ลักษณะเบญจกัลยาณี ๕ อย่าง

     ผมงาม หมายถึง ผมซึ่งยาวสลวยลงมาแล้วมีปลายช้อนขึ้นเองโดยธรรมชาติ ลักษณะผมของหญิงผู้มีบุญมาก เป็นเช่นกับกำหางนกยูง เวลาปล่อยระชายผ้านุ่งแล้ว ก็กลับมีปลายงอนขึ้นตั้งอยู่

     ฟันงาม หมายถึง ฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบเรียงรายประดุจไข่มุกที่นายช่างจัดเข้าระเบียบแล้ว ฟันขาวเรียบไม่ห่างกัน งดงามดุจระเบียบแห่งเพชรที่เขายกขึ้นตั้งไว้ และดุจระเบียบแห่งสังข์ที่เขาขัดสีดีแล้ว

     ริมฝีปากงาม หมายถึง ริมฝีปากบางโค้งเป็นรูปกระจับสีชมพูเรื่อคล้ายผลตำลึงสุก  ถึงพร้อมด้วยสีเรียบชิดสนิทดี  เป็นเองโดยธรรมชาติ มิใช่เพราะตกแต่งแต้มทา

     ผิวงาม ลักษณะนี้มี ๒ อย่าง คือ ถ้าผิวขาวก็ขาวละเอียดอ่อนเหมือนสีดอกกรรณิการ์ ถ้าผิวดำก็ดำอย่างดอกอุบลเขียว อมเลือดอมฝาด เปล่งปลั่งคล้ายสีน้ำผึ้งซึ่งนำมาจากรังผึ้งใหม่ๆ

     วัยงาม หมายถึง เป็นคนงามตามวัย งามทุกวัย เมื่ออยู่ในวัยเด็กก็งามอย่างเด็ก เมื่ออยู่ในวัยสาวก็งามอย่างหญิงสาว เมื่ออยู่ในวัยชราก็งามอย่างคนชรา และหญิงแม้คลอดแล้วตั้ง ๑๐ ครั้ง ก็เหมือนคลอดครั้งเดียว ยังสาวพริ้งอยู่ทีเดียว (พระอานนท์พุทธอนุชา วศิน อินทสระ)

    

     ลักษณะเบญจกัลยาณีนี้   ในธรรมบทมีปรากฏชัดครบทั้ง ๕ ประการในนางวิสาขา ผู้ได้นามว่ามหาอุบาสิกา เรื่องราวของนางวิสาขานี้ควรแก่การศึกษาเป็นอย่างมาก เป็นต้นแบบของกุลสตรีทั้งหลาย

    

    ซึ่งในเรื่องชมความงามนี้ อาจารย์บานเย็น ลิ้มสวัสดิ์ ท่านก็ได้พรรณนา รูปลักษณ์ของพระนาง ผุสดี ในมหาชาติคำกลอนไว้ดังนี้

 

ปางนงนุชผุสดีเทวีเจ้า                      พักตร์ลำเพาสรรพางค์ช่างคมขำ

รับพรจากโกสีย์ผู้มีธรรม                  รวมครบจำนวนทศไม่ลดลา

แล้วนุชนาฏคลาดร่างห่างสวรรค์      มาเข้าครรภ์ราชินีสิเนหา

แห่งกษัตริย์มัทราชทรงอาชญา      ถ้วนเวลาสิบเดือนไม่เคลื่อนคลาย

ก็ประสูติจากท้องของพระแม่          ผิวพรรณแลพริ้งเพริดสุดเฉิดฉาย

เหมือนเฉลิมเจิมจันทร์พรรณราย         วรกายโสภาวิลาวัณย์

จึงตั้งนามตามเหตุสังเกตชี้                    ผุสดี นิ่มเนื้อเชื้อสวรรค์

มอบนางนมสมทรงระหงครัน                 ถวายถัญแด่เจ้าเยาวมาลย์

พระบุตรีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์                 ทุกคืนวันไม่มีที่ร้าวฉาน

พวกพี่เลี้ยงเนียงในรับใช้งาน                อภิบาลเกลากล่อมถนอมใจ

เจริญใหญ่วัยยกสิบหกขวบ                 ช่างอั๋นอวบสวยสง่าหมดฝ้าใฝ

พักตร์พิมลกลจันทร์พรรณอำไพ         เนตรสดใสแช่มช้อยชะม้อยมี

คิ้วโค้งเขียวเรียวงามทรามสงวน          เกศดำล้วนระยับวะวับสี

ปรางเปล่งปลั่งดังกุหลาบอาบรพี          พิศฉวีผุดผ่องเหมือนทองทา

เพ่งโอษฐ์ล้ำตำลึงซึ่งสุกใส                    ยิ้มละมัยชวนมาดปรารถนา

กลิ่นเหมือนจันทร์อันหอมย้อมวิญญาณ์   พระนาสาโด่งนิดน่าพิศครัน

ยามเอื้อนโอษฐ์โปรดขานกังวานเพราะ   แสนเสนาะดุจดังระฆังสวรรค์

พระทนต์ดังสังข์เกลี้ยงเกลาเรียงกัน        พระศอนั้นตั้งตรงระหงดี

อุราตรึงผึ่งผายเฉิดฉายแท้                      พระถันแม่นั้นกลอุบลศรี

โสณีผึ่งตรึงตราเกินนารี                      น่องดังปลีกล้วยทองสุดต้องตา

พระบาทอูมนุ่มละเมียดละเอียดอ่อน     พิศพระกรก็อย่างงวงช้างหนา

นิ้วเรียวกลมสมส่วนล้วนโสภา           รวมความว่างามพริ้งกว่าหญิงใด

ด้วยเดชบุญหนุนส่งแม่นงลักษณ์              จึงสูงศักดิ์สวยสีฉวีใส

แม้นอยากสวยรวยทรัพย์อัปไมย           จงตั้งใจทำบุญอุดหนุนปราณ

บุปผาสวยรวยสีมีทั้งกลิ่น                       ภุมรินหวังซดเสพรสหวาน

เสียงหึ่งหึ่งคลึงเคลียเลียสุมาลย์           ไม่ยอมผ่านพุ่มพวงดวงผกา

เปรียบนารีที่งามอร่ามร่าง                   ไม่ผิดแผกแตกต่างอย่างบุปผา

ชายย่อมใคร่ได้เชยไม่เลยลา                 สิเนหาร่วมรักสมัครครอง

มีเจ้าชายหลายองค์จำนงนาฏ         ต่างส่งสาสน์ประกวดอวดข้าวของ

อวดกายาท่าทางช่างลำพอง                   แต่นวลน้องไม่ทรงจำนงใคร

แต่พอยลสญชัยวิไลศักดิ์                         ก็ทรงรักปักจิตพิสมัย

สมตามคำสำเนาเจ้าตรึงศ์ตรัย                อีกบุญเพรงเร่งให้เป็นไปมี

จึงพิเษกเอกองค์พงศ์พิสุทธิ์                    กับนงนุชเชื้อชั้นสวรรค์ศรี

นางจึงเด่นเป็นมหาราชินี                        แห่งสีพีเขตขัณฑ์แต่นั้นมา

เฉลิมรัฐฉัตรทองครองพิเชต                   กับทรงเดชสญชัยใจหรรษา

ประชาชีมีสุขทุกเวลา                              รัฐก้าวหน้าพาชื่นทุกคืนวัน

 

                                                                      โสณี-ตะโพก สะโพก