The Tipitaka/Tripitaka
ที่ผ่านมาผู้เขียนได้เล่าเรื่องพระรัตนตรัยที่ใช้ในภาษาอังกฤษครบทั้ง The Buddha, The Dhamma, และ The Sangha แล้ว ต่อไปจะขอเล่าเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สถิตของพระรัตนตรัยทั้งหมด ถ้าไม่มีสิ่งนี้เราคงไม่มีทางรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคงไม่มีพระพุทธศาสนาในสังคมไทย สิ่งที่ว่านี้ก็คือ "Tipitaka/Tripitaka" หรือเรียกตามภาษาบ้านเราว่า "พระไตรปิฎก" นั่นเอง คำแรกเป็นภาษาบาลีออกเสียงว่า "ติปิฏกะ" คำหลังเป็นภาษาสันสกฤต ออกเสียงว่า "ตริปิฏกะ" ในโลกพระพุทธศาสนาภาษาอังกฤษนิยมใช้ทั้งสองคำ ชาวเถรวาทนิยมใช้คำแรก ส่วนชาวมหายานนิยมใช้คำหลัง
คำว่า "Ti" (ติ) หรือ "Tri" (ตริ) แปลว่า สาม หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมออกเสียงคล้ายคำว่า "three" ในภาษาอังฤษจังเลย แถมยังแปลว่าสามเหมือนกันด้วย เหตุผลก็เพราะเป็นภาษาตระกูลเดียวกัน คือ ตระกูลอินเดีย-ยุโรป (Indo-European) บ้านเรานิยมใช้คำว่า "ตรี" หรือ "ไตร/ตรัย" ก็แปลว่าสามเหมือนกัน เช่น ไตรรงค์ แปลว่า สามสี ไตรรัตน์/รัตนตรัย แปลว่า แก้วสาม ไตรมาส แปลว่าสามเดือน ตรีโกณ แปลว่า สามมุม ส่วนคำว่า "Pitaka" (ปิฏกะ) แปลว่า ตะกร้า (basket) หรือภาชนะสำหรับบรรจุสิ่งของ รวมกันแล้วแปลว่า ตะกร้าสามใบ (three baskets)
คัมภีร์พระไตรปิฎกนั้น เกิดจากการรวบรวม (collection) และจัดหมวดหมู่ (grouping/arrangement) คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็น ๓ หมวดใหญ่ เพื่อให้ง่ายในการศึกษาค้นคว้าและสืบทอดไปยังคนรุ่นหลัง คล้ายการทำ KM (Knowledge Management) ของคนปัจจุบัน เหมือนเราเห็นของในบ้านกระจัดกระจายกันอยู่ ไม่เป็นระบบระเบียบ จะหยิบฉวยมาใช้ก็ยากลำบาก จึงพยายามจัดให้เป็นหมวดหมู่ โดยนำของที่เหมือนกันหรือคล้ายกันใส่ลงไปในตะกร้าใบเดียวกัน จนได้หมวดหมู่สิ่งของ ๓ ตะกร้าใบใหญ่
คำว่า "Tipitaka/Tripitaka" บางครั้งในวงการพระพุทธศาสนาภาษาอังกฤษก็นิยมใช้คำว่า "The Pali Canon" แปลว่า คัมภีร์บาลี ถ้าเห็นคำนี้ก็เป็นอันรู้กันว่าหมายถึงพระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาท หรือบางครั้งก็ใช้คำว่า "Pali Texts/Scriptures" แปลว่าคัมภีร์บาลีเหมือนกัน แต่คำหลังนี้หมายรวมพระไตรปิฎกและคัมภีร์อื่นๆ ที่ไม่ใช่พระไตรปิฎกด้วย
คัมภีร์พระไตรปิฎก ๓ หมวดใหญ่ คือ
๑. หมวดพระวินัย (Vinaya) หมายถึงหมวดหมู่ที่ว่าด้วยวินัย หรือระเบียบกฎเกณฑ์ของพระภิกษุและภิกษุณี ภาษาอังกฤษเรียกว่า "The Collection of Rules/Disciplines" พระวินัยไม่ใช่สัจธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบ หากเป็นสิ่งที่ทรงบัญญัติหรือจัดวางไว้ (laid down by the Buddha) เพื่อฝึกคนที่เข้ามาบวชให้พัฒนาตน
๒. หมวดพระสูตร (Sutta) หมายถึงหมวดหมู่ของพระธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงโปรดบุคคลต่างๆ ในสถานที่ต่างๆ ภาษาอังกฤษเรียกว่า "The Collection of Discourses/Sermons" พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ คือ อริยสัจ ๔ (The Four Noble Truths) แต่เนื่องจากหมู่คนที่พระองค์สอนมีความแตกต่างหลากหลาย จึงทรงใช้กุศโลบาย (skilfull means) สอนธรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
๓. หมวดพระอภิธรรม (Abhidhamma) หมายถึงหมวดหมู่ของธรรมที่ยิ่ง ที่ละเอียดลึกซึ้ง ภาษาอังกฤษเรียกว่า "The Collection of Higher Doctrine) อภิธรรมเป็นเรื่องการอธิบายธรรมในเชิงวิชาการล้วนๆ (scholastic/academic) ไม่เกี่ยวกับบุคคลและสถานที่เหมือนพระสูตร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์แยกแยะ (analytic) และการลดทอน (reduction) สิ่งทั้งหลาย ไปหาองค์ประกอบย่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือสสาร (matters) จิต (mind) และเจตสิก (mental factors) เพื่อให้เห็นความไม่มีแก่นสารที่เที่ยงแท้ถาวร (non-substantiality) และเห็นความไม่มีตัวตน (selflessness/non-self) พอเทียบกันได้บ้างกับควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum Physics) ที่ศึกษาโลกแห่งวัตถุโดยลดทอนลงไปหาอนุภาคมูลฐาน (elementary particle)
พระไตรปิฎกเป็นเหมือนชีวิต เป็นเหมือนหัวใจ เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของพระพุทธศาสนา เป็นผลรวมแห่งความเพียรพยายามของคนรุ่นก่อน ชาวพุทธหลังพุทธกาลให้ความสำคัญกับการรักษาพระไตรปิฎกอย่างยิ่ง เห็นได้จากการทำสังคายนาพระไตรปิฎก(Buddhist Council) เป็นระยะๆ เพื่อทบทวนตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของพระไตรปิฎก ดูอย่างพระถังซัมจั๋ง ท่านรอนแรมตามเส้นทางสายไหม (Silk Road) ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ผ่านเอเซียกลาง ปีนป่ายข้ามภูเขาหิมาลัย บุกป่าฝ่าดง จนลุถึงอินเดีย แล้วย้อนกลับประเทศจีนบ้านท่าน ใช้เวลาถึง ๑๖ ปี เป้าหมายของท่านคือเพื่อสืบทอดพระไตรปิฎก ฉายานามของท่านที่ว่า "ถังซัมจั๋ง" แปลว่า ผู้ทรงพระไตรปิฎกสมัยราชวงศ์ถัง
ที่เล่ามาคิดว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว ก่อนจากขอฝากข้อความที่แสดงถึงความสำคัญของพระไตรปิฎกว่า-
"A single letter of the Buddha’s teachings
is worth a Buddha image."
อักษรตัวหนึ่งๆ อันเป็นคำสอนของพระศาสดา
มีค่าเท่ากับพระพุทธรูปองค์หนึ่ง
(จากคัมภีร์ญาโณทยปกรณ์)


กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ
ขออนุญาตติดตามเรียนภาษาอังกฤษด้วยคนค่ะ พออ่านเรื่องที่พระอาจารย์เขียนแล้วรู้สึกว่าคงจะดีไม่น้อยหากมีบล็อกที่นำเสนอความรู้แบบนี้เกิดขึ้นเมื่อ 18 ปีมาแล้ว
ขอบพระคุณค่ะ
เจริญพรโยมปิริมารจ
ยินดีต้อนรับและเจริญพรขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียน อาตมาได้ไปเยี่ยมอ่าน blog ของโยมแล้วเหมือนกัน รู้สึกชอบวิธีการเขียนเล่าเรื่อง เหมือนได้อ่านผลงานนักเขียนวรรณกรรมมีอาชีพเลยทีเดียว
เจริญพรโยมปิริมารจ
ยินดีต้อนรับและเจริญพรขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียน อาตมาได้ไปเยี่ยมอ่าน blog ของโยมแล้วเหมือนกัน รู้สึกชอบวิธีการเขียนเล่าเรื่อง เหมือนได้อ่านผลงานนักเขียนวรรณกรรมมีอาชีพเลยทีเดียว
มาร่วมติดตามด้วยคนครับผม
เจริญพรโยมโสภณ
ยินดีต้อนรับและขออนุโมทนาที่มาเยี่ยมเยียนบล๊อกนี้
กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ
ขออนุญาตติดตามเรียนภาษาอังกฤษด้วยคนค่ะ
กำลังสนใจ หัดอ่านเรื่องของพระอาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์ด้วยเจ้าค่ะ
เจริญพรคุณโยมภูสุภา
ขออนุโมทนาและยินดีต้อนรับ เห็นว่าโยมสนใจผลงานของพระพรหมคุณาภรณ์ อยากให้แนะให้ไปดาวน์โหลดหนังสือของท่านได้ฟรีที่เวบไซต์ของวัดท่าน http://www.watnyanaves.net/th/book_list
ตามมาเรียนต่อภาคดึก...เจ้าค่ะ
แต่เป็นภาษาอังกฤษนะคะ
อ้วนค่ะ
นมัสการเจ้าค่ะ
ติดตามอ่านเรื่องราวเจ้าค่ะ
ขอบพระคุณที่พระคุณเจ้านำมาเล่าขาน
นมัสการลา
เห็นชื่อพี่อ้วนในความเห็นที่ 8 แล้ว คิดถึงพี่เค้าเชียว
พี่เค้ามีน้ำใจเจ้าค่ะ เค้าเคยส่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)แปลและเรียบเรียงให้ ทั้งๆที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันเลยเจ้าค่ะ (ตอนนั้นพี่เค้าได้มาสองเล่ม ส่งให้มิตรทั้งหมด)
สงสัยตอนนี้กำลังหัวหมุนกับตัวเลขอยู่มังเจ้าคะ
เริ่มๆรู้สึกว่าเป็นชั่วโมงเรียนภาษาศาสตร์เข้าไปแล้วแฮะ... ดีจัง
พระอาจารย์คะ มีคนสนใจเยอะๆดีจังเลย ถ้าไงเวลามีคำบาลี วงเล็บตัวอ่านไว้ก็ดีนะคะ ต่อไปคนสนใจจะได้ความรู้แบบเต็มๆเลย
กราบนมัสการค่ะ m(_ _)m
เข้ามาเยี่ยมผลงาน ท่านรองคณบดี พระมหาสมบูรณ์ ดร.
ภูมิใจที่มีโอกาสมาเป็นลูกศิษย์ท่าน พื้นฐานภาษาไม่ดี ขอเรียนรู้ในgotoknow.เจ้าค่ะ