ประวัติบ้านธาตุ

                บ้านธาตุ  เดิมสันนิษฐานว่าบรรพบุรุษนั้นคงสืบเชื้อสายมาจาก  ชาวแขวงเมืองหลวงพระบาง  แขวงเมืองล้านช้างและแขวงเมืองไชยบุรี  ทั้งนี้ก็เพราะว่าประเพณีขนบธรรมเนียมและความเป็นอยู่  ตลอดจนสำเนียงภาษาคล้ายคลึงกันมาก  การก่อตั้งบ้านเรือนในสมัยแรกๆนั้นไม่มีหลักฐานพอที่จะอ้างอิงเป็นที่แน่นอนได้  เพราะสมัยนั้นท้องถิ่นเต็มไปด้วยป่าเขา  ผู้คนอยู่กันเป็นหย่อมๆและในสมัยนั้นผู้คนคงจะยังไม่มีการศึกษา  จึงไม่มีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเป็นหลักฐานไว้  เพียงแต่เล่าสู่กันฟังต่อๆกันมา  อาจจะขาดๆตกๆไปบ้าง  แต่อาศัยการสันนิษฐานจากซากวัตถุและโบราณวัตถุที่ยังคงหลงเหลือเท่านั้น บริเวณที่ตั้งหลักแหล่งเดิม  สันนิษฐานว่าคงจะไม่ใช่ที่ตั้งบ้านธาตุในปัจจุบันนี้  เดิมทีนั้นหมู่บ้านนี้ไม่ได้เรียกว่าบ้านธาตุหรือบ้านธาตุจอมศรีอย่างเช่นในปัจจุบัน  หมู่บ้านนี้เดิมทีเรียกว่าหมู่บ้านท่าจำปา  ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของบ้านธาตุในปัจจุบัน  บ้านท่าจำปาเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตพอสมควร  เพราะสันนิษฐานได้จากบริเวณที่ตั้งบ้านเดิมนั้น  มีวัดและอุโบสถ์หลายแห่ง  มีการก่อสร้างด้วยอิฐ  มีพระพุทธรูปมากมาย  มีทั้งพระพุทธรูปที่ทำจากทองคำ  ทองเหลือง  และทองสัมฤทธิ์  แต่เนื่องจากการที่จีนฮ่อเข้ามารุกรานชาวบ้าน  จึงจำเป็นที่ชาวบ้านจะต้องนำพระพุทธรูปไปซ่อนในที่ต่างๆที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยจากการปล้นจี้หรือลักขโมย    พระพุทธรูปทองคำถูกนำไปซ่อนไว้ในแม่น้ำเลย    ตรงที่เรียกว่า    วังแสนขัน      ส่วนพระพุทธรูปที่ทำด้วยทองเหลืองและทองสัมฤทธิ์ก็ทาด้วยสีดำเพื่อให้ดูน่าเกลียด  ในจำนวนพระพุทธรูปนั้นมีสองพระองค์ที่นำไปซ่อนไม่ทัน  องค์ที่หนึ่งเรียกตามความนิยมของชาวบ้านว่า  พระเจ้าหน้าดำ  เพราะทั้งองค์ดำสนิท  พระพุทธองค์นี้ทำด้วยทองสัมฤทธิ์  ซึ่งอดีตท่านเจ้าคุณหลวงพ่อศรีจันทร์  วัดศรีสุทธาวาส(วัดเลยหลง)  ได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดเลยหลง  อำเภอเมือง  จังหวัดเลย  ส่วนอีกองค์หนึ่งนั้น  ทำด้วยทองเหลืองหรือทองคำไม่อาจทราบได้ทาด้วยสีดำเช่นเดียวกันกับพระเจ้าหน้าดำ  แต่ลักษณะใสงามกว่า  ที่ขอบพระพักตร์นั้นทาสีไม่ติดและยังคงเห็นเนื้อทองอยู่  ก่อนหน้าที่ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อศรีจันทร์  จะไปเอานั้น  ชาวบ้านได้นำเอาไปซ่อนไว้ในโพรงไม้  เพราะเกรงจะถูกโจรผู้ร้ายขโมยไปเนื่องจากอยู่กลางป่า  ครั้นต่อมาชาวบ้านหักร้างถางพงใกล้ๆที่ตรงนั้น  ไฟป่าจึงไหม้ลุกลามไปไหม้ต้นไม้ที่พระพุทธรูปนั้นซ่อนเอาไว้จนถึงราก  ทำให้ดินตรงนั้นยุบตัวพระพุทธรูปจึงตกลงไปอยู่ใต้ดินนั้นคนที่เอาไปซ่อนเกรงว่าจะมีคนไปเห็นอีก  จึงเอาใบไม้และดินกลบถมเสีย  เข้าใจว่าปัจจุบันนี้คงจะจมอยู่ใต้ดินนั้นเอง  แต่ไม่สามารถบอกที่ตรงไหนให้แน่นอนไม่ได้  เพราะคนที่เอาไปซ่อนก็ถึงแก่กรรมไปแล้ว  เพียงแต่เล่าต่อกันมา          

      หลักฐานที่บ่งบอกว่าบ้านท่าจำปา    เป็นบ้านที่สร้างมานานและใหญ่โตนั้น    นอกจากพระพุทธรูปแล้วยังมีสิ่งอื่นๆอีกเป็นต้นว่า   วัตถุ   เครื่องใช้พวกโอ่ง  หม้อ  มีด  ดาบ  หอก  และเครื่องใช้อื่นๆ ที่ราษฎรเข้าไปทำไร่แล้วขุดพบ  และนอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านอื่นๆที่ขึ้นตรงต่อบ้านท่าจำปาอีก  3  หมู่บ้านคือ  หมู่บ้านบง  อยู่ห่างจากบ้านท่าจำปาไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 15 เส้น  สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบริเวณไร่ของคุณตาพล (นายหำ  วงษ์ลา)  หมู่บ้านหนองเรือ  หรือหนองเฮือ  และหมู่บ้านนางแม่หม้าย  ซึ่งอยู่ห่างประมาณ  100  เส้นไปทางทิศเหนือ  หมู่บ้านทั้งสามที่กล่าวนี้ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านร้าง  แต่ยังเคยมีคนพบเห็นหลักฐานต่างๆปรากฏอยู่ สาเหตุที่ได้อพยพมาตั้งบ้านใหม่นั้น  เป็นเพราะว่าบ้านท่าจำปาเดิมถูกรุกรานจากพวกจีนฮ่อ  สันนิษฐานว่าคงจะอยู่ในรัชสมัยของราชกาลที่ 4  สมเด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพวกจีนฮ่อได้ยกทัพหนีทัพไทยมาจากเมืองเชียงคาน  เข้าตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านท่าจำปา  ปัจจุบันคือบริเวณบ้านธาตุหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 16  ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าบ้านฮ่อมาจนถึงบัดนี้    และที่บริเวณหาดทรายน้ำเลยตรงสำนักพระศรีอาริยะ  ก็เรียกกันติดปากมาจนปัจจุบันนี้ว่า  หาดฮ่อ     การสู้รบได้ทำต่อกันเป็นระยะเวลานานพอสมควร  เพราะหมู่บ้านบง  บ้านหนองเรือ  และบ้านนางแม่หม้าย  ได้นำกำลังพลมาร่วมต่อสู้กับหมู่บ้านท่าจำปาด้วย 

          ต่อมาความทราบถึงพระยาศรีอรรคฮาด  เจ้าเมืองเชียงคาน  ได้สั่งการให้ขุนหลวงไพรวัลย์(ทุม  กาจสงคราม)  ซึ่งต่อมาคือต้นตระกูล  ทุมสงคราม  ของชาวบ้านธาตุในปัจจุบัน  เป็นแม่ทัพยกทัพจากเมืองเชียงคานมาปราบจีนฮ่อ  โดยยกทัพมาตั้งทัพอยู่ที่ทุ่งนาหลวง ทุ่งนาตรงกับบ้านธาตุหมู่ที่ 12 ในปัจจุบัน  การสู้รบได้รบพุ่งกันเป็นเวลานานจนอาวุธของพวกจีนฮ่อร่อยหลอลงจนเกือบหมด  บรรดาจีฮ่อจึงได้ควบคุมเฉลยไปขุดเอาหินเหล็กจากภูเหล็กในปัจจุบัน  มาทำเตาถลุงเหล็กทำเป็นอาวุธต่อสู้กับกองทัพไทย  บริเวณที่สร้างเตาถลุงเหล็กนี้สันนิฐานว่าจะอยู่บริเวณด้านหลังของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา  96  นั้นเอง  ก่อนหน้านี้ยังคงมีขี้เหล็กและเบ้าหลอมเหล็กหลงเหลือปรากฏให้เห็นอยู่  ผลการสู้รบทัพไทยเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ  พวกจีนฮ่อก่อนที่จะละทิ้งหมู่บ้านท่าจำปา  ได้ทำการเผาผลาญทำลายบ้านเรือนชาวบ้าน  สิ่งก่อสร้างต่างๆจนหมด  สิ่งใดที่สามารถขนไปได้ก็เอาไป  ที่นำไปไม่ได้ก็คือพระพุทธรูปที่กล่าวมาแล้ว  เนื่องเพราะว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ 

          ฝ่ายขุนหลวงไพรวัลย์(ทุม  กาจสงคราม)  เมื่อรบชนะแล้วก็ได้ไปตรวจดูหมู่บ้านท่าจำปาเห็นว่าบ้านเรือนถูกทำลายทรุดโทรมเป็นอย่างมาก  คงยากแก่การบูรณะซ่อมแซมได้  จึงได้นำชาวบ้านมาก่อสร้างบ้านเรือนที่อยู่ใหม่  ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณที่ตั้งทัพทุ่งนาหลวง  ซึ่งเป็นที่ตั้งหมู่บ้านธาตุในปัจจุบัน    และเมือทำการก่อสร้างบ้านเรือนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ท่านเห็นว่าชาวบ้านยังขาดสิ่งที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ  และขาดการบำรุงขวัญของชาวบ้านให้กลับมามีสภาพดีเป็นปรกติอย่างเดิม  เพราะชาวบ้านพึ่งผ่านการสู้รบมาใหม่ๆขวัญยังไม่ดี  จึงได้ชักชวนชาวบ้านทำการสร้างวัดขึ้น  และในขณะเดียวกันก็ได้สร้างพระธาตุข้นไว้เป็นที่สักการบูชา  เล่ากันว่าพระธาตุนี้สูงมากและที่จอมพระธาตุตบแต่งอย่างงดงาม  ประดับประดาด้วยแก้วหลากสี  ดูสดใสงดงามมากามารถมองเห็นไกลๆได้อย่างชัดเจน  ถึงขนาดว่าช้างม้าวัวควายไม่กล้าเข้าใกล้  หรือผ่านได้ต้องใช้ผ้าผูกตา  เพราะแสงสะท้อนของแก้วที่ประดับ  กาลเวลาได้ผ่านเลยไปทำให้องค์พระธาตุผุพัง  จนในปัจจุบันนี้ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า  พระธาตุที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้จะเป็นพระธาตุองค์ที่ได้กล่าวถึงหรือไม่  และยังคงเป็นปริศนาชวนให้ลูกหลานชาวบ้านธาตุสืบค้นหาต่อไป