การจัดการศึกษาในครอบครัว 1. ความหมายของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว การจัดการศึกษาโดยครอบครัว หมายถึง การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองเป็นผู้รับผิดชอบจัดการศึกษาด้วยตนเอง โดยเป็นผู้สอนด้วยตนเองหรือเป็นผู้อำนวยการให้เกิดการเรียนรู้ ( กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ) 2. คุณลักษณะของกระบวนการเรียนรู้ในการศึกษาโดยครอบครัว 2.1 ตั้งอยู่บนเป้าหมายเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ให้คุณค่าสำคัญทั้งในสติปัญญา คุณธรรมและจิตวิญญาณ เพื่อการเข้าถึงความจริง ความดีงามและความสุขโดยแท้ในโลกของความร่วมมือ ยั่งยืนและสันติสุข สร้างแรงบันดาลใจ ใฝ่เรียนรู้ด้วยตระหนักในคุณค่าของชีวิตและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ (ไม่ใช่ด้วยการแข่งขันและความเห็นแก่ตัว ) 2.2 เรียนรู้อย่างบูรณาการชีวิต มุ่งเรียนรู้สาระอันเป็นองค์รวมของชีวิต เรียนรู้ความจริงของชีวิต สังคม ธรรมชาติอย่างมีความสมดุลผสมผสานทั้งสากลกับท้องถิ่น ตะวันตกกับตะวันออก วิทยาศาสตร์กับศาสนา โดยมี “ชีวิต” เป็นแกนหลักบูรณาการอยู่ในทุกสาระ 2.3 ตอบสนองต่อความแตกต่างหลากหลายในเด็กแต่ละคน ให้ความสำคัญกับความหลากหลายตามลักษณะพหุปัญญาของบุคคล เรียนรู้อย่างต่อยอดขึ้นจากความถนัดความสนใจของตัวเด็ก มีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้อย่างเป็นอิสระจนเกิดการประจักษ์จากภายใน ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ไม่แยกออกจากกัน เกิดความรักในการเรียนรู้ รู้ได้จากทุกสิ่งทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ รู้เชื่อมโยงและรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต 2.4 ครอบครัวเรียนรู้ร่วมกัน การศึกษาโดยครอบครัวไม่ใช่การย้ายโรงเรียนไปไว้ที่บ้านหรือไม่ใช่การสอนลูกอยู่แต่ในบ้าน แต่ควรเป็นครอบครัวทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก กำลังเรียนรู้ร่วมกัน จนกลายเป็นวิถีชีวิตทั้งหมดของทั้งครอบครัว ทำให้ทุกเวลาทุกสถานที่สามารถก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันกับเครือข่ายชุมชนครอบครัวบ้านเรียนกับสังคมโดยรวม 2.5 วัดและประเมินผลตามสภาพจริง มีความหลากหลายในวิธีการ เครื่องมือ ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตามหลักการที่ว่าทุกอย่างสามารถใช้เป็นประจักษ์พยานแสดงผลการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น มีความต่อเนื่องเห็นพัฒนาการของตัวเด็กมากกว่าดูเพียงชิ้นงานที่เป็นผลลัพธ์สุดท้ายอย่างมีความลึกซึ้งในเนื้อแท้ของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวเด็กและในทักษะปัญญาที่มีความแตกต่างกันของบุคคล (สถาบันบ้านเรียนไทย. มิ.ย. 2546 : ถ่ายเอกสารและ www.banrian.com) 3. รูปแบบการจัดการศึกษาโดยครอบครัว บทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ข้อหนึ่งมีใจความว่า “พ่อแม่ผู้ปกครองจัดการศึกษาให้แก่ลูกเองได้ที่บ้าน (Home School) ด้วยรูปแบบ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบ ที่ 1 สอนเองทุกวิชา และรูปแบบที่ 2 สอนเองบางวิชา” 4. วิธีเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาโดยครอบครัว พ่อแม่บางคู่คิดว่าการจัดการศึกษาโดยครอบครัวจะต้องมีคนใดคนหนึ่งเสียสละอยู่บ้าน เพื่อจัดการศึกษาให้กับลูก ความจริงแล้วพ่อแม่สามารถทำงานหารายได้โดยไม่จำเป็นต้องลาออกจากงาน พ่อแม่ที่ทำงานเต็มเวลาอาจใช้เวลาหลังเลิกงานและก่อนไปทำงานจัดการศึกษาแบบ home school ให้ลูกได้ โดยการเตรียมเรื่องที่จะสอนลูกไว้ล่วงหน้าหรือการให้ลูกเตรียมตัวเองด้วยการอ่านหนังสือในสิ่งที่เขาสนใจก่อนเพื่อเป็นการประหยัดเวลา เมื่อถึงเวลาที่จะสอนก็สามารถสอนได้ทันทีหรือจะใช้วิธีหาครูมาสอนที่บ้านในวิชาที่ไม่ถนัดก็ได้ การจัดการศึกษาโดยครอบครัวมีหลายวิธีที่แตกต่างกันออกไป บางท่านอาจจะทำแบบจำลองโรงเรียนมาที่บ้านคือ ใช้วิชาบางวิชาเหมือนกับที่โรงเรียน มีการทดสอบ มีการวัดระดับ บางครอบครัวที่เคร่งศาสนาอาจใช้พื้นความรู้ทางศาสนามาเป็นหลัก มีอิสระในการเลือกวิธีการสอน การใช้ประสบการณ์จริงมาสอนหรือการออกแบบหลักสูตรเองหรือจะผสมผสานกัน สามารถวางแผนการจัดทำโครงสร้าง กำหนดบทเรียนและอนุญาตให้เด็กทำในสิ่งที่เขาสนใจได้ด้วยตนเอง สามารถรวมหลายวิธีกับการศึกษาของลูกในทางที่คิดว่าดี ถ้ามีลูกหลายคนก็ใช้หลายวิธีได้เพราะแต่ละคนอาจใช้วิธีการสอนไม่เหมือนกัน การรวบรวมผลงานของลูกควรใช้เป็นแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) เพื่อที่เวลาลูกต้องการจะเข้าไปศึกษาต่อในระบบจะได้นำเอาแฟ้มสะสมผลงานไปประกอบการพิจารณาสมัครเข้าเรียน ประโยชน์ของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว คือ การที่ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันทั้งการอยู่รวมกัน การเรียนรู้และการเล่นร่วมกัน ได้มีประสบการณ์แลกเปลี่ยนในชีวิตของพวกเขา ครอบครัวบ้านเรียนให้โอกาสที่จะพัฒนาความเข้าใจที่ซับซ้อน เด็กเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาสนใจเมื่อเขาพร้อมที่จะเรียนโดยไม่ต้องมีตารางที่เตรียมไว้มาเป็นกรอบบังคับเขา พ่อแม่เลือกพาครอบครัวไปเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกภายนอกในวันหยุด เด็ก Home School เรียนรู้โลกได้โดยรวมตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมัน เด็กรับความรู้เฉพาะทางที่เขาต้องการได้เรียนรู้เอกลักษณ์ของตน บุคลิกภาพและความสนใจ Home School ทำให้เด็กได้ความรู้มากกว่าที่ได้รับในโรงเรียน ทำให้เด็กเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าคิดจะทดสอบเด็ก ควรจะถามตนเองเสมอด้วยคำถามเหล่านี้ก่อนที่จะทดสอบเด็กว่า กระบวนการนี้จะกระทบกับเด็กอย่างไร ผลของการทดสอบจะใช้ได้ไหม มีวิธีการใดที่จะทำให้ยุ่งยากน้อยที่สุดที่สามารถทำได้และเด็กได้รับอะไรบ้างจากการทำแบบทดสอบ อ่านแล้วมีข้อคิดเห็นอะไรก็เสนอแนะมาเลยนะคะ พบกันใหม่โอกาสต่อไปค่ะ