แวะเที่ยวเมืองแพร่กันนะครับ
วันศุกร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔
วันสำคัญทางศาสนา "วันมาฆะบูชา"
ช่วงเช้าหลังจากที่ผมไปนมัสการไหว้พระทำบุญที่วัดเสร็จแล้ว ผมตั้งใจจะเดินทางต่อไปที่สถานที่หนึ่ง คือ "ถ้ำผานางคอย" ภายใต้การดูแลของท่านอนุวัธ วงศ์วรรณ นายก อบจ.แพร่ ซึ่งสถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายแพร่ - ร้องกวาง (ทางหลวงหมายเลข 101) ถึงกิโลเมตรที่ 58 - 59 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 800 เมตร ถึงหน้าถ้ำผานางคอย ตัวถ้ำอยู่บนหน้าผาสูง 50 เมตร เป็นอุโมงค์ลึกยาว 150 เมตร กว้าง 10 เมตร ลักษณะของถ้ำโค้งงอเป็นข้อศอกไปทางซ้าย และทางขวาเป็น 3 ตอนด้วยกัน
ความรู้สึกแรกที่ผมได้ คือ บรรยากาศเนินพิศวง ไอความเย็นและบางสิ่งบางอย่างที่เข้าไปในกระดูกของผม บรรยายไม่ถูกครับ แต่ประทับใจมากครับ และภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อยลักษณะต่าง ๆ กัน มีความสวยงามตามแบบฉบับที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งที่เป็นเกล็ดหิน ประกายระยิบระยับ หรือเป็นชะง่อนหินยาวถึงพื้นถ้ำ มีรูพิศวง ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ม่านน้ำตก ซึ่งวันนี้ที่ผมไป เป็นช่วงน้ำลด บรรยากาศจุดนี้อาจจะลดไปบ้างนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาครับ ไอเย็นภายในถ้ำก็ยังคงมีอยู่ครับ ส่วนถ้ามาช่วงหน้าฝน น้ำภายในถ้ำจะมีระดับสูงมาก และม่านน้ำตกนี้เองก็จะสวยมากเป็นพิเศษ จนไม่อาจลืมภาพที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าได้เลยครับ หลายจุดที่ไม่สามารถละสายตาไปได้ครับ ไม่ว่า เพดานสูง ๆ เพดานเตี้ย ๆ ลอดช่องมอง พื้นหิน ผนังถ้ำ ทุกสัดส่วนล้วนลงลงตัว แฝงด้วยเรื่องราว และตำนานที่เล่ากล่าวขานกันมา เป็นสิ่งที่น่าสนใจครับ กับบรรยากาศหลังเลนส์อีกหนึ่งมุมภาพที่สวยไม่แพ้ที่ไหน ๆ ครับ บ้านเมืองไทยเรามี unseen หลาย ๆ แห่งครับ พลาดไม่ได้ครับ
วันนี้ผมยังได้พบฝูงค้างคาว บิน ด้วยครับ และสุดทางของถ้ำ มีก้อนหินรูปร่างคล้ายหญิงสาว นั่งอุ้มลูกน้อยรอคอยคนรัก ชาวบ้านเรียกหินก้อนนี้ว่า "หินนางคอย"
ตามตำนานพื้นบ้านของถ้ำแห่งนี้ เบื้องหน้าของ"หินนางคอย" มีหินย้อย ลักษณะคล้าย"รูปหัวใจ" ชวนให้มอง ดูแปลกตาสวยงาม นอกจากนี้ภายในถ้ำยังมีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เป็นที่เคารพสักการะของชาวแพร่อีกด้วยครับ
"ถ้ำผานางคอย"
ถ้ำผานางคอยอยู่ที่บ้านผาหมู อำเภอร้องกวาง เป็นถ้ำธรรมชาติขนาดใหญ่นี้มีความสวยงาม มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ถ้ำนางคอย ปัจจุบันจึ่งมักนิยมเรียกว่า ถ้ำผานางคอย ตัวถ้ำอยู่บนผาสูงประมาณ 50 เมตร หน้าถ้ำมีลานหินกว้าง ตัวถ้ำมีความลึก ที่มีลักษณะยาวขนานไปในระดับพื้นดินประมาณ 150 เมตร กว้างประมาณ 20 เมตร ภายในถ้ำเป็นพี้นดินเรียบ บางตอนมีเหวลึก ผนังถ้ำมีหินงอก หินย้อยที่สวยงาม ส่งแสงสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ เมื่อต้องแสงสว่างไปตลอดความยาวของถ้ำ เมื่อเกือบถึงปากสุดของถ้ำที่ทะลุมีทางออกกว้าง ปริเวณกลางถ้ำมีหินงอกขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายผู้หญิงอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน เรียกว่า "ผานางคอย"
เป็นจุดสำคัญของถ้ำนี้ ณ ถ้ำแห่งนี้เองที่มีตำนาน "ความรักระหว่างทหารต่ำศักดิ์กับเจ้าหญิง(เจ้านาง)สูงศักดิ์คู่หนึ่ง"
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ อาณาจักรแสนหวีมีความเจริญรุ่งเรืองมาก(สันนิษฐานว่าแสนหวีในที่นี้คือแสนหวีที่สิบสองปันนาหรือที่เชียงรุ่ง ไม่ใช่แสนหวีหลวงเมืองเงี้ยว) กษัตริย์ปกครองอย่างสงบสุข พระองค์ทรงมีราชธิดาองค์หนึ่งมีสิริโฉมงดงามมาก มีน้ำพระทัยดี มีพระนามว่า เจ้าหญิงอรัญญานี ครั้งหนึ่ง เจ้าหญิงได้เสด็จโดยชลมารคแล้วเรือล่ม หัวหน้าฝีพายได้ช่วยเหลือเจ้าหญิงไว้ได้ ทั้งสองจึงเกิดรักกัน จนเจ้าหญิงทรงครรภ์ พระราชบิดาทราบเรื่องก็ทรงพิโรธ จึงได้ขังเจ้าหญิงไว้ แต่ฝ่ายชายก็หาโอกาสช่วยพาหนีลงมาทางใต้ โดยมีกองทหารไล่ตามอย่างกระชั้นชิด เมื่อมาทันที่หุบเขาแห่งหนึ่ง เจ้าหญิงถูกยิงด้วยธนู ฝ่ายชายจึงพาไปหลบซ่อนในถ้ำเพื่อรักษาพยาบาล เจ้าหญิงเห็นว่าทหารกำลังตามมา จึงให้ฝ่ายชายหนีไปก่อน และบอกว่าจะคอยฝ่ายชายอยู่ในถ้ำนี้ตลอดไป ถ้ำนี้จึงได้ชื่อว่า "ถ้ำผานางคอย" หรือ"ถ้ำนางคอย"
อีกตำนานบอกว่า หัวหน้าฝีพายพานางหนีไปอยู่ในถ้ำ และออกไปหาอาหาร เคราะห์ร้ายทหารตามมาพบและจัดการสังหารเขาเสีย องค์หญิงรู้ว่า สามีคงเสียชีวิตแล้ว จึงตั้งอธิษฐานว่า จะรอคอยให้สามีกลับมาตลอดไป ด้วยอานุภาพสัจจะ "นางจึงกลายเป็นหิน เงยหน้ามองปากถ้ำ รอคอยการกลับมาของชายคนรักจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้".
ณ ลานจอดรถ ถัดมาจะมีห้องปลดทุกข์หนัก ทุกข์เบา และที่ขาดซะไม่ได้คือร้านอาหาร ร้านนี้เจ้าของร้านชื่อ คุณป้าศรีป้าน แม่ครัวผานางคอย อาหารที่ขอแนะนำคือ ก๋วยเตี๊ยวหมูแดง ขนมจีนน้ำยา (กับอีกสารพัดหน้า) ทุกอย่างชามละ ๒๐ บาทครับ แถมด้วยส้มตำรสเด็ด ส่วนของหวาน ก็ง่าย ๆ แต่ได้ใจเกินร้อยคือ น้ำแข็งใส(สูตรนางคอย...คอยขนมปัง ลูกชิด ข้าวเหนียวมูล...อะ..ล้อเล่น..ขำ ๆ ครับ)ใส่น้ำแดง น้ำเขียว โรยหน้าด้วยนมข้นหวาน ครับ ร้านนี้จะบริการด้วยความเป็นกันเอง ท้องว่างเมื่อไร ก็แวะทานได้ที่นี่ ไม่ผิดหวังครับ...
ผมไม่แน่ใจเรื่องการให้อาหารน้องกวาง สักเท่าไหร่ แต่ผมมั่นใจว่า ครั้งต่อไป เมื่อผมได้ไปเที่ยวที่นี่อีก ผมจะเหมาผลไม้ ไปให้น้องกวาง ๑๑ ชีวิตที่นี้ด้วย อยากบอกเหลือเกินครับว่า กวางที่นี้ ยอดกวางแสนรู้ครับ พวกเธอทั้งหลาย จะกรูและแสดงอาการดีอกดีใจอย่างออกนอกหน้าเพื่อต้อนรับการมาของผม...เมื่อผม แค่ก้าวสาวสองเท้าเดินมุ่งตรงไปหาพวกเธอ ..น่า..จะเป็นความแสนรู้ ความฉลาดเฉพาะตัวของพวกเธอทั้งหลาย ที่รู้ว่า "อาหารในมือของผมกำลังจะส่งตรงถึงปากพวกเธอในอีกไม่กี่อึดใจ" ครับได้ใจผมตั้งแต่วินาทีแรกไปแล้ว แหม..ผมเองหลงรักน้องกวางเข้าให้อย่างจัง...ตูมเบ้อเลอร์
ครับ ผมนำภาพประทับใจ....มาฝากด้วยครับ



