ทัศนศึกษากัมพูชา ตอนที่ ๑๓ บทเรียนแห่งอดีต

เช้าวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

            เช้านี้เป็นเช้าสุดท้ายการเดินทางมาทัศนศึกษาของคณะพระนิสิต มจร. ห้องเรียนวัดพระแก้ว จ.เชียงราย แต่ภารกิจการศึกษาดูงานยังไม่จบสิ้น

            หลังจากคณะของเราฉันภัตตาหารเรียบร้อยก็ออกเดินทางจากที่พักเพื่อไปยัง วัดศุภมงคล ซึ่งสถานที่นี้ได้นำกระดูกของเหยื่อสงคราม ที่ถูกฆ่าอย่างทารุณโหดมาเก็บไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงความโหดร้ายของสงคราม ที่เป็นการฆ่ากันเองของคนในชาติ

            บันทึกนี้จะไม่ขอนำเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวของการฆ่าฟันกันของคนในชาติเดียวกันมาเล่าฟัง (ชมและฟังเรื่องราวบางส่วนจากวีดีโอ)

            (ชมวีดีโอได้ที่นี่ ทัศนศึกษานครวัด -นครธม ตอนที่ ๑๕ วัดศุภมงคล)

            กัมพูชาในอดีตมีความเจริญรุ่งเรืองมาก แม้แต่ประเทศสิงคโปร์ มาดูแผนการพัฒนาประเทศ จนไปสร้างสิงคโปร์จนเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว ดังเช่นทุกวันนี้

            ประเทศกัมพูชาต้องล่มสลายลงเนื่องจากสงครามภายในประเทศที่มีผลมาจากการเมืองที่มีความหวาดระแวง จนเป็นเหตุให้มีการฆาตกรรมหมู่ เป็นล้านคน สงครามไม่ได้ทำให้ประเทศชาติหยุดการพัฒนา แต่สงครามทำให้ประเทศล่มสลาย

            ความเจ็บปวดของสงครามภายในประเทศผ่านไปแล้ว ๑๐ กว่าปี ชาวกัมพูชากำลังพัฒนาประเทศเพื่อก้าวสู่สังคมโลกอีกครั้ง

            คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่กล้ามาเที่ยว เพราะได้รับฟังข่าวสารด้านไม่ดีของเขมรมาโดยตลอด และมีความหวาดกลัวเรื่องการเหยียบระเบิด (ปัจจุบันยังมีทุ่นระเบิดหลงเหลืออีกกว่า ๖ ล้านลูก) และมีความคิดว่าเขมรเป็นประเทศที่ไม่พัฒนาไม่มีอะไรน่าเที่ยว มีปัญหาเรื่องภูเขาพระวิหารกับประเทศไทย

            แต่เมื่อมาถึงเขมร สิ่งที่ได้เห็นคือ เขมรเป็นประเทศที่สงบ ผู้คนมีความเป็นกันเอง มีอัธยาศัยที่ดี มีความเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ พนักงานยกมือไหว้นักท่องเที่ยวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มให้การต้อนรับ แสดงออกถึงมิตรภาพที่ดีต่อกัน

            ด้านการท่องเที่ยวรัฐบาลได้มีนโยบายให้มีไกด์นำที่สามารถพูดภาษาต่างๆ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเจ้าของภาษานั้น จากการท่องเที่ยวจะเห็นได้ว่า นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเพียง ๒-๓ คน ก็จะมีไกด์นำทาง บรรดาไกด์เหล่านี้จะได้รับการอบรมมาอย่างดี มีการแต่งตัวเหมือนกันหมด มีบริษัทสังกัดชัดเจน ประเภทไกด์ผี ไม่มี นักท่องเที่ยว เที่ยวได้อย่างปลอดภัย

            จากการท่องเที่ยวในเขมรมา ๒-๓ วัน พบว่านักท่องเที่ยวส่วนมากจะเป็นชาวยุโรป จากการสอบถาม นักท่องเที่ยวเหล่านี้ส่วนใหญ่ เข้ามาทางประเทศเวียดนาม หรือประเทศลาว โดยไม่ผ่านประเทศไทย

            ทำให้รู้สึกกังวล ถ้าประเทศไทยยังมีความขัดแย้งทางความคิดทางการเมือง นักท่องเที่ยวต่างชาติ คงไม่กล้ามาเที่ยวประเทศไทยแน่นอน เชื่อได้ว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสู่ประเทศของตนคงได้บอกกันปากต่อปาก ถึงดินแดนที่ตนไปเที่ยว ว่าน่าเที่ยวหรือไม่

                                        โปรดติดตามตอนต่อไป