ขอบคุณภาพจากhttp://campus.sanook.com/story_picture/m/01358_002.jpg

              เด็กหญิงผอมซีด  ผมยาวถักเปียไว้ไม่เป็นระเบียบนัก  นุ่งกระโปรงเก่าๆ คงเป็นของที่ส่งต่อจากพี่มาสู่น้องหรือไม่ก็จากเพื่อนบ้านมาสู่พี่และสู่น้องอีกต่อหนึ่ง สองเท้าเปลือยเปล่า  มองไปยังกระทงดอกบัวที่ทำด้วยกระดาษย่นสีต่าง ๆ ปลายกลีบของดอกบัวโรยไว้ด้วยกากเพชรสีเงินระยิบระยับ มีธูปและเทียนเล็ก ๆ จัดไว้อย่างงดงาม    หนูน้อยจ้องไปยังกระทงสีชมพู  ดูเหมือนว่ามันจะงามเป็นพิเศษในความรู้สึกของเธอ  ในตาฉายแววปรารถนาทว่าหมองหม่นราวกับจะประมาณตนเองได้
 
            “แป้ง  เธอไม่ซื้อเหรอ  จะได้ลอยพร้อม ๆ กับพี่ของเราในคืนนี้ไง”  เพื่อนของหนูน้อย  ซึ่งมีผิวพรรณผุดผ่อง แก้มเปล่งปลั่งถามเพื่อน  “เดี๋ยวเราไปขอเงินแม่ก่อน  เราจะซื้อสีชมพู ไปกลับบ้านกัน”   แป้งก็คือเด็กหญิงที่หมายปองกระทงสีชมพูตอบ
 
            เมื่อแป้งกลับมาถึงบ้าน  เห็นแม่ง่วนอยู่กับการขัดกะลาผ่าซีก   ที่ใกล้ตัวแม่ของเธอมีกะลาที่ขัดแววงามแล้ว ๒ ฝา  ส่วนน้องชายกำลังดึงฝอยเส้นใยออกจากเปลือกมะพร้าว   “ได้รึยังแม่”  เสียงน้องชายถาม “ยังก่อน  ถ้าใยมีมาก เราวางธูปเทียนไม่ได้  ถ้าขี้เกียจก็วางไว้นั่นล่ะ   เดี๋ยวแม่ทำต่อให้เอง”   เด็กหญิงนึกในใจอีกแล้วหรือ  อายเขานะ  ทำไมแม่ไม่ซื้อกระทงเหมือนที่เพื่อนของเธอซื้อมา  ไปลอยพร้อมๆ เพื่อนก็ไม่อายใครเขา  “แม่ ทำไมแม่ไม่ซื้อกระทงที่ร้านเจ๊กเฮงล่ะ  แม่   ไม่กี่บาทหรอก  หนูอายเขานะแม่”  เด็กหญิงทำหญิงทำหน้างอพร้อมถามออกมา   แม่หันมามองเหมือนปลอบพร้อมอธิบาย  “จะไปซื้อทำไมให้เสียเงิน  ใช่ว่าเราจะมีเงินจับจ่ายเหมือนคนอื่นเขาที่ไหน  ค่ากับข้าวพรุ่งนี้ไม่รู้จะมีรึเปล่าแป้งเอ๊ย  ไหนจะค่าขนมที่ลูกไปโรงเรียนอีกล่ะ”  เด็กหญิงยังเม้มปากด้วยความขัดใจ
 
          “เอาอย่างนี้  แม่มีเหรียญอยู่เล็กน้อย  ลูกเอาไปซื้อกระดาษน้ำส้มมา   แม่จะทำธงสีปักกระทงให้  มันก็จะสวยเหมือนที่เขาขายล่ะน่า”  แป้งนำเงินจากแม่ไปซื้อกระดาษน้ำส้มที่เขาห่อตังเม  “ป้าดา  กระดาษน้ำส้มสีชมพูมีมั้ย? ซื้อ ๑ แผ่น”   “เหลือแต่สีขาวเอามั้ย?”  เด็กหญิงครุ่นคิดประเดี๋ยวก็พยักหน้า  “เออ ! แป้ง  ทำไมแม่แกไม่ออกมาที่ร้านบ้างวะ  ค่ากะปิน้ำปลาค้างมาหลายวันแล้ว   บอกแม่มาจ่ายด้วยนะ”  เด็กหญิงรับกระดาษน้ำส้มมาพร้อมพยักหน้ารับคำ
 
             ผู้เป็นแม่รับกระดาษน้ำส้มมาแล้วตัดเป็นชายธงรูปสามเหลี่ยม  หลายอัน   นำข้าวสุกมาบี้ทากระดาษน้ำส้มแล้วปิดพันกับก้านมะพร้าว เด็กชายรับก้านมะพร้าวจากมือแม่มาปักบนกาบมะพร้าวที่แม่ใช้แทนกระทงเรือ ๔-๕ ก้าน “ปักให้เต็มได้มั้ยแม่?” เด็กชายถาม   “พอแล้ว  ไว้ให้พี่เขาบ้าง  ผู้ชายเขาไม่ต้องใช้มากหรอก”  แล้วนางก็หันไปทางเด็กหญิง  “แป้งเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาพับดอกบัวสิ  พับเป็นไม่ใช่หรือ”  เด็กหญิงนำกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ  ที่ครั้งหนึ่งมันเคยทำหน้าที่ห่ออะไรสักอย่างมาจากตลาด  พับสี่เหลี่ยม พับสามเหลี่ยม  แล้วดึงกระดาษออกมาให้เป็นกลีบ ๔ กลีบ น้ำตารินผ่านมายังปลายจมูกหยดแหมะลงบนกระดาษ  เด็กหญิงรีบป้ายน้ำตา  ไม่ให้แม่ได้เห็น
 
            กระทงทั้ง ๓ วางไว้พร้อมสำหรับการลอย  อันที่หนึ่งของเด็กชาย คือกระทงที่ทำจากเปลือกลูกมะพร้าวที่ปอกออกเป็นชิ้นตัดเส้นใยหยอยออก  มีดปาดหัวท้ายให้แหลมคล้ายเรือตรงกลางมีธงสีขาวปักเรียงแถว ธูปเทียนวางตรงกลาง     กระทงที่สองของเด็กหญิงคือกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ พับดอกบัววางในกะลา  มีดอกไม้เท่าที่พอจะหาได้วางตรงกลางพร้อมธูปเทียน  มีธงสีขาวปักไว้รอบๆ กะลา  ส่วนกระทงสุดท้าย  เป็นเพียงกะลาที่มีดอกไม้เล็กน้อยและธูปเทียนเท่านั้น “เอ้า ! ทีนี้ตัดเล็บตัดผมใส่ลงไป”  นางหันมาใช้มีดสารพัดประโยชน์ ตัดปลายเล็บปลายผมของทุกคนใส่ลงไป
 
            “เอ้า! นี่แป้ง  เทียนสำหรับส่องทางขากลับ ทางเดินอาจจะไม่สว่างนัก ลูกอย่าลืมถือไปด้วย”  เทียนที่นางกล่าวถึง  คือเทียนขนาดเดียวกันกับเทียนที่ใช้ลอยกระทง   แต่เทียนนี้วางไว้ในขอบของฝากะลา   เวลาใช้งานก็ถือฝากะลาให้หลบทิศทางที่ลมพัดมา เทียนก็จะไม่ดับ  และแสงเทียนจะส่องไปข้างหน้าเป็นวงกว้างๆ
 
            เพื่อนบ้านเริ่มเดินไปทางท่าน้ำ   เสียงหนุ่มๆ สาวๆ ดังหยอกเย้าสนุกสนาน  คนที่มีฝีมือทางการประดิษฐ์ก็นำหยวกกล้วย ใบตอง เปลือกปลีกล้วย และดอกไม้ในบ้าน  มาประดิดประดอยสวยงาม  บางคนก็แกะสลักพืชผักในสวนเช่นมะละกอ  ฟักทองเป็นกระทงแทน  ส่วนคนที่ไม่มีฝีมือแต่มีเงินก็ซื้อกระทงประดิษฐ์กระดาษย่นนั้นล่ะ
 
            แม่ของเด็กทั้งสองเดินจูงมือเด็กชายไป เขาตื่นเต้นสนุกสนานกับการที่จะได้ลอยเรือเปลือกมะพร้าวยิ่งนักต่างกับพี่สาวโดยสิ้นเชิงที่สีหน้าหมองหม่นแบบจำยอมไป   “แป้ง   แป้ง  ทางนี้”  เสียงเด็กหญิงผิวขาวสะอาด กวักมือเรียกแต่ไกล    เด็กหญิงหันไปเห็นเพื่อน   ทันใดเธอก็ปลีกตัวเร้นออกจากแม่หันหลังกลับ  เดินออกไปสักครู่  ก็กลับมา ในมือเธอเหลือเพียงเทียนที่จะใช้ส่องทาง  
 
            “หยิบกระทงขึ้นมาอธิษฐานสิ”  แม่เธอบอก  เด็กชายนำกระทงของเขาขึ้นเหนือศีรษะ  “ขอให้ได้เป็นทหาร โอมเพี้ยง !”  ผู้คนข้าง ๆ ยิ้มกับเสียงอธิษฐานนั้น   เสียงแม่ของเธอพึมพำ  “โชคร้ายออกไป  โชคดีเข้ามา”  แล้วหันมาทางเด็กหญิง  “ไหนกระทงของแป้งล่ะ?”  เด็กหญิงก้มหน้าหลบตา   “มันตกระหว่างเดินเมื่อกี๊ค่ะ คนที่เดินมาเขาเหยียบดอกบัวมันแบน หนูเลยไม่เก็บมา....”  
 
                                                    ........................................
 
            เสียงชื่นชมกระทงสายในค่ำคืนนี้ดังฮือฮาอยู่ตลอดเวลาท่ามกลางแสงแฟลชของกล้องที่วูบวาบๆ  และเสียงจะดังยิ่งขึ้นเมื่อกระทงสายที่ทำจากกะลาใบใดใบหนึ่งต้องปะทะม้วนเกลียวโต้กับความแรงของกระแสน้ำ   มันทำประหนึ่งจะจมดับวูบไป  แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่  กระทงสายที่เกิดจากกะลามะพร้าวกลับประคองตัวได้อย่างดียิ่ง    แต่ละหมู่บ้านต่างมีเทคนิคการลอยกระทงที่แตกต่างกันไป   ฝ่ายส่งก็ส่งต่อๆ กัน  ฝ่ายคนที่ทำหน้าที่ลอยก็วาดมือไปน่าเหนื่อยเมื่อยล้ายิ่งนัก   กองเชียร์ของแต่ละหมู่บ้านมีทั้งหนุ่มเฒ่าสาวแก่ต่างลุ้นกระทงสายของหมู่บ้านตัวเอง   ไม่น่าเชื่อว่ากะลามะพร้าวที่ขัดมันและบรรจุเพียงแสงไฟจะสามารถนำคนจากทั่วสารทิศให้เดินทางมาชมถึงที่นี่ได้  
            ท่ามกลางเสียงตื่นเต้น ลุ้นกระทงที่ปะทะความแรงของสายน้ำ   ท่ามกลางความดื่มด่ำในความงดงามของสายแสงจากกะลาที่ทอดยาวไปไกลสุดตา  และแสงนวลกระจ่างตาของจันทร์เพ็ญทำให้ผู้คนที่มาชมอิ่มเอมไปกับบรรยากาศแห่งความสุข  แต่หากพวกเขาสังเกตสักนิดจะเห็นว่า  มีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังกะพริบไล่ม่านน้ำตาที่เอ่อท้นพร้อมเสียงสะอื้นเบา ๆ  หล่อนแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า  พึมพำ    “แม่จ๋า....หนูขอโทษ”

                   ขอบคุณภาพจากhttp://thummada.com/php_upload/loykratong02.gif