การจัดลำดับการศึกษาไทย

การศึกษาไทย
สกศ.เผย การศึกษาไทยปี 2544อยู่ในอันดับที่ 44 ตกจากปีที่แล้ว
        สกศ.เผยผลการจัดลำดับ ความสามารถ ด้านการศึกษาของประเทศ ในภูมิภาคต่างๆ รวม 49 ประเทศ ของ IMD พบการศึกษาไทยปี 2544 อยู่ในอันดับที่ 44 ตกจากปีที่แล้วซึ่งอยู่อันดับ 35 ระบุจากข้อมูล พบว่า ระบบการศึกษาของไทย ยังไม่ตอบสนอง การแข่งขัน โดยคนไทย รู้และเข้าใจเศรษฐกิจ น้อยมาก
       ในขณะที่งบประมาณด้านการศึกษา กลับอยู่สูงเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศในเอเชีย แต่มีปัญหาด้านประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่ได้ใช้ไปที่ตัวเด็ก แต่ใช้มากกับสถานที่ โดยเฉพาะรั้วและป้ายโรงรียน ซึ่งไม่มีชาติใดในโลก ที่สร้างด้วยหินแกรนิตมากเท่าไทย ดร.รุ่ง แก้วแดง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (กกศ.) เปิดเผยผลการจัดอันดับความสามารถด้านการศึกษาของประเทศในภูมิภาคต่างๆ รวม 49 ประเทศ จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานเรื่อง The World Competitiveness Yearbook 2001 ของ International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2544 โดยกล่าวว่า จากการประเมินเกณฑ์ชี้วัด ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 44 ตกจากอันดับที่ 35 เมื่อปีที่แล้ว แต่หากเปรียบเทียบเฉพาะประเทศในเอเชียจำนวน 11 ประเทศ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่า 7 ประเทศคือ สิงคโปร์ (อันดับ 1) ไต้หวัน (อันดับ 18) ญี่ปุ่น (อันดับ 23) ฮ่องกง (อันดับ 29) เกาหลี (อันดับ 32) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 35 ) มาเลเซีย (อันดับ 38) แต่อยู่ในอันดับสูงกว่า 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย (อันดับ 47) จีน (อันดับ 48) อินเดีย (อันดับ 49)
          ดร.รุ่งกล่าวต่อไปว่า การจัดอันดับมีเกณฑ์ชี้วัด ที่ทำให้คะแนนแตกต่างกันไป คือ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษา พบว่ารัฐบาลลงทุนที่การศึกษาสูงอยู่ในอันที่ 2 ของประเทศในเอเชีย คือ ร้อยละ 4.4 แต่ประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินต่ำมากๆ และไม่ค่อยใช้เงินเพื่อการเรียนการสอน แต่มีการใช้เงินค่อนข้างมากไปในการสร้างอาคาร สถานที่ อุปกรณ์ และที่ใช้มากกว่าทุกประเทศ คือ การสร้างรั้วโรงเรียน ซึ่งไม่มีชาติใดในโลกที่มีรั้วและป้ายโรงเรียน ที่ทำด้วยหินแกรนิตมากเท่าประเทศไทย เพราะหลายประเทศใช้เงินน้อยกว่าไทย แต่ทุ่มเทไปที่การเรียนการสอนที่ใกล้ชิดตัวเด็ก ขณะที่ของไทยนั้นเงินที่ใช้ไม่ค่อยถึงตัวเด็กมากนัก
          "นี่เป็นเหตุผลอันหนึ่งจากการชี้วัดของ IMD ว่าถ้าเราไม่ปฏิรูปการศึกษา เราก็ทุ่มเงินลงไปแบบนี้ ถ้ามองเหมือนร่างกายของเรา เรากินอาหารเยอะมาก แต่เราผอม เพราะเรามีพยาธิเยอะ ดังนั้น ในแง่นโยบายที่เราจะลุกขึ้นมาโวยวายว่าการจัดการศึกษาเงินไม่พอ โวยวายได้ค่อนข้างลำบาก เพราะจากตัวเลขเราลงทุนเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องกลับมา ทบทวนเรื่องการใช้เงินใหม่"
          เลขาธิการ กกศ.กล่าวและว่า สำหรับอัตราส่วนของนักเรียนต่อครูระดับประถมศึกษา ในภาพรวมเฉลี่ย ครูไทย 1 คนต้องรับภาระสอนนักเรียน 18 คน ชาติอื่นส่วนใหญ่ครู 1 คนรับภาระสอนไม่น้อยกว่า 19 คนขึ้นไป ส่วนครูระดับมัธยมศึกษา ภาพรวมเฉลี่ยครูไทย 1 คนต้องรับภาระสอนนักเรียน 20 คน ส่วนชาติอื่นในเอเชียครู 1 คนรับภาระสอนไม่ถึง 20 คน นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์การรู้หนังสือของประชากรพบว่า จำนวนคนรู้หนังสือของไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่รู้หนังสือเหลือเพียงร้อยละ 5.3 ของจำนวนประชากร ดีกว่าประเทศฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ฮ่องกง และที่สำคัญดีกว่าประเทศอินเดีย ซึ่งมีอัตราคนไม่รู้หนังสือถึงร้อยละ 46
            เลขาธิการ กกศ. กล่าวอีกว่า การประเมินเชิงคุณภาพการศึกษาในเชิงลึกของ IMD พบว่าระบบการจัดการศึกษาของไทย ยังไม่สามารถตอบสนองการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หมายความถึงคนไทยไม่ได้สนใจด้านการแข่งขัน มหาวิทยาลัยของไทยมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมน้อยมาก ดังนั้น ทำให้ไทยไม่สามารถร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนา ทำให้เกิดจุดอ่อนระบบการศึกษาของไทย นอกจากนี้ คนไทยมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจน้อยมาก เทียบแล้วน้อยกว่า สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์โดยภาพรวมของ IMD นี้ จะเป็นข้อมูลที่ใช้เป็นประโยชน์ในการวางแผนการ ศึกษาของไทยในปีต่อไป