เพราะเชื่อว่า คนทุกคนมีคุณค่าความเป็นคนเท่ากัน คนทุกคนมีความต่าง ในความต่างคนทุกคนมีศักยภาพ ศักยภาพของคนทุกคนสามารถพัฒนาได้

   ในปัจจุบันการศึกษาได้เข้าไปถึงคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการด้วยสิทธิตามกฏหมายกำหนด ทุกสถานศึกษาไม่กล้าพอที่จะปฏิเสธสิทธิทางกฏหมายข้อนี้ แต่เมื่อให้สิทธิทางกฏหมายแล้วไม่ได้หมายความว่า คนพิการจะได้รับการพัฒนา เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าสิทธิ คือ โอกาส 

    สำหรับเด็กพิการแล้วเขาต้องได้รับโอกาสจากสังคมและคนรอบข้างจึงจะเข้าถึงสิทธิและโอกาสทางการศึกษาที่กำหนดไว้

    คนที่จะสามารถพัฒนาเด็กพิการได้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้มีเฉพาะความรู้เท่านั้น แต่จะต้องมีความเชื่อก่อนว่า  เขาสามารถพัฒนาได้ เมื่อเกิดความเชื่อก็จะทำให้อุปสรรคอคติใดๆหมดไป

    กว่าสิบปีที่ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษากับเด็กพิการ ในฐานะแม่ที่ลูกเป็นแอลดี  ในฐานะครูที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้รับผิดชอบโครงการจัดการเรียนร่วมนักเรียนพิการเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติ แรกก็มืดมิดคิดอะไรไม่ออก เพราะขณะนั้นยังไม่มีคนรู้จักกันแพร่หลาย  แต่ด้วยเป็นแม่ที่จูงลูกไปหาใคร ไปโรงเรียนใดก็จะได้รับการปฏิเสธ ความเจ็บปวดทุกข์ใจยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอมา  ด้วยความเป็นแม่สิ่งเดียวที่คิดคือ ทำอย่างไรก็ได้เมื่อลูกไม่มีแม่ลูกสามารถจะมีชีวิตอยู่ในสังคมได้ในระดับหนึ่ง โดยสร้างภาระให้สังคมน้อยที่สุด ดังนั้นการดิ้นรนอย่างสุดชีวิตของแม่จึงเริ่มขึ้น ตรงไหนที่จะให้ความรู้และช่วยลูกได้แม่จะไป จะยากลำบากเพียงใดไม่เคยท้อ และในขณะที่กำลังดูแลลูกก็พบว่า ลูกศิษย์ในโรงเรียนที่รับผิดชอบอยู่หลายคนที่คล้ายกับลูกชาย แต่การจัดการกับลูกศิษย์ไม่ง่ายเหมือนลูกเอง เพราะจะต้องผ่านหลายด่านความรู้สึกผู้บริหารรับไม่ได้ ครูผู้ร่วมงานไม่เข้าใจ ผู้ปกครองไม่ยอมรับ ซึ่งสุดท้าย ก็จะถูกกล่าวหาว่าให้ร้ายกับเด็กทำให้เด็กมีปัญหา  กระทั่งการดำเนินการพัฒนาลูกชายที่เป็นแอลดีรุดหน้าสามารถเรียนหนังสือนอกระบบโรงเรียนได้ เข้าสังคมได้ และสามารถบริหารงานร้านถ่ายเอกสาร คอมพิวเตอร์เล็กๆ พอที่จะมีรายได้ใช้จ่ายเอง สังคมเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลง รวมกระทั่งแม่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดให้ได้มีโอกาสได้ร่วมถ่ายทอดผลการพัฒนาลูกชายให้สังคมได้รับรู้ กระทั่งปี 2551 ลูกชายสามารถเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี และมีธุรกิจส่วนตัวร่วมกับเพื่อนพิการร่างกายพบว่า การพัฒนาลูกชายนั้นมันเริ่มจากความเชื่อมั่นในตัวเขา ว่าเขามีศักยภาพสามารถพัฒนาได้ จุดที่เริ่มพัฒนาคือ การค้นหาจุดเด่นของเขา บอกให้เขารู้ว่าเขาเด่นอะไร แล้วให้โอกาสเขาในการพัฒนาจุดเด่นของเขาเอง อย่างเข้าใจ อย่างอดทน และไม่คาดหวังมากนัก องค์ความรู้ในครั้งนั้ทำให้เกิดเป็นแผนการสอนแบบไม่ตายตัว ที่ใช้กระบวนการจัดกิจกรรมที่ไม่กำหนดล่วงหน้า แก้ปัญหาวันต่อวัน สอนจากจุดเด่น พัฒนาคืบคลานเข้าไปสู่จุดด้อยโดยไม่ให้เขารู้ตัว ซึ่งต่อมาได้ศึกษาพบเพิ่มเติมว่า หลักคิดของตนเองได้สอดคล้องกับแนวคิดบวก การสอนจากจุดเด่น จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจกับผลสำเร็จของงาน ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เกิดความสุข ความสุขทำให้สมองหลั่งสารอัลฟ่าคลื่นแห่งความสุขที่พร้อมจะเรียนรู้และจดจำ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีความต้องการพื้นฐาน 5 ขั้นของมนุษย์ ของมาส์โล

     ปัจจุบันเรื่องของสิทธิ โอกาสของคนพิการกำลังได้รับการดูแลจากเบื้องบน เข้าสู่ระบบโรงเรียน ซึ่งจากประสบการณ์ที่ยาวนานพบว่ามันยังเป้นภาพลวงตาอยู่มาก เนื่องจากว่า  สิทธิคนพิการได้รับตามกฏหมาย แต่โอกาสที่จะได้รับจากสังคมยังห่างไกล ยกตัวอย่างง่ายๆ โรงเรียนหนึ่งรับเด็กพิการเข้าเรียน ด้วยสิทธิตามกฏหมาย แต่เมื่อรับเข้ามาแล้วกลับปล่อยให้เด็กเรียนรู้หลักสูตรเดียวกับเด็กปกติ อ้างว่าไม่มีครูเฉพาะทาง เด็กพิการศักยภาพมีไม่เท่าเด็กปกติในบางเรื่อง ถูกละเลย บางคนต้องออกไปเองโดยปริยาย บางคนจบโรงเรียนไปโดยไม่มีอะไรติดตัวไปเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตตามศักยภาพแต่ภาพรวมที่รายงานไปในระดับสูงคือ นักเรียนพิการได้รับการพัฒนาตามสิทธิทางการศึกษา

     การต่อสู้ในการจัดการศึกษากับเด็กพิการยังมีปัญหาอุปสรรคอีกมากมาย การต้อสู้ยังไม่จบหากเมื่อใดที่ความเชื่อยังมีอยู่