ชีวิตนี้..น้อยนัก.. คำนี้จะพูดบ่อยมาก เพราะในแต่ละวันจะทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน เวลาถูกการงานและกิจกรรมฆ่าให้หมดไปในแต่ละวัน อายุที่ได้มากับเวลาที่เีสียไป มันไม่ยุติธรรมเลยเมื่อเราคิดแล้ว..
13 กุมภาพันธ์ คือวันที่คนไข้ เหมียว สุขสวัสดิ์ ได้จบชีวิตลง..
กิจกรรมสุดท้ายแด่สังขารของผู้ที่รักจากครอบครัวตระกูลใหญ่ของอำเภอ.. การจัดงานที่เรียบง่ายตามฐานะของผู้วายชีพ แม่และพี่น้องช่วยกันทำอย่างเต็มกำลัง และเป็นการสร้างกุศลให้ผู้เสียชีวิต จึงรับกิจนิมนตร์นี้งานทำบุญในครั้งนี้ด้วย เพื่อเป็นการโปรดญาติพี่น้องของเหมียว สุขสวัสดิ์ ให้เห็นสัจธรรมของโลก ของชีวิต และความเป็นไปตลอดอายุขัยของมนุษย์เรา..
รถโดยสารจอดเทียบท่า อำเภอใหญ่ทางภาคอีสาน ต่อจากนั้นไม่นาน รถบ้านของงานศพออกมารับในไม่กี่อึดใจ.
รถกระบะรุ่นเก่าแล่นลัดกลางไร่อ้อย ด้วยความเร็วคงที่ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจแสงตะวันที่ค่อยๆ จะลับขอบฟ้า ฝ่าทุ่งกว้างที่มียอดไม้ท่วมหัวตลอดทาง.. ชีวิตของคนบ้านใน (อาตมาเรียกอย่างนี้) ค่อนข้างสมถะ ซึ่งหมายถึง "ไม่มี" แต่เดี๋ยวนี้ชีวิตเปลี่ยนไป เศรษฐกิจครัวเรือนเปลี่ยนไปเมื่อเกษตรกรเปลี่ยนรูปแบบของการเพาะพันธุ์พืช ความมั่งคั่ง สะดวกสบายได้เข้ามา ความมั่้นคงในการเงินเริ่มมากขึ้น..
ยี่สิบกว่ากิโลที่ขับจากตัวอำเภอจนพลบค่ำ บรรยากาศบ้านงานเรียบง่าย มีแต่ผู้สูงวัยนั่งเฝ้าร่างไร้วิญญาณที่อยู่ในกล่องเหล็กใบใหญ่ที่เสียบปลั๊กเครื่องทำความเย็น บ้านสองชั้นด้านล่างโปร่ง..มีเต้นท์พิธีการจัดตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านเพื่อศาสนพิธีและต้อนรับแขกรอบบ้าน
เทียนเล่มใหญ่วางใกล้กระถางธูปใบน้อยกับถาดที่วางของใช้เคารพศพ.. เต็มไปด้วยผงเถ้าธูปที่กระจายตามสายลมที่พัดเอื่อยตลอดเวลา..
คำแลงนี้เป็นคืนที่สองของงานที่จัดเพื่อเจ้าเของสังขารผู้เป็นที่รัก.. เสื่อน้อยผืนยาวปูลาดลงบริเวณหน้าอาสน์พิธีการสามสี่ผืน ผู้เฒ่าคนไทบ้านทะยอยกันเข้ามากราบอาตมาด้วยความศรัทธา..
"ผู้ข้าฯ" บ่เคยเห็นพระจะเบิ่งคนไข้แนวนี้...ฯลฯ
หลายเสียงหลายสำเนียงที่เริ่มทักทายกับอาตมาในเรื่องของเหมียว สุขสวัสดิ์ ว่าเป็นอย่างไรมาอย่างไร.. ไม่เคยได้ยินหรือเห็นกิจกรรมดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดมาก่อน.. โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ใกล้จะถึงวาระสิ้นลมและรักษายากอยางนี้
คนเริ่มหนาตาขึ้น เรื่องราวที่สนทนา สอบถามกันเริ่มเข้มข้นขึ้น.. มีหลายเรื่องที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง มีอุทาหรณ์มาบอกกล่าว..ที่ขาดไม่ได้คือคนป่วยในหมู่บ้านประเภทเยียวยาและบำบัด ที่เชิญมานั่งเล่าประสบการณ์สู่กันฟัง
หลายคำถามเกี่ยวกับสุขภาพและกำลังใจ จากผู้ป่วยหญิงกลางคนรายหนึ่ง ซึ่งอาตมาได้สัมภาษณ์ถึงอาการ อารมณ์และความรู้สึกของผู้ป่วย ชีวิตประจำวันและคนรอบข้างว่าให้ความเอาใจใส่ดีหรือไม่ เพื่อเป็นอุทาหรณ์กับผู้ที่ยังไม่รู้ตัวเองเกี่ยวกับโรคร้ายและโรคเรื้อรังให้เตรียมความพร้อม..
บทธรรมะง่ายๆ ที่จะสร้างบรรยากาศให้ผู้ฟังรู้สึกดีไม่เครียด เป็นกันเองกับผู้สนทนา ความราบเรียบแต่ลื่นไหลของบรรยากาศงานในคืนนี้ผ่านไปรวดเร็วมาก ไม่รู้สึกเมื่อยหรืออ่อนเพลียจากการทำงานและเดินทางมาที่นี่แต่อย่างใด กลับตรงกันข้าม รู้สึกดีญาติโยมที่นี่ให้ความสนใจเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่เรื่องของธรรมะใกล้ัตัวยังอ่อนมาก..อาจเพราะไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่ก็แทรกเรื่องนี้เข้าไปบ้าง
พิธีการแบบเรียบง่ายไทบ้านดำเนินไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ที่เตรียมนำสังขารที่ไร้วิญญาณของเหมียว มีอายุผ่านวัยเพียง 29 ปี เต็ม เข้าสู่ขบวนแห่ หลังจากที่บวชเณรน้อยเพื่อจูงศพนำเข้าสู่ธรรมสังเวชของชาวบ้าน.. ผู้คนหนาตาเป็นประวัติการณ์ แทบไม่น่าเชื่อในสายตาของญาติพี่น้อง ของผู้วายชนม์ ไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน
เหมียว..โชคดีและมีบุญ.. หลายคนว่าอย่างนั้น..
รถกะบะรุ่นใหม่ของบริษัทรับเหมาจัดพิธีการงานศพพร้อมอุปกรณ์ทุกอย่าง เข้าสู่ธรรมสังเวชกลางป่าไม่ลึกมาก ใกล้หมู่บ้าน เพียงเดินไม่กี่อึดใจ นำหน้าขบวนแห่ด้วยคณะสงฆ์และสามเณรน้อย ญาติ และผู้ใกล้ชิด ที่พากันแห่รอบสถานที่ตั้งเป็นเชิงตะกอนไม้สี่เสาที่หักพร้อมจะเผาให้วอดไปกับสังขาร งานนี้ไม่มีแม่... ไม่มีคนที่เคยครองชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะถูกห้ามจากธรรมเนียมและความเชื่อ มีแต่คนรอบกายที่มาร่วมกันสร้างบารมี..
สังขารในกล่องสี่เหลี่ยมถูกจัดวางลงข้างๆ กับเชิงตะกอน.. ให้บรรดาผู้เข้าร่วมพิธีได้เห็นซากสังขารเป็นครั้งสุดท้าย และประพรมน้ำมงคล ซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ร่วมงานทั้งหมดเข้าแถวเป็นทิวยาว.. เพื่อร่วมปลงอนิจจัง!
พิธีการไม่เยิ่นเย้อเหมือนป่าบางแห่ง บางงานหรือบางหมู่บ้าน.. เรียบง่ายและฉับไว บรรดาญาติพี่น้องได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพบังสุกุลซองน้อยเพื่ออุทิศกุศล.. ความปลาบปลื้มปิติของผู้เป็นสาโลหิตยิ่งทับทวี เพราะไม่เคยมีแบบนี้!!
เรียบง่ายแต่โก้หรู และสูงด้วยวิญญาณบารมี.. จบจากพิธีกล่าว เพลิงเริ่มจุดขึ้นจากสัปเหร่อ ซึ่งเป็นลุงแก่ๆ ในหมู่บ้าน เปลวเพลิงเริ่มมอดไหม้บรรดาสิ่งของเครื่องใช้และร่างสังขารของเจ้าของกล่อง..
มามืด..แต่ไปสว่าง น้อยคนนักที่จะเป็นเหมือนอย่างเหมียว ที่ลด ละทุกสิ่ง ทิ้งไว้ข้างหลัง แม้แต่อุปกิเลสทุกเรื่องราว..
น้ำตาที่ทุกคนมีให้ มีแต่ความยินดี และปลาบปลื้ม ความสุข ความทรงจำที่มีให้ และร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลที่เหมียวได้ทำเป็นครั้งสุดท้าย.. จะมีใครหนอที่มามืดและไปสว่างอย่างเหมียว จะมีใครหนอที่มีความสุขยิ่งกว่าสุขใดเหมือนอย่างเหมียว..
อนุโมทนาบุญอีกครั้ง ที่ยากนึกจะลืมได้ ในกุศลธรรมที่สุขสวัสดิ์ จุลละนันท์ได้ทำมา...เจริญพร