ฉันคือหนังสือ
วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ตี ๕
ณ หุบเขา ในห้องพัก ๑๑ องศา กลางแจ้ง ๘ องศา
ขึ้นต้นแบบนี้ ดูเหมือนคนเขียนกำลังถอดร่างฝากวิญญาณไว้กับสิ่งของสิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่า ” หนังสือ” ใช่แล้ว ฉันเลือกที่จะฝากจิต รำพันไว้กับ “หนังสือ” แต่ก็ยังไม่กล้าคิดถึงติดป้าย “หนังสือดี” หรือ “ the best seller“ หรือ “New arrival” อย่างที่เห็นในงานหนังสือที่ศูนย์ประชุมสิริกิต์ เพราะหนังสือเล่มนี้ นำมาวางข้างทางเดินแคบๆในหุบเขา มีผู้อ่านจำนวนจำกัด เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น เป็นความจงใจที่จะขายให้กับกลุ่มเป้าหมายจำนวนน้อยๆ ในหุบเขาแห่งนี้
สองคนเดินมาก่อน เห็นหนังสือ หยุดดูอย่างสนใจ อีกสามคนเดินตามมาห่างๆ ตะโกนถาม “ดูอะไรหรือ” เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ก็เบียดตัวเข้ามาระหว่างสองคนแรก ”ขอดูหน่อย” เมื่อเห็นว่าเป็นหนังสือ ก็ผละจากไป ไม่ช้า อีกหกคนที่เหลือ ก็ทยอยเดินมาทันกัน ทุกคนขอดูสิ่งของตรงหน้า อาการของผู้คนที่เข้ามาชมหนังสือมีหลากหลาย ไม่แตกต่างกับการดูสินค้าในตลาดนัด โดยเฉพาะตลาดนัดริมทางเดินเชิงเขา มีเพียงบางคนพอใจที่รู้ว่าเป็น”หนังสือ” ให้ความสนใจ หยิบติดมือ เปิดอ่านแล้ว อ่านอีก แต่อย่างไรก็ตาม คนขายตัดสินใจนำ”หนังสือ”ไปวางไว้บนโต๊ะของทุกคน ให้เปล่า แล้วตามดูว่า คนเห็นหนังสือมีอากัปกิริยาอย่างไร
อ้าว! “หนังสือ”รับรู้ปฏิกิริยาผู้อ่านด้วยหรือ รู้ซิ เพราะ”หนังสือ”เล่มนี้ผู้เขียนเดินเร่ขายไปด้วยความหวังว่าจะมีผู้นำไปใช้ประโยชน์ จึงพร้อมแจกฟรี ให้ฟรี ๆ
“หนังสือ” เห็นอะไร
คนหนึ่ง คนนั้น เปิดหนังสืออีกครั้ง ชี้ชวนให้อีกคนดู พูดกันเบาๆ ด้วยสีหน้าที่เข้าใจ แล้วกลับไปทำงานในเอกสารของตนเอง
คนหนึ่ง หยิบจับ แล้ว วิ่งไปล้างมือ ฟอกสบู่ แล้วมอง”หนังสือ”ด้วยความรำคาญ บ่นพึมพำว่า “ไปห่างๆเสีย”
คนหนึ่ง เปิดหนังสือ “โอ้ หัวข้อน่าสนใจ ตรงงานที่เรากำลังทำ เอ,, ไม่มีตัวอย่างให้ลอก ต้องคิด ... เอาไว้ก่อนนะ หนังสือเล่มเก่าดีกว่า พร้อมหยิบใช้ได้ เหมือน มาม่า ไวไว คว้าได้กินเลย ไม่ต้องเติมน้ำก็ยังไหว “
ภาพที่เห็น สะท้อนหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เกิดคำถาม
v ที่นี่ ไม่จำเป็นต้องมี”หนังสือ” ใช่ไหม, “หนังสือ”ควรไปจากที่นี่
v “หนังสือ” ควรอยู่ ใช่ไหม เพื่อทำให้มีคุณค่าตามที่ตั้งใจ
v ภาพที่เห็น ถึงแม้มีเพียง 2-3 คนที่ใช้”หนังสือ” ก็พบผลจากการใช้ที่น่าชื่นใจ จะเป็นไปได้ไหม ถ้า“หนังสือ”อยู่ต่อไป แล้วจะเกิดการขยายผลได้
ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น แต่ก็มีความอบอุ่นเมื่อเห็นภาพ 2-3 คนนั้น ชัดขึ้นๆ “หนังสือ” ตัดสินใจอยู่ในหุบเขาต่อไป
ภาวิณี ศรีสุขวัฒนานันท์ รำพึง
สิ่งที่รำพันมา เป็นความคิดเดิมๆ ที่เคยแสดงในการตอบคำถามในข้อสอบสมัครเข้าเรียนระดับปริญญาโท สาขาวิจัยการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2512 ข้อสอบของ ศ.ดร.ประชุมสุข อาชวอำรุง คำถาม:
"มีพ่อค้าคนหนึ่งบรรทุกรองเท้าแตะเต็มลำเรือ แล่นไปขายที่เกาะแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงเกาะแห่งนั้น พบว่าชาวเกาะไม่ใส่รองเท้าเลย เดินเท้าเปล่ากันทุกคน ให้ท่านสมมติตัวเองเป็นพ่อค้าคนนั้น ท่านจะตัดสินอย่างไรกับรองเท้าแตะที่ท่านนำมาบนเกาพแห่งนี้"
ผู้เขียนจะยังไม่เปิดเผยคำตอบที่ส่งอาจารย์ในครั้งนั้น อยากให้เพื่อน ๆ (ต่างวัย ต่างกาลเวลา) แสดงความเห็นซะหน่อย เชิญชวนแลกเปลี่ยนความคิด โปรดแสดงความเห็นด้วย เสนอคำตอบของท่าน หรือวิจารณ์ข้อสอบก็ได้ ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อ
ภาวิณี ศรีสุขวัฒนานันท์
ขอบคุณสำหรับคนถามที่เฉียบคม ผมเคยเข้าฟังการประชุมทางวิชาการและมีอาจารย์เป็นวิทยากร พบว่าทุกวันนี้คนที่มีคุณลักษระความเป็นครูสูง เริ่มหดหายลงไปทุกที่ ผมเคยก็ไม่เคยเจอคำถาม นี่เลยอยากจะขอแลกเปลี่ยนเพื่อจุดประกายความคิดของกระผม ที่ยังไม่ตกผลึกทางความคิดมากนัก แต่ชอบคิดทุกวัน คิดกับสิ่งที่อยู่รอบๆตัว
หากเป็นสมัยนี้ พ่อค้า คนนั้นเจ๋งไปตั้งนานแล้ว เพราะไม่รู้จักสำรวจตลาดก่อนเลย แต่ดันไปเปิดตลาดซะไกลเชียว แต่ถ้าหากเป้นสมัยก่อนหากเป็นเหตุการณ์อย่างนี้ พ่อค้าอย่างผมคงต้องสร้างความสำคัญให้ชาวบ้านเห็นว่ารองเท้า นั้นมีความสำคัญอย่างไรกับเท้าที่สวมใส่ ผมคงต้องให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของคน บนเกาะ แต่ต้องปรับเปลี่ยนความคิดให้คนบนเกาะเห็นความสำคัญของการใส่รองเท้า มันคงต้องใช้เวลา และความอดทนสูง ทั้งการใส่ให้เห็น หรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อให้เห้นว่ารองเท้าสำคัญอย่างไร
แล้วจึงจะขายรองเท้าได้
ชอบคำขึ้นต้นเลยแวะมาอ่านมาเยี่ยมครับ