มักไม่คันไม่เจ็บ จะมีอาการไข้อยู่ประมาณ 3 - 4 วัน ก็ทุเลา ส่วนแผลในปากจะหายไปเองภายใน 7 วัน ตุ่มน้ำที่มือและเท้าจะหายไปภายใน 10 วัน ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียน ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หายใจเหนื่อยหอบ

การติดต่อ  จากการกินอาหาร  น้ำดื่ม การดูดเลียนิ้ว หรือของเล่นที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย

การรักษา  รักษาตามอาการ  ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ภาวะแทรกซ้อนที่พบ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคัน และเกาจนติดเชื้อแบคทีเรีย กลายเป็นตุ่มหนอง พุพองได้ บางรายอาจมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่ไม่รุนแรง จะหายเองได้ภายใน 10 วัน

การป้องกัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถป้องกันได้โดย

   1. ควรแยกเด็กป่วย ไม่ให้คลุกคลีกับเด็กอื่นๆ ประมาณ 2 อาทิตย์

    2. ล้างมือทุกครั้งหลังถ่ายอุจจาระหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม

   3. หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ ขวดนม

       ช้อนชาม เสื้อผ้า ของเล่น เป็นต้น

   4. ฝึกเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี  ไม่ควรให้เด็กดูดนิ้ว หรือเอาของเล่น           ใส่ปาก

สรุปแล้ว โรคมือ เท้า ปากเมื่อย ก็ไม่น่ากลัวเท่าไร  แต่ก็ไม่ควรประมาท  ในแนวทางปฏิบัติของระบบการรายโรค   ถ้าเป็นผู้ป่วยนอก ส่วนใหญ่รายงานตามการวินิจฉัยของแพทย์ ไม่ได้ส่งตรวจหาเชื้อไวรัสเอนเทอโร 71   ส่วนผู้ป่วยใน จะซักประวัติ สอบสวนโรค แพทย์จะส่งตรวจหาเชื้อไวรัสเอนเทอโร 71