สรุปการบรรยายเรื่อง Teamwork : From Classroom to community โดย นพ.สุพัฒน์ ฮาสุวรรณกิจ
- กรณีศึกษาเรื่อง การพบผู้ป่วยกระดูกหักในชุมชน – บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยในชุมชน เมื่อสงสัยว่าตนเองกระดูกหัก ชาวบ้านก็มักจะไปหาหมอบ้าน เพื่อดามกระดูกด้วย “ไม้ไผ่” ทำให้เรารู้สึกขัดแย้งกับความคิดของเรามาก ในฐานะของการเรียนรู้ด้วยวิทยาศาสตร์(ทางการแพทย์)มาตลอด หลายครั้ง เราจะทะนงตนว่า ฉันใหญ่นะ ทำแบบนี้ได้ยังไง นี่ถ้ามี complication ก็ไม่ต้องมาหาฉันนะ ท้ายสุดเราเองก็ไม่สบายใจ
แต่ถ้าเรามองกระบวนทัศน์แบบใหม่ เราอาจต้องมองมุมกลับไปว่า ทำไมชาวบ้านถึงเชื่อใจหมอบ้านมากกว่าหมอแผนปัจจุบัน เมื่อเราคิดได้ดังนี้ การพบกรณีกระดูกหักครั้งต่อไป เราอาจส่งฟิล์มเอกซเรย์ฝากไปให้ผู้ป่วย ส่งไปให้หมอบ้านดู เพื่อเป็นอีกผู้หนึ่งที่ช่วยเราในการรักษาอีกคนหนึ่ง ดังนั้นความไม่สบายใจที่เราเคยมีก็อาจเปลี่ยนไปเมื่อเราได้เปลี่ยนมุมมองใหม่
- กรณีเด็ก Cerebral Palsy กับ NG tube – เป็นภาพของผู้ป่วยเด็กอยู่ที่บ้านโดยมีแม่ของผู้ป่วยเป็นผู้ดูแลหลัก การดูแลผู้ป่วยเด็กรายนี้ถือว่า ผู้ดูแลซึ่งเป็นแม่ ดูแลได้ดีมาก ไม่มีข้อติด ไม่มีแผลกดทับเลย และเนื่องจากไม่มีภาวะข้อติด จึงทำให้ผู้ป่วยเด็กรายนี้มักดึงสาย NG tube อยู่เป็นประจำ การใส่ NG tube ถือว่าเป็นหัตถการที่ต้องใช้การฝึกฝนพอควร ชาวบ้านไม่สามารถทำได้แน่ และบ่อยครั้งแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ก็ทำได้ยากเช่นกัน จึงไม่อยากให้บุคคลอื่น ที่ไม่ใช่ด้านการแพทย์ปฏิบัติ และถ้าผู้ป่วยเด็กรายนี้อยู่ที่ ward สิ่งที่จะถูกปฏิบัติคือ การมัดแขนทั้งสองข้าง เพื่อไม่ให้ดึงสาย NG tube ออกอีก แต่สำหรับแม่ของผู้ป่วยเด็กรายนี้ คงจะไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน ดังนั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์แก้ปัญหาผู้ป่วยเด็กรายนี้ดึงสาย NG tube ออก ไม่ใช่การมัดแขนเด็กรายนี้ แต่หากเป็นการสอนในสิ่งที่ทั่วๆไปไม่มีใครสอน คือการสอนแม่ให้ใส่สาย NG tube ให้เป็นนั้นเอง
การสอนให้แม่ได้ใส่สาย NG tube เองได้นั้น นอกเหนือจากเพื่อลดภาระการดูแลของบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจ และคุณค่าของแม่ผู้เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กรายนี้ด้วย และเมื่อแม่เก่งแล้ว ก็สามารถนำทักษะที่ได้ ไปสอนคนอื่นๆต่อ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติให้ได้ต่อไป
- จากตัวอย่างคร่าวๆข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า การดูแลผู้ป่วยในชุมชนนั้น ไม่มี Clinical Practice Guideline (CPG) ไม่สามารถอ้างอิงจากความรู้ในตำราได้เลย เพราะแต่ละพื้นที่ ก็มีบริบทที่แตกต่างกันไป แต่ถ้าผู้ปฏิบัติ มีกระบวนทัศน์ (Paradigm) และมีความตั้งใจดี นั้นต่างหากที่จะเป็นกุญแจที่จะไขไปสู่ความสำเร็จ
สรุปกิจกรรมช่วง Interconnectedness โดย อ.นพ.สกล สิงหะ
- ความหมายของ โยนิโสมนสิการ คือ การครุ่นคิด ใคร่ครวญอย่างแยบคาย นั่นก็คล้ายกับภาษาอังกฤษที่ว่า Contemplation
|
event |
Patient’s Need |
Doctor’s role |
|
ป่วย |
หายทุกข์ หายเจ็บ |
ช่างซ่อม (Mechanical) |
|
พฤติกรรมเสี่ยง |
พฤติกรรมบำบัด |
คนสั่งสอน ครู (Instructor) |
|
กรอบความคิด |
เปลี่ยนกระบวนคิด (Reflection) |
การหล่อเลี้ยง ประคบประหงม (Transforming coaching) อาจารย์ได้ยกตัวอย่างเช่น Sir Alex Ferguson ที่เป็น ผู้จัดการทีมฟุตบอล Manchester United ณ ประเทศอังกฤษ เค้าไม่ได้เล่นบอลเก่งเลย แต่เค้าเป็น Coaching ที่เก่ง และดึงศักยภาพนักบอลออกมาได้ |
|
อัตตา (ตัวตนเก่า) |
เปลี่ยนตัวตน (Self Transformation) |
การอยู่เคียงข้าง อย่างเช่น หมอตำแย (midwife) โดยความสามารถทางการแพทย์แล้ว ไม่สามารถเทียบเคียงแพทย์แผนปัจจุบันได้เลย แต่ก็สามารถอยู่ในวิถีสังคมไทยได้ อันเนื่องมาจากมีบทบาทบางอย่างที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์หลายคนไม่มี คือ การอยู่เคียงข้างไม่ห่างหาย หรือรักอย่างไม่มีเงื่อนไข (Presenting, Reborn) |
- มนุษย์ทุกคนจะมีความรู้สึกอันหนึ่งคือความกลัว (Fear) ซึ่งดูเหมือนจะไม่ดี แต่แท้จริงแล้ว มันกลไกอันหนึ่งของมนุษย์ที่ทำให้อยู่รอด (Survive method)
- ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ล้วนเกิดจากเหตุ ถ้าหากเราสามารถดับเหตุได้ ทุกอย่างก็จะดับไป
- มีคนถามว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่าคนคนนั้นมี Maturity แล้ว มีอาจารย์ท่านหนึ่งตอบว่า ถ้าใครคนนั้นสามารถรับใน ผลลัพธ์ของสิ่งที่เค้าทำได้ (Consequence ) แสดงว่าคนนั้นน่าจะมี maturity แล้ว
- การเรียนในปัจจุบันนี้ แท้จริงแล้วก็คือการล้อไปตามหลักธรรมพอสมควร อย่างเช่น การเรียน Problems Base Learning (PBL) เปรียบเสมือน อริยสัจ 4 คือการเริ่มต้นจากเหตุแห่งปัญหา นำไปสู่การหาแนวทางของปัญหา และ Evidence Base medicine (EBM) ก็เปรียบเสมือน หลักกาลามสูตร1 นั่นคือหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงาย โดยไม่ใช้ปัญญาในการพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษ ดีหรือไม่ดีก่อนเชื่อซึ่งมีอยู่ 10 ประการ
มีกิจกรรมอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจในช่วงวันที่ 10 กันยายน 2553 ช่วง Experience Sharing ต้องขออภัยที่จำชื่อของวิทยากรท่านดังกล่าวไม่ได้ เท่าที่ทราบท่านเป็นอาจารย์พยาบาล ท่านได้เปรียบเทียบการดูแลผู้ป่วย Palliative Care เหมือน “การเชื่อมมือไปสู่หัวใจ” กิจกรรมคือ ให้ผู้ร่วมกิจกรรมทุกท่านนับ 1 กับ 2 ทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมจะมีตัวเลขประจำบุคคลคือ 1 และ 2 โดยให้คนที่นับ 1 ออกมายืนด้านหลังผู้ถูกนวดซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้า นวดอย่างไรก็ได้ให้คนที่ถูกนวดรู้สึกสบายมากที่สุด และให้คนที่นับ 2 หลับตา โดยคนที่นับ 2 จะไม่ทราบเลยว่าคนที่นวดให้อยู่คือใคร ในขณะที่นวด มีการสร้างบรรยากาศด้วยเสียงดนตรีบรรเลงที่รู้สึกสบาย
สิ่งที่ผู้เขียนที่เป็นผู้นวดสัมผัสได้คือ คนที่นับ 1 ซึ่งเป็นผู้นวดจะรู้สึกดีมาก เพราะเราตั้งใจทำให้คนที่เรานวดให้ รู้สึกสบายมากที่สุด เพราะนั่นคือสิ่งที่เราปรารถนา การนวดดำเนินอยู่ประมาณ 1-2 นาที เมื่อหมดเวลา ก็ให้ผู้นวดเดินออกไปอยู่ตรงหน้าผู้ถูกนวด และให้ลืมตาขึ้น ทั้งห้องก็ฮือฮาเป็นการใหญ่ เมื่อผู้ถูกนวดที่เค้าไม่เคยรู้จักเรามาก่อน ตกใจและดีใจ ส่งยิ้มมาให้ผู้นวด ตัวผู้เขียนเองเป็นผู้นวดก็มีความสุขเช่นกัน ซึ่งนั่นเป็นการสะท้อนถึงความสุขของผู้ให้และผู้รับอย่างแท้จริง อย่างเช่นการดูแลผู้ป่วย Palliative Care ที่พวกเรากำลังทำอยู่นั่นเอง
ทั้งหมดนี้เป็นการสรุปบางช่วงบางตอนที่ได้บันทึก ยังมีอีกมากที่ประทับใจแต่ไม่ได้ใส่ไว้ในข้างต้นนี้ และบทความบางช่วง มีความคิด ความรู้สึกของผู้เขียนที่ใส่ไปด้วย ถ้าไม่ถูกต้องประการใดต้องขออภัยท่านวิทยากรในวันดังกล่าวไว้ ณ ที่นี้
เอกสารอ้างอิง
1. ความหมาย กาลามสูตร จาก ” http://th.wikipedia.org/wiki/กาลามสูตร” เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553